บทความให้กำลังใจ(เมื่อย ฟุ้งหลับ! ขจัดปัญหาให้มือใหม่หัดนั่งสมาธิ)

ในห้อง 'จักรวาลคู่ขนาน' ตั้งกระทู้โดย supatorn, 8 พฤษภาคม 2017.

ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ 94 คน ( สมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 94 คน )
  1. supatorn

    supatorn ทีม ธรรมทาน ทีม ธรรมทาน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    63,964
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,981
    unlockthemind.jpg
    หลักธรรมปลดล็อกจิตใจ

    พระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ

    เรามักจะได้ยินคำว่า “อิจฉาริษยา” นั้นมาคู่กันเสมอ จริง ๆ แล้ว “อิจฉา” หมายความว่า พอเราเห็นคนอื่นได้ดีก็ปรารถนาอยากได้อย่างเขา แต่ถ้าเกิดความ “ริษยา” แล้วเราจะรู้สึกไม่อยากให้ใครได้ดี เห็นใครได้ดีแล้วทนไม่ได้ ถ้าเปรียบเทียบกันแล้วระดับของความริษยานั้นหนักกว่าความอิจฉามาก แต่อย่างไรเสียทั้งความอิจฉาและริษยาก็ไม่ดี และควรได้รับการแก้ไขทั้งนั้น
    ชาดกว่าด้วยโทษของความอิจฉาริษยา

    ในครั้งพุทธกาล มีหมู่บ้านชาวประมงตั้งอยู่ที่ชานแคว้นโกศล มีชาวประมงอาศัยอยู่ประมาณ 1 พันครอบครัว อยู่มาวันหนึ่งมีหญิงคนหนึ่งเกิดตั้งครรภ์ ปรากฏว่าทั้งหมู่บ้านถูกไฟไหม้ถึง 7 ครั้ง เสียค่าปรับให้แก่พระราชาอีก 7 หน เกิดเรื่องราวร้าย ๆ สารพัดจนทุกคนในหมู่บ้านคิดว่า ต้องมีคนกาลกิณีเกิดขึ้นในหมู่พวกเขาแน่ ๆ พวกเขาจึงทดลองแยกครอบครัวต่าง ๆ ออกเป็น 2 กลุ่ม ปรากฏว่ากลุ่มที่หญิงมีครรภ์คนนี้อยู่ได้รับแต่ปัญหา แต่ไม่มีปัญหาใดเกิดขึ้นกับอีกกลุ่มหนึ่งเลย

    พวกเขาค่อย ๆ แยกครอบครัวออกเป็นกลุ่มย่อยไปเรื่อย ๆ จนสุดท้ายพบว่า ปัญหามาจากครอบครัวของหญิงมีครรภ์คนนี้ ชาวบ้านจึงไล่หญิงมีครรภ์ออกจากหมู่บ้าน นางต้องออกร่อนเร่พเนจรกระทั่งคลอดลูกก็ยังได้รับความลำบากสารพัด พอลูกเดินได้และโตพอที่จะช่วยเหลือตัวเองได้นางจึงบอกกับลูกว่า “ลูก...แม่ลำบากกับเจ้ามามากมายเหลือเกินแล้ว เจ้าเอาชามดินเผาไปขอทานเองเถิด” เด็กน้อยจึงต้องออกร่อนเร่พเนจรเอง เก็บของเหลือกินให้พอประทังชีวิตไปวัน ๆ

    กระทั่งวันหนึ่ง พระสารีบุตรออกบิณฑบาต เเล้วได้พบ เด็กน้อยคนนี้กำลังเก็บเม็ดข้าวที่เหลือทิ้งติดจาน เขากินข้าวทีละเม็ดด้วยความหิวโหย พระสารีบุตรเกิดความสงสารจึงพาเด็กน้อยกลับไปที่วัดแล้วให้บวชเป็นสามเณรได้ชื่อว่า “โลสกะติสสะ”

    จากนั้นสามเณรโลสกะติสสะก็อยู่ในโอวาทพระสารีบุตรมาโดยตลอด เชื่อฟังคำสั่งสอนและตั้งใจปฏิบัติธรรม พออายุครบบวชโลสกะติสสะจึงได้บวชเป็นพระ แล้วปฏิบัติธรรมจนได้เป็นพระอรหันต์

    ตลอดชีวิตแม้ได้บวชเป็นพระแล้วก็ยังไม่เคยได้ฉันอิ่มแม้เพียงครั้งเดียว พอออกบิณฑบาตชาวบ้านเขาก็ตักบาตรให้แค่ทัพพีเดียวเพราะกรรมมันบังตา คือคนใส่บาตรเขาเห็นว่าข้าวเต็มบาตรแล้วเขาจึงไม่ใส่ให้อีก สุดท้ายจึงได้อาหารบิณฑบาตมานิดเดียวแค่พอกันตาย แต่ไม่เคยได้ฉันอิ่มเลยจนร่างกายทรุดโทรม

    กระทั่งวันหนึ่งพระสารีบุตรรู้ด้วยญาณทัสสนะว่า ภิกษุผู้เป็นศิษย์วันนี้จะนิพพานแล้ว ท่านจึงสงสารอยากให้ได้ฉันอิ่มบ้างสักมื้อ เลยให้ออกบิณฑบาตด้วยกันโดยเดินตามหลังท่านไป
    ปรากฏว่าผลกรรมแรงจนทำให้วันนั้นพระสารีบุตรไม่ได้รับบิณฑบาตอาหารเลย พระสารีบุตรจึงต้องให้พระโลสกะติสสะกลับวัด แล้วท่านรับบาตรเองเสร็จเรียบร้อยค่อยนำอาหารไปให้
    พอพระโลสกะติสสะแยกทางกลับวัดเท่านั้นเองก็มีคนใส่บาตรพระสารีบุตรมากมาย พระสารีบุตรรีบแบ่งอาหารบิณฑบาตให้คนนำไปถวายให้พระโลสกะติสสะ ปรากฏว่าด้วยผลกรรมคนรับอาหารเดินทางมาถึงกลางทางแล้วเกิดลืมว่าจะเอาอาหารไปทำอะไร จึงนั่งกินเองจนหมด
    พระสารีบุตรท่านกลับถึงวัดจึงรู้ว่าพระโลสกะติสสะยังไม่ได้ฉัน แต่ยังพอมีเวลาจึงเข้าวังไปหาพระเจ้าปเสนทิโกศล หวังจะไปบิณฑบาตกับพระราชา
    พระราชาเห็นว่าใกล้เพลแล้ว พระองค์ทรงเกรงว่า เวลาจะไม่พอจึงไม่ถวายของคาว ถวายแต่ของหวานคือเภสัชทั้งหลาย มีน้ำผึ้ง น้ำอ้อย เนยใส เนยข้น พอพระสารีบุตรกลับมาก็คะยั้นคะยอให้พระโลสกะติสสะฉันภัตตาหารจากบาตรที่พระสารีบุตรถือไว้ อาศัยบุญพระสารีบุตรไว้เพราะเกรงว่า ถ้าวางบาตรลงอาจจะมีเหตุให้ภัตตาหารหายไปอีก พระโลสกะติสสสะจึงได้ฉันอิ่มในมื้อสุดท้ายแล้วนิพพานวันนั้นเอง

    หลังจากพระโลสกะติสสะนิพพาน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ทำพิธีฌาปนกิจแล้วให้เก็บอัฐิซึ่งเป็นพระธาตุของท่านบรรจุในพระสถูปเจดีย์ ภิกษุทั้งหลายสงสัยจึงกราบทูลถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า เพราะเหตุใดพระโลสกะติสสะปฏิบัติธรรมจนเป็นพระอรหันต์ แต่ทำไมถึงมีวิบากกรรมหนักหนาขนาดนี้
    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงระลึกชาติไปดูเหตุแล้วนำมาเล่าให้พระภิกษุทั้งหลายฟังว่า โลสกะติสสะภิกขุ ภพในอดีตเคยบวชเป็นพระ ท่านได้เป็นเจ้าอาวาสที่ตั้งใจปฏิบัติธรรมตามปกติ กระทั่งวันหนึ่งเศรษฐีอุปัฏฐากใหญ่ของวัดแห่งนี้เห็นพระอรหันต์เดินทางผ่านมา แล้วได้เห็นกิริยาอาการน่าเลื่อมใสจึงนิมนต์ให้เข้ามาพักที่วัดนี้ แล้วปรนนิบัติดูแลอย่างดีจนพระเจ้าอาวาสเกิดความอิจฉา รู้สึกว่าถ้าขืนปล่อยไว้อย่างนี้ต่อไป
    เศรษฐีต้องไปศรัทธาพระอาคันตุกะนี้มากกว่าตนแน่

    พอตอนเช้าก่อนจะออกบิณฑบาตเจ้าอาวาสก็วางอุบายด้วยความอิจฉาริษยา คือแทนที่เจ้าอาวาสจะเคาะระฆังปลุกพระลูกวัดให้ออกบิณฑบาต ท่านกลับเอาเล็บเคาะระฆังเบาๆ แล้วกระซิบกับระฆังว่า “เคาะระฆังปลุกแล้วไม่ได้ยินเสียงเองช่วยไม่ได้นะ” แล้วท่านก็ออกไปบิณฑบาต
    พอท่านเจ้าอาวาสเจอเศรษฐีก็ใส่ร้ายพระอาคันตุกะทันทีว่า สงสัยท่านนอนหลับอุตุยังไม่ตื่น เมื่อวานท่านเศรษฐีถวายภัตตาหารมาก พระท่านคงจะฉันอิ่มเกินไป

    แต่ท่านเศรษฐีมีท่าทีนิ่งเฉย พอใส่บาตรเสร็จท่านก็ฝากภัตตาหารไปถวายพระอาคันตุกะด้วย พอถึงกลางทาง ท่านเจ้าอาวาสตั้งใจจะแกล้งพระอาคันตุกะจึงเทอาหารทิ้งทั้งหมด ด้วยวิบากกรรมนี้จึงส่งให้พระโลสกะติสสะตกนรก
    พอพ้นกรรมจากนรกก็มาเกิดเป็นยักษ์ จากยักษ์มาเกิดเป็นสุนัขอีก 500 ชาติ เป็นสุนัขเร่ร่อนอดอยากยากแค้นแสนสาหัส ผอมแห้งเห็นกระดูกซี่โครง จนกระทั่งก่อนตายถึงได้กินอิ่มหนึ่งมื้อ คือกินเศษอาหารที่เขาอาเจียนออกมา ตอนเป็นสุนัขหิวโซทุกชาติไป จนกระทั่งพ้นกรรมจากสัตว์แล้วมาเกิดเป็นคน
    ท่านก็ยังต้องเจอวิบากกรรมอย่างนี้เรื่อยไป
    เพราะฉะนั้น เราอย่าไปอิจฉาริษยาใครเด็ดขาด เห็นใครเขาทำความดีแล้วประสบความสำเร็จก็ให้มีมุทิตาจิต อนุโมทนาสาธุด้วย

    บุคคล 2 ประเภท
    ลองสังเกตว่า เมื่อมีคนประสบความสำเร็จ คนที่พบเห็นจะมี 2 ประเภท คือ “อิจฉาริษยา” และ “มีมุทิตาจิต” คือ บุคคลผู้ “อิจฉาริษยา” มักจะมีความรู้สึกอยากทำให้เขาย่ำแย่ลง ไม่คิดพัฒนาตัวเองแต่กลับอยากจะฉุดเขาลงมา เขาจะได้ไม่เด่นเกินหน้าเกินตาเรา ซึ่งเป็นความคิดทางลบ หรือพลังด้านการทำลายที่ไม่เคยทำให้ใครเจริญขึ้นเลย

    ส่วนบุคคลผู้มี “มุทิตาจิต” มีความคิดทางบวก หรือมีพลังสร้างสรรค์ พอเห็นคนอื่นประสบความสำเร็จก็มักจะเกิดมุทิตาจิต รู้สึกชื่นชมอนุโมทนา แล้วเกิดแรงบันดาลใจที่จะพัฒนาตนเองให้ดีอย่างนั้นบ้าง มีพลังแห่งความสร้างสรรค์ที่จะดึงตัวเองให้พัฒนาก้าวหน้าต่อไป
    ถ้าประเทศโดฝึกนิสัยคนในชาติให้มีมุทิตาจิต ประเทศนั้นก็จะเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ต่างชาติใครทำดีก็มักชื่นชมให้รางวัล หรือสร้างอนุสาวรีย์เพื่อเป็นเกียรติ ผู้คนจะได้เกิดแรงบันดาลใจอยากเอาเป็นแบบอย่าง และอยากที่จะขวนขวายพัฒนาตัวเอง

    ประเทศสหรัฐอเมริกาเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วก็เพราะว่า ชาวยุโรปที่อพยพเข้าไปบุกเบิกบ้านป่าเมืองเถื่อนอยู่ที่นั่น ไม่มีข้าวของเครื่องใช้ที่ให้ความสะดวกสบาย จะเดินทางกลับไปนำข้าวของเครื่องใช้มาจากยุโรปก็ไกล
    ดังนั้น ถ้ามีใครคิดค้นหรือสร้างอะไรขึ้นมาใช้ได้เองในประเทศ ซึ่งเท่ากับว่าช่วยให้ประชากรทุกคนมีความเป็นอยู่ที่สุขสบายขึ้น เขาจึงได้รับความชื่นชมอย่างมากจนเกิดเป็นค่านิยมในสังคมว่า ต้องชื่นชมยกย่องคนที่ฉลาดและคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ ได้สำเร็จในทุก ๆ ด้าน

    ในสหรัฐอเมริกา ถ้าใครสร้างสรรค์สิ่งที่ดีมีประโยชน์แล้วประสบความสำเร็จ รัฐบาลจะประกาศเชิดชูเกียรติคุณ สังคมก็เชิดชูเกียรติคุณ ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างก็เกิดแรงบันดาลใจอยากจะเอาเป็นแบบอย่าง สหรัฐอเมริกาจึงสามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้นมาได้มากมาย

    ในประเทศญี่ปุ่นก็เหมือนกัน มีอนุสาวรีย์อยู่ทั่วทุกหัวระแหง ในหมู่บ้านก็ยังมีอนุสาวรีย์ประจำหมู่บ้าน คนในหมู่บ้านนี้มีใครประสบความสำเร็จและควรยกย่องชื่นชมในทุกด้าน อาทิ เป็นนักวิชาการที่มีชื่อเสียง เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ เป็นนักกีฬาทีมชาติ เป็นดารา นักร้อง นักแสดง หรือเป็นนักเขียน เขาก็จะสร้างรูปปั้นอนุสาวรีย์ให้ เเล้วเล่าให้ลูกหลานในหมู่บ้านฟังต่อ ๆ กันไปด้วยว่า บุคคลนี้เป็นใคร และทำความสำเร็จอะไร ถือเป็นแบบอย่างที่ดีให้เด็ก ๆ เกิดแรงบันดาลใจว่า อยากจะฝึกตัวเองให้ดีอย่างนั้นบ้าง

    พระเอกประจำชาติ คือบุคคลที่สร้างสรรค์จนประสบความสำเร็จ พระเอกประจำชาติของผู้ชายไทยไม่ควรเป็นขุนแผน ที่ชายไทยต้องเอาเป็นแบบอย่างด้วยการมีบ้านเล็กบ้านน้อยให้มากที่สุด แต่ว่าพระเอกประจำชาติควรเป็นบุคคลที่มีความรับผิดชอบ ขยันและอดทนสู้งานหนัก

    ประเทศไทยของเราเองก็ควรฝึกมุทิตาจิตให้เกิดขึ้นในระดับชาติ รัฐบาลต้องเป็นผู้นำ สื่อมวลชนนักวิชาการ และคนในสังคมต้องร่วมมือกันยกย่องชื่นชมคนที่ประสบความสำเร็จ โดยพยายามให้ข่าวเชิงบวก เปลี่ยนวงจรลบซึ่งเป็นพลังที่คอยถ่วงรั้งสังคมจนกลายเป็นสังคมทอนกำลัง เพราะชอบอิจฉา ริษยาทำลายกัน เปลี่ยนใหม่ให้เป็นสังคมที่เต็มไปด้วยมุทิตาจิต ใครทำอะไรได้ดีก็ชื่นชมยกย่องให้เป็นแบบอย่าง พัฒนากันไป
    ทั้งสังคม
    พ่อแม่ต้องคอยสอนลูกอย่างนี้บ่อยๆ เราก็จะเอาชนะความอิจฉาริษยา แล้วกลายเป็นผู้ที่มีมุทิตาจิต สังคมไทยก็จะกลายเป็นสังคมที่สงบร่มเย็นสมกับเป็นสังคมเมืองพุทธ และเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาของโลก
    :-https://kalyanamitra.org/th/article_detail.php?i=19562
     
  2. BallTimeTH

    BallTimeTH สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 กันยายน 2026
    โพสต์:
    44
    ค่าพลัง:
    +14
    อ่านเรื่องมุทิตาจิตแล้วนึกถึงตัวเองเหมือนกัน เวลาเห็นเพื่อนได้ดีบางทีก็แอบจี๊ดในใจก่อน แล้วค่อยนึกได้ทีหลังว่าไม่ต้องไปแข่งกับใคร ลองฝึกยินดีกับเขาจริงๆ ก็รู้สึกเบาขึ้นเยอะเลยครับ
     
  3. supatorn

    supatorn ทีม ธรรมทาน ทีม ธรรมทาน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    63,964
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,981
    startalloveragain.jpg
    คุณภาพใจในยุคสังคมไซเบอร์

    พระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ

    เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในประเทศจีนเมื่อไม่นานมานี้ หญิงคนหนึ่งทำงานเป็นพนักงานของโรงแรม โดยมีหน้าที่ล้างเท้าทำเล็บให้กับแขกที่มาพัก ครั้งหนึ่งได้มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐมาพักที่โรงแรม และหญิงผู้นี้ทำหน้าที่ล้างเท้าให้ เจ้าหน้าที่รัฐได้ลวนลามเธอ เธอจึงต่อสู้และใช้มีดแทงเขาจนถึงแก่ความตาย จากนั้นเธอได้เข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ แม้จะรู้ว่าต้องถูกลงโทษสถานหนัก เพราะผู้ตายเป็นผู้มีอำนาจมาก
    แต่เมื่อข่าวนี้ปรากฏขึ้นในอินเตอร์เน็ต เรื่องราวของเธอก็แพร่กระจายไปอย่างกว้างขวางในชั่วพริบตา มีผู้คนเข้ามาแสดงความคิดเห็นอย่างมากมาย จนเกิดเป็นกระแสสังคม ยกย่องเธอว่าเป็นวีรสตรีผู้กล้า ที่หาญสู้กับความอยุติธรรม สู้กับการข่มเหงรังแกจากเจ้าหน้าที่รัฐที่ไร้ศีลธรรมเมื่อทั่วโลกจับตามอง จึงเกิดแรงกดดันที่ส่งผลให้พิพากษาตัดสินให้เธอพ้นผิด และได้รับอิสรภาพในเวลาต่อมา

    เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศจีนนี้ แสดงให้เห็นถึงพลังของกระแสความคิดเห็นในสังคมไซเบอร?สเปซ เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศจีนนั้น การแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ หรือการชุมนุมกันเป็นจำนวนมากนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ด้วยนโยบายการปกครองที่เข้มงวด เน้นการปกครองภายในประเทศเป็นสำคัญ แต่ถึงอย่างนั้นสิ่งที่เป็นไปได้ยากในสังคมชีวิตจริง กลับเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดายในสังคมไซเบอร์
    อิสรเสรีทางความคิด เปิดกว้างอย่างเต็มที่ในโลกไซเบอร์ ทุกคนมีสิทธิ์มีเสียง และสามารถส่งสารถึงผู้อื่นได้โดยไม่จำเป็นต้องแสดงตัว ทั้งมีความปลอดภัยและเป็นประชาธิปไตย แต่สิ่งนี้ก็เป็นดาบสองคมที่มีอันตรายอย่างยิ่ง ในสังคมจริง การที่เราจะพูดคุยกับใคร หรือนำเสนอข้อมูลข่าวสารใด หรือหากจะแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณชน เราทุกคนต่างต้องรับผิดชอบในทุกคำพูด ทุกการแสดงออกของเรา ดังนั้นมารยาททางสังคมและความเคารพเกรงใจกันในสังคมจึงมีอยู่สูง เพราะเห็นหน้าค่าตากันอยู่ รู้ว่าใครเป็นใคร พลังทางสังคมเช่นนี้เองที่ช่วยควบคุมกำกับให้คนเรามีความสำรวมระวังในการใช้คำพูด และแสดงออกอย่างเหมาะสม เพราะเกรงกลัวต่อบทลงโทษทางสังคม ทั้งในแง่การลงโทษทางกฏหมาย และการยอมรับของสังคม

    แต่ในสังคมไซเบอร์ ที่ไม่จำเป็นต้องแสดงสถานะที่แท้จริงของตน กิเลสดิบๆในใจของคนจึงถูกแสดงออกมาอย่างไม่เกรงใจใคร มีการใช้ภาษาที่หยาบคายโดยไม่ต้องกลัวถูกชกหน้า มีการกล่าวหากันโดยไม่ต้องกลัวถูกฟ้องหมิ่นประมาท และมีเรื่องอื่นๆอีกมากมายที่คนเราไม่กล้าทำในสังคมจริงๆ เมื่อคนเราเสพคุ้นสิ่งเหล่านี้จนเป็นนิสัยในที่สุดก็จะรู้สึกว่า ความก้าวร้าวรุนแรง หรือเรื่องที่ผิดเพี้ยนทั้งหลายนั้น เป็นเรื่องธรรมดา สิ่งเหล่านี้ล้วนบ่งบอกว่า คุณภาพใจของคนเราได้ตกต่ำลงไปอย่างไม่รู้ตัวและแน่นอนว่า ในสังคมไซเบอร์ที่เชื่อมโยงผู้คนจำนวนมหาศาลไว้ด้วยกันนี้ กระแสใจของคนย่อมส่งผลกระทบซึ่งกันและกัน และการกระทบถึงเยาวชนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เยาวชนของเราจะเป็นเช่นไร เมื่อได้ซึมซับความก้าวร้าว อคติ กิเลสต่างๆ ในโลกที่เขาก็สามารถเข้าไปได้โดยไม่มีใครรู้เช่นกัน

    คุณภาพของใจจึงถูกบ่อนทำลายไปเรื่อยๆ เช่นนี้ยากที่จะป้องกัน แม้จะใช้มาตรการทางกฎหมาย หรือใช้เทคโนโลยีควบคุมตรวจสอบ ทั้งหมดก็ยังเป็นเพียงการวิ่งตามปัญหา ทางเดียวเท่านั้นที่จะยับยั้งวงจรการบ่อนทำลายนี้ได้ นั่นคือการฟื้นฟูศีลธรรมขึ้นมาในใจคน เมื่อใดก็ตามที่คนเราได้เรียนรู้ความเป็นจริงของชีวิตอย่างถ่องแท้ เมื่อนั้นความละอายและเกรงกลัวต่อบาปจะเกิดขึ้นมาในใจ แม้ไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็น ไม่จำเป็นต้องมีมาตรการ หรือระบบตรวจสอบใดๆ คนเราก็สามารถยับยั้งชั่งใจละเว้นความชั่วได้ด้วยตนเอง

    ดังนั้นแม้พลังทางสังคมจะอ่อนกำลังลงไป แต่เราก็สามารถคุ้มครองใจเรา และคุ้มครองโลกได้ ด้วยพลังแห่งศีลธรรม เมื่อเราร่วมกันสร้างเครือข่ายคนดี ช่วยกันแบ่งปันเรื่องราวดีๆ ทำหน้าที่กัลยาณมิตรอย่างไม่ลดละ สักวันหนึ่งโลกไซเบอร์ก็จะเฟื่องฟูด้วยศีลธรรมเช่นกัน


    ----------------------------------------------------------------------------------
    :- https://kalyanamitra.org/th/article_detail.php?i=9768
     
  4. supatorn

    supatorn ทีม ธรรมทาน ทีม ธรรมทาน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    63,964
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,981
    Boon.jpg
    บุญเก่า บุญใหม่

    พระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ
    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า “ ชนเหล่าใดมีจิตผ่องใส ให้อาหารด้วยศรัทธา อาหารนั้น ย่อมพะนอเขาทั้งในโลกนี้และโลกหน้า เพราะเหตุนั้น บุคคลพึงนำความตระหนี่ออกไปเสีย พึงข่มความตระหนี่ ซึ่งเป็นมลทินแล้วให้ทาน เพราะบุญทั้งหลายเป็นที่พึ่งของเหล่าสัตว์ในโลกหน้า ”

    คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง เคยสอนไว้ว่า “ ยายสงสารทั้งคนจน คนรวย คนรวยทำบุญเก่าไว้ดี จึงมีสมบัติ ถ้าเราไม่ชวนเขาทำบุญ บุญเก่าเขาก็จะหมด ภพชาติต่อไปก็จะจนและลำบาก คนจนเพราะบุญเก่าทำมาน้อย ถ้าเราไม่ชวนเขาทำบุญ ภพชาติต่อไปก็จะจนยิ่งกว่านี้อีก ”

    “ เอาบุญไปเยอะๆนะ เดี๋ยวชาติหน้าเกิดไปเจอยาย ยายจะจำได้ว่า เจ้าคนนี้ตอนนั้นยายให้มันมาเอาบุญ มันไม่เอา ตอนนี้บุญมันนิดเดียวตามเขาไม่ทัน ตอนนี้เราไม่เห็นหรอกว่าทำแล้วได้อะไร พอตายไปถึงไปเห็นว่า เรามีบุญมีบาปมากน้อยเพียงไร กายหยาบๆนี้มองไม่เห็นของละเอียด จึงไม่รู้ว่าบุญบาปมีจริง แต่พอตายแล้ว หลุดออกจากกายหยาบ ทีนี้ละ ถึงเห็นดวงบุญดวงบาปตัวเองว่า มีมากน้อยแค่ไหน ”

    ท่านทานบดีทั้งหลาย ได้ตั้งใจมาสั่งสมบุญในวันนี้ชื่อว่า เป็นผู้ไม่ประมาท ดำเนินชีวิตตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.
    :::::::::::::::::::::::::::::::
    :- https://kalyanamitra.org/th/article_detail.php?i=10231


     
  5. supatorn

    supatorn ทีม ธรรมทาน ทีม ธรรมทาน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    63,964
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,981
    dhamma610626_03.jpg
    จะสื่อถึงผู้ที่เสียชีวิตไปแล้วได้อย่างไร

    พระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ
    คำถาม : พ่อผมจากผมไปแล้ว ผมคิดถึงท่านมาก อยากเรียนถามว่าเราจะสื่อถึงคนที่ตายไปแล้วอย่างไรบ้างครับ?

    พระอาจารย์ : มี 2 วิธีใหญ่คุณโยม ประการที่หนึ่งคือ เป็นลักษณะขอถึง ได้แก่ ตั้งใจทำบุญ เช่น ถวายภัตตาหารพระ ทำบุญผ้าป่ากฐิน ปล่อยสัตว์ปล่อยปลา หรือสร้างโบสถ์สร้างวิหาร สร้างศาลา ทำบุญอะไรก็แล้วแต่ แล้วนึกอุทิศส่วนกุศลให้ท่าน เป็นการส่งบุญให้กับท่าน ขอถึงด้วยการส่งบุญ ประการที่สองคือ เป็นการเข้าถึง หมายถึง เราตั้งใจนั่งสมาธิอย่างเต็มที่จริงจัง จนกระทั่งสามารถบรรลุธรรมภายใน ถ้าอย่างนี้แล้วเมื่อบังเกิดญาณทัศนะขึ้น เราจะสามารถไปพบไปเห็นท่านด้วยตัวของเราเอง ไม่ใช่ขอถึง แต่เป็นการเข้าถึง ไปเห็นด้วยตัวของเราเอง จับมือถือแขนได้ และถ้าเกิดว่าท่านพลาดพลั้งไปตกอบายอยู่เราก็สามารถช่วยท่านได้ด้วยอานุภาพของพระธรรมกาย ของญาณทัศนะที่เราได้ปฏิบัติจนเข้าถึงแล้วนั่นเอง
    :- https://kalyanamitra.org/th/article_detail.php?i=16994
     
  6. supatorn

    supatorn ทีม ธรรมทาน ทีม ธรรมทาน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    63,964
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,981
    meditatehowto.jpg
    เมื่อย ฟุ้งหลับ! ขจัดปัญหาให้มือใหม่หัดนั่งสมาธิ

    พระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ
    หลายคนฝึกนั่งสมาธิแรกๆ ก็รู้สึกดี สบายใจ สงบ โล่งสบาย แต่พอนั่งไปสักพักก็เริ่มปวดขาบ้าง มีเรื่องฟุ้งเข้ามาบ้าง นั่งแล้วหลับบ้าง จึงอยากรู้วิธีการแก้ไข

    นั่งสมาธิแล้วรู้สึกเมื่อย...ทำอย่างไรดี ?
    กรณีนั่งสมาธิแล้วรู้สึกเมื่อย อย่างที่เคยบอกไปแล้วว่า ใหม่ๆให้ฝืนก่อน ถ้ามีอาการเส้นยึด ก็ให้ไปหาหมอจับเส้นที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อปรับให้เส้น กล้ามเนื้อ และกระดูกของเราเข้าที่เข้าทาง
    พอนั่งสมาธิจนเกิดความคุ้นเคย เราก็จะนั่งได้นานขึ้นเรื่อยๆ กรณีที่รู้สึกเมื่อยจริงๆ ก็ให้เปลี่ยนท่ามานั่งพับเพียบได้ แต่ระหว่างที่เปลี่ยนท่านั้นให้เอาใจนิ่งๆ อยู่ที่ศูนย์กลางกายไม่จำเป็นอย่าลืมตา เมื่อเปลี่ยนท่าเสร็จแล้วจะได้ทำสมาธิต่อไปได้เลย โดยไม่ต้องถอดจิตออกมา

    นั่งสมาธิแล้วรู้สึกฟุ้ง...ทำอย่างไรดี ?
    ในกรณีฟุ้งนั้นสำคัยตอนที่เริ่มนั่ง คือ อย่าพึ่งคิดอะไร เอาใจนิ่งๆ บางคนเริ่มนั่งก็เริ่มคิดไปเรื่องอื่นทันที พอคิดไปบ่อยๆ จนเกิดความเคยชิน พอจะหยุดคิดกลับมาทำสมาธิใจชักจะรู้สึกฝืน ไม่อยากกลับ อยากจะคิดต่อไปอีก
    ดังนั้น เมื่อเรานั่งสมาธิแล้วให้ตั้งใจ เอาใจนิ่งๆ ตรงศูนย์กลางกายอยู่ที่กลางท้อง ใจก็จะนิ่งได้ง่ายขึ้น แต่ถ้ารู้ตัวว่าฟุ้งเมื่อไรแล้ว อย่าไปคิดต่อ ให้ปล่อยเรื่องนั้นไป เอาใจกลับมาไว้ที่ศูนย์กลางกายทันที ทำอย่างนี้ทุกครั้งไม่นานใจที่เคยฟุ้งก็จะฟุ้งน้อยลง เป็นสมาธิได้นานขึ้น
    ส่วนใหญ่ที่ฟุ้งไม่เลิกเป็นเพราะว่า ทั้งที่รู้ว่าฟุ้งแต่กลับรู้สึกว่า กำลังสนุกจึงคิดต่อไปเรื่อยเปื่อย เป็นครึ่งชั่วโมง เป็นชั่วโมงไม่ยอมกลับ เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากทำสมาธิให้ก้าวหน้า ให้ยึดหลักว่าช่วงที่เผลอฟุ้งไป ถ้าไม่รู้ตัวก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ารู้ตัวเมื่อไรขอให้หยุดคิด กลับมาวางใจนิ่งๆต่อ
    กรณีที่เผลอฟุ้งไปนานหลายสิบนาที จู่ๆ จะให้กลับใจก็มักไม่ค่อยจะยอมกลับ ให้เราลืมตาขึ้นดูดวงแก้วหรือองค์พระตรงหน้า พอลืมตาขึ้นมาใจจะมาอยู่กับภาพตรงหน้า เรื่องฟุ้งก็จะคลายลงไป พอเสร็จแล้ว เราก็ค่อยๆ หลับตาใหม่ แล้วนึกถึงองค์พระหรือดวงแก้วใสๆ ที่กลางท้อง

    นั่งสมาธิแล้วรู้สึกง่วง...ทำอย่างไรดี ?
    หากเกิดอาการง่วงเวลานั่งสมาธิ ให้ลองตรวจสอบสุขภาพเรา ว่าอดนอนหรือไม่ มีอาการเส้นติดหรือไม่ เพราะบางคนมีลักษณะของเส้นคอหรือเส้นหลังติดทำให้ไปดึงรั้ง พอนั่งสมาธิเพียง 2-3 นาที ก็มีอาการคอตกคอพับ จึงควรไปนวดคลายเส้น หรือบางคนอดน้ำ ดื่มน้ำไม่เพียงพอ ร่างกายขาดน้ำจึงเกิดอาการง่วงได้ง่าย เป็นต้น
    เมื่อเราแก้เหตุทางกายภาพเรียบร้อยแล้ว จากนั้นตรวจสอบนิสัยเราเอง แล้วตั้งหลักให้ดี พอเริ่มนั่งสมาธิแล้วทำท่าจะง่วงก็ให้ภาวนาถี่ๆว่า “ สัมมา อะระหัง ๆ ๆ ๆ ” หรือหากว่าเราทำท่าหัวจะปักลงไปเสียให้ได้ ให้ลืมตา บิดคอไปมาสักพัก บีบมือเบาๆ แล้วตั้งหลักให้ดีๆ แต่ถ้ายังรู้สึกง่วงมากอยู่ก็ให้ลุกไปห้องน้ำเพื่อล้างหน้า ล้างตา เสร็จแล้วกลับมานั่งต่อ
    ในครั้งพุทธกาล พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเคยแนะนำวิธีการแก้ง่วง แก่พระเจ้าปเสนทิโกศล เพราะพระองค์ง่วงเหงาหาวนอนเป็นประจำ เนื่องจากพระเจ้าปเสนทิโกศลเสวยพระกระยาหาร ข้าวทีละเป็นทะนาน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงแนะนำว่า ให้ลดพระกระยาหารลง เมื่อปฏิบัติเช่นนั้นจึงรู้สึกเบาเนื้อเบาตัว ความง่วงจึงลดลง ดั่งโบราณว่า “ หนังท้องตึง หนังตาหย่อน ” เพราะฉะนั้นเราต้องปรับอาหารให้พอดีๆ ไม่รับประทานมากหรือน้อยเกินไป

    ความต่างของการฝึกนั่งสมาธิคนเดียวกับปฏิบัติเป็นกลุ่ม
    กรณีการฝึกนั่งสมาธิคนเดียวกับปฏิบัติกันเป็นกลุ่มนั้น เปรียบเหมือนกับการเรียนหนังสือ การเรียนเองที่บ้านกับการไปเรียนที่โรงเรียนนั้นต่างกัน คือ หากเราไปโรงเรียน เรียนกันเป็นกลุ่มและมีตารางสอนชัดเจน พอถึงเวลาก็เข้าห้องเรียน แต่ถ้าเรียนอยู่บ้านคนเดียว แล้วให้อ่านหนังสือเองวันละ 7-8 ชั่วโมงโดยไม่มีคนควบคุมดูแล เราก็อาจจะเถลไถลไปทำเรื่องอื่น
    ดังนั้น พลังหมู่จะเสริมพลังเดี่ยว การนั่งสมาธิก็เหมือนกัน หากเรานั่งอยู่ด้วยกันเป็นกลุ่ม เมื่อลืมตาขึ้นเราก็จะเห็นว่าใครๆ เขาก็นั่งสมาธิกันอยู่ เราก็จะมีกำลังใจนั่งต่อไปได้ แต่ถ้าเรานั่งคนเดียว สักพักก็อาจจะเลิก ลุกเดินไปเดินมา ทำนั่นทำนี่ไปเรื่อย เพราะฉะนั้นหากนั่งด้วยกัน เป็นหมู่คณะได้ ก็จะช่วยเสริมกำลังใจได้อีกทางหนึ่ง
    แต่ในกรณีของผู้ที่สามารถปฏิบัติได้อย่างหนักแน่นจริงจังและมีวินัยในตนเองอย่างดีเยี่ยมแล้ว จะนั่งสมาธิคนเดียวก็สามารถทำได้ และในชีวิตประจำวันการนั่งสมาธิก่อนนอน หรือหลังตื่นนอนตอนเช้า เราก็นั่งคนเดียวเป็นประจำอยุ่แล้ว ดังนั้น ให้ฝึกจนคุ้นเคย กระทั่งเป็นวินัยในตัวเอง

    เมื่อนั่งสมาธิแล้วเราจะรู้สึกผ่อนคลาย สบาย แต่สำหรับบางคน เมื่อนั่งแล้วกลับรู้สึกเหนื่อย เมื่อย ตึง ไม่สบายเนื้อตัว เหมือนกับไปทำอะไรหนักๆมานั้น เป็นเพราะว่าขณะที่นั่งเราอาจจะกังวล “ ลุ้น เร่ง เพ่ง จ้อง ” จนเหนื่อยเพราะอยากเห็น การที่จะนั่งสมาธิให้ได้ผลดีนั้น ต้องไม่ลุ้น นั่งสบายๆ ทำใจให้โปร่งเบา
    เริ่มแรกให้นึกขยายใจเราให้กว้าง รู้สึกว่าตัวเรากับธรรมชาติรอบตัวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ใจขยายออกไป ใจสบาย คลายแล้วรักษาอารมณ์สบายให้ได้ ใครที่นั่งสมาธิแล้วได้อารมณ์สบาย ก็ถือว่ากำชัยไปกว่าครึ่งหนึ่งแล้ว เนื่องจากเราจะมีอารมณ์อยากนั่งต่อ เพราะนั่งแล้วสบายนั่นเอง
    ดังนั้น ในเบื้องต้นให้เราปรับความสบายให้ได้ก่อน พอจับอารมณ์สบายได้ ก็ต้องคลายความลุ้น เพราะเราจะไปเร่งให้เห็นอย่างดึงดัน นั้นไม่ได้ “ ยิ่งเราดัน จิตยิ่งอยาก ยิ่งอยากมันก็ยิ่งไม่เข้า ” ทำใจสบายๆ จิตจะนุ่มนวลและละเอียด พอใจละเอียดแล้วมันจะเข้าไปในศูนย์กลางกายได้อย่างสบายๆ เอง ยกตัวอย่างเหมือนกับใครบอกว่าให้ “ เพ่งดวงแก้ว ” ซึ่งความจริงไม่ใช่เลย เราเพียงมองดูแล้วนึกเบาๆ เท่านั้น เพราะถ้าเพ่งเมื่อไรจะเป็นการไปเล็ง จิตจะเกร็งๆ แล้วจะหยาบ
    ถ้าเราเลิก “ ลุ้น เร่ง เพ่ง จ้อง ” แล้วจะไม่เหนื่อย นั่งแล้วสบายอกสบายใจ ผ่อนคลายสดชื่น บางคนเผลอหลับไป 5 นาที พอตื่นมาแล้วรู้สึกสดชื่น เหมือนกับได้นอนไปเป็นชั่วโมง แล้วสามารถนั่งต่อไปได้ แต่ก็ควรพยายามตั้งสติอย่าให้หลับ ถ้าเผลอหลับไปจริงๆ เมื่อรู้ตัวแล้วก็ให้นั่งต่อไป

    เราได้ทราบแล้วว่า การนั่งสมาธินั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ทั้งกับพระภิกษุและฆราวาส เพราะว่าคนเรานอกจากจะต้องชำระล้างร่างกายแล้ว ยังต้องชำระใจตนเองให้สะอาด ผ่องใสทุกวันด้วย เพราะฉะนั้นฝากไว้ให้ลองนั่งสมาธิกันและที่สำคัญให้ทำอย่างต่อเนื่องทุกๆวันด้วยจึงจะดี
    :- https://kalyanamitra.org/th/article_detail.php?i=8637
     

แชร์หน้านี้

กำลังโหลด...