ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,309
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ไทยเคยบริจาครถไฟให้กัมพูชา สภาพล่าสุดเป็นอย่างที่เห็น

    FB_IMG_1779233814660.jpg FB_IMG_1779233820348.jpg FB_IMG_1779233823164.jpg FB_IMG_1779233825966.jpg

    https://www.facebook.com/share/p/1FFhR7isZJ/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,309
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ทีเรื่องของตัวเองไม่เอามาพูดบ้าง แต่เรื่องรถไฟไทยนี่ออกข่าวที่กัมพูชา 3 วันติด

    FB_IMG_1779233909354.jpg FB_IMG_1779233911944.jpg FB_IMG_1779233914643.jpg FB_IMG_1779233916798.jpg FB_IMG_1779233919146.jpg
    #รถไฟ

    https://www.facebook.com/share/p/1Tp4vCn1YS/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,309
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อารมณ์/อาถรรพ์/อาฆาต
    ทรัมป์บอก ให้เวลาอิหร่าน 2-3 วัน ไม่งั้น “รบ” แหม “รายวัน” จริงๆ พ่อคุณ! ! !
    เมื่อวาน บอกจะสั่งรบในไม่กี่อึดใจ แต่กลับลำเฉียดฉิว เพราะคุณขอมา
    วันนี้ บอกจะกลับมารบ (อีกแล้ว) ถ้าอิหร่านไม่รีบดีลใน 2 หรือ 3 วันนี้

    ยังไง . . . ?

    คำพูดคำจาชักเลื่อนเปื้อนเข้าไปทุกที ๆ

    ด้านอิหร่านก็ไม่รู้ล่ะ เย้ยกลับ บอกว่ามาดิ!
    ตอนนี้ “รู้มือ” ละ
    มาเมื่อไหร่ เดี๋ยวจัด “ เซอร์ไพรส์” ให้

    จะว่าขู่กันไปขู่กันมาตลอดเงี้ย ... นั่นก็ใช่
    แต่อยากให้สังเกตว่า⚠️⚠️⚠️ทุกๆ ครั้งที่อเมริกา “ลงมือ” (ไม่ว่ากับใคร) มักผูก “เงื่อนเวลา” ไว้

    ถ้าโวๆ แบบลอยๆ นี่ไม่แน่
    ถึงออกมือ แต่ก็นวดๆ
    แต่ถ้าเริ่มหยอดเงื่อนเวลาเข้าไป นี่มักจะ “มีอะไร” ติดตามมาในไม่นาน

    ครานี้ ก็เริ่มมีละ เริ่มบอกกำลังจะลงมือวันรุ่งขึ้น แต่เปลี่ยนใจในแค่ไม่กี่ชั่วโมงก่อนจะซัด
    แล้วล่าสุด ก็มาทิ้งปม “2-3 วัน” อีก

    มันพอ “เข้าเค้า” อยู่บ้างนะ

    (แล้วก็ชอบลงมือ “ก่อนกำหนด” ด้วย)

    หวังว่างวดนี้ไม่มีอะไรนะ

    https://www.aljazeera.com/news/live...an-attack-postponed-at-request-of-gulf-allies

    https://www.facebook.com/share/1MftGQeeWm/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,309
    ค่าพลัง:
    +97,153
    รัฐสภาสหรัฐฯได้เผยแพร่รายงานเกี่ยวกับการสูญเสียของกองทัพอากาศอเมริกันระหว่างปฏิบัติการ Epic Fury ต่ออิหร่าน ซึ่งบางส่วนซ้ำซ้อนกับข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะอยู่แล้ว

    เรื่องนี้ไม่น่าแปลกใจนักเนื่องจากหน่วยงานวิจัยของรัฐสภาใช้ข้อมูลสาธารณะชุดเดียวกันกับที่ผู้สังเกตการณ์ความขัดแย้งทั้งหมดใช้ เนื่องจากกระทรวงกลาโหม “ไม่ได้เผยแพร่การประเมินความสูญเสียในการรบอย่างครอบคลุม”

    ตามรายงานสหรัฐฯสูญเสียเครื่องบิน 42 ลำ—รวมถึงเครื่องบิน, เฮลิคอปเตอร์, และโดรน—จากความเสียหายหรือการถูกทำลายระหว่างสงครามกับอิหร่าน ซึ่งรวมถึง:

    ▪️เครื่องบินขับไล่ F-35 จำนวน 1 ลำ ได้รับความเสียหาย จากการยิงของระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่าน;

    ▪️เครื่องบินขับไล่ F-15E Strike Eagle จำนวน 4 ลำ (3 ลำถูกยิงตกโดยกองทัพอากาศคูเวตเนื่องจากยิงพวกเดียวกันเอง และอีก 1 ลำถูกยิงตกโดยระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่าน)

    ▪️เครื่องบินโจมตีภาคพื้นดิน A-10 Thunderbolt II จำนวน 1 ลำ ถูกยิงตกโดยระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่าน

    ▪️เครื่องบิน E-3G Sentry AWACS จำนวน 1 ลำ ถูกทำลายที่ฐานทัพอากาศเจ้าชายสุลต่าน

    ▪️เครื่องบินเติมน้ำมัน KC-135 จำนวน 7 ลำ (1 ลำตกและ 1 ลำเสียหายจากการชนกันกลางอากาศ, 5 ลำเสียหายจากการยิงถล่มฐานทัพอากาศโดยอิหร่าน)

    ▪️เครื่องบิน MC-130J Commando II จำนวน 2 ลำ ถูกทำลายโดยสหรัฐฯระหว่างปฏิบัติการช่วยเหลือในอิหร่าน เนื่องจากไม่สามารถอพยพได้

    ▪️เฮลิคอปเตอร์ HH-60G Pave Hawk จำนวน 1 ลำ เสียหายจากการยิงภาคพื้นดินระหว่างปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัย

    ▪️1 โดรนลาดตระเวน MQ-4C Triton ซึ่งตกเหนืออ่าวเปอร์เซีย

    ▪️โดรน MQ-9 Reaper จำนวน 24 ลำ ถูกยิงตกโดยระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่าน

    อย่างไรก็ตาม รายงานฉบับนี้ไม่ได้รวมถึงความสูญเสียด้านการบินของสหรัฐฯที่เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว เช่น เฮลิคอปเตอร์ CH-47 Chinook, UH-60 , CH-53 Sea Stallion, MH-6 Little Bird ประมาณ 4 ลำ และ KC-135 อีก 1 ลำ ทำให้จำนวนเครื่องบินที่สูญเสียจริงใกล้กับ 50 ลำ มากกว่า 42 ลำตามที่รายงานไว้

    สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่ารายงานของรัฐสภาสหรัฐฯนั้นไม่สมบูรณ์อย่างชัดเจน และไม่ได้รวมถึงความสูญเสียที่ทราบกันดีอยู่แล้วบางส่วน และยังไม่ได้รวมถึงเครื่องบินสหรัฐฯที่อาจได้รับความเสียหายซึ่งยังไม่เป็นที่รับรู้ของผู้สังเกตการณ์อีกด้วย

    19/05/2026

    https://www.facebook.com/share/p/18fVLKEqr3/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,309
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ⚠️ สัญญาณเตือนมาแล้ว! Bond Yields สหรัฐทะลุจุดสูงสุดในรอบ 19 ปี ครั้งสุดท้ายที่เห็นเลขนี้คือ… ก่อนวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ 2008

    สวัสดีค่ะทุกคน วันนี้นิคกี้มีเรื่องสำคัญในตลาดการเงินโลกมาเล่าให้ฟังแบบเจาะลึก เพราะคืนที่ผ่านมาตลาดสหรัฐเจอกับแรงกดดันที่ทำให้นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามกันว่า การที่หุ้นวิ่งขึ้นแรงในช่วงที่ผ่านมานี่มันไปไกลเกินไปหรือเปล่า ในขณะที่ความเสี่ยงเงินเฟ้อจากสงครามกำลังกลับมาหลอกหลอนตลาดอีกครั้ง

    เรื่องที่นิคกี้อยากชวนคุยวันนี้คือ “การเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ” (Treasury) ที่ดันให้ผลตอบแทนพันธบัตร หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า Bond Yields พุ่งขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปี ซึ่งกลายเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นถูกขายตามไปด้วย

    เมื่อ Bond Yields ทะยาน หุ้นก็เริ่มสะดุด

    ก่อนอื่นนิคกี้ขอเล่าหลักการง่ายๆ ให้ฟังก่อนนะคะ ว่าทำไม Bond Yields ที่สูงขึ้นจึงไม่ดีต่อหุ้น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐถือเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยที่สุดในโลก (Safe Asset) ตลาดพันธบัตรนี้มีขนาดถึง 31 ล้านล้านดอลลาร์ และเป็นเหมือนเครื่องวัดต้นทุนการกู้ยืมเงินทั่วโลก ถ้านักลงทุนสามารถได้ผลตอบแทนจากพันธบัตรที่สูงขึ้นโดยแทบไม่มีความเสี่ยง คำถามคือทำไมต้องเอาเงินไปเสี่ยงในหุ้นที่ราคาแพงอยู่ในระดับสูงด้วยล่ะคะ

    เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปี ของสหรัฐ พุ่งขึ้นสูงถึง 7 basis points (0.07%) ไปแตะระดับ 5.20% ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เคยเห็นมาตั้งแต่ปี 2007

    ใช่ค่ะ ปีก่อนเกิดวิกฤตการเงินโลก! ส่วนผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี ก็พุ่งขึ้นไปสูงสุดถึง 4.69% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่ต้นปี 2025 ก่อนจะย่อตัวลงมาปิดที่ 4.66% (เพิ่มขึ้น 7 basis points ในวันเดียว) ขณะที่พันธบัตรอายุ 2 ปี ก็เพิ่มขึ้น 7 basis points มาอยู่ที่ 4.11%

    ที่น่าสนใจคือ แรงเทขายพันธบัตรครั้งนี้ไม่ใช่แค่ในสหรัฐนะคะ ตลาดพันธบัตรในยุโรปและญี่ปุ่นก็ร่วงตามกันหมด พันธบัตรเยอรมนีอายุ 10 ปี ขยับขึ้น 5 basis points ไปที่ 3.19% ส่วนของอังกฤษเพิ่มขึ้น 3 basis points อยู่ที่ 5.13% และที่น่าตกใจกว่านั้นคือ พันธบัตรอังกฤษอายุ 30 ปี (Gilts) เข้าใกล้ระดับ 6% แล้ว ในขณะที่พันธบัตรเยอรมนีระยะยาวก็ซื้อขายอยู่ในระดับสูงสุดตั้งแต่ปี 2011

    Liz Templeton ผู้จัดการอาวุโสด้านผลิตภัณฑ์ที่ Morningstar อธิบายปรากฏการณ์นี้ว่า ตลาดพันธบัตรกำลังสะท้อนแนวคิด “higher-for-longer” หรือดอกเบี้ยจะอยู่สูงไปอีกนาน ซึ่งจะเห็นชัดที่ปลายเส้นของกราฟ (ปลายโค้งดอกเบี้ย) เพราะพันธบัตรระยะยาวจะอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของดอกเบี้ยมากกว่าระยะสั้น เหตุผลของมันมาจากสามเรื่องหลัก คือความไม่แน่นอนของนโยบาย Fed, แรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน และการที่กระทรวงการคลังต้องออกพันธบัตรมากขึ้นเพื่ออุดงบประมาณ

    ⚠️ “เส้นแบ่ง 5%” ที่อาจถูกทำลายลงในตลาดพันธบัตร

    ในอดีต ระดับ 5% สำหรับ Bond Yields อายุ 30 ปี ถูกมองว่าเป็น “เส้นแบ่งทราย” (Line in the Sand) ที่นักลงทุนหลายคนจะเข้ามาช้อนซื้อ แต่ตอนนี้สถานการณ์ในตลาดกำลังท้าทายความเชื่อนั้น และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ของตลาดพันธบัตรเลยทีเดียว

    นักกลยุทธ์จาก Barclays และ Citigroup เริ่มเตือนลูกค้าแล้วว่า ผลตอบแทนอาจทะลุไปถึง 5.5% ซึ่งเป็นระดับที่เห็นล่าสุดเมื่อปี 2004 ในขณะที่ผู้บริหารหน่วยงานวิจัยของ BlackRock ก็แนะนำให้นักลงทุนลดน้ำหนักการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลของประเทศพัฒนาแล้ว (รวมถึงพันธบัตรสหรัฐ) แล้วหันมาเพิ่มน้ำหนักในหุ้นแทน

    Ajay Rajadhyaksha ประธานฝ่ายวิจัยระดับโลกของ Barclays ให้เหตุผลที่นิคกี้คิดว่าน่าสนใจมาก เขาบอกว่า ตอนนี้หนี้สาธารณะกำลังโตเร็วกว่าเศรษฐกิจ โปรไฟล์เงินเฟ้อก็แย่ลง และไม่มีเจตจำนงทางการเมืองที่จะปฏิรูปการคลัง ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลที่จะเข้าไปซื้อพันธบัตรระยะยาวเลย

    ในมุมของผลกระทบจริง นิคกี้อยากชี้ให้เห็นว่า มันส่งผ่านมาที่ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลแล้วค่ะ การประมูลพันธบัตรอายุ 30 ปี ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เป็นการประมูลครั้งแรกตั้งแต่ปี 2007 ที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 5% ขึ้นไป แต่ความต้องการของนักลงทุนกลับไม่ได้สูงโดดเด่นอะไรเลย แม้จะให้ผลตอบแทนระดับนี้ก็ตาม

    รัฐมนตรีคลังสหรัฐ Scott Bessent ออกมายืนยันว่าจะพยายามลดต้นทุนการกู้ยืม ในขณะที่ความกังวลเรื่องระดับหนี้ก็ยังคงดำเนินต่อไป ค่ามัธยฐาน (Median) ของประมาณการขาดดุลงบประมาณจาก Primary Dealers ของพันธบัตรสหรัฐที่ออกมาเมื่อต้นเดือนนี้ คาดว่าจะขาดดุล 1.95 ล้านล้านดอลลาร์ สำหรับปีงบประมาณที่จบเดือนกันยายน และจะถ่างออกไปเป็น 2 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2027

    Laura Cooper นักกลยุทธ์การลงทุนระดับโลกและหัวหน้าฝ่าย Macro Credit ที่ Nuveen สรุปได้น่าฟังว่า ผลตอบแทนที่สูงขึ้นไม่ได้สะท้อนแค่ความผันผวนของเงินเฟ้อเท่านั้น แต่กำลังสะท้อน “ความเสี่ยงทางการคลัง” ที่กลับมาอีกครั้ง และตลาดพันธบัตรมีขีดความสามารถจำกัดในการรองรับการใช้จ่ายภาครัฐในระดับผลตอบแทนปัจจุบัน โดยไม่ต้องการค่าตอบแทนเพิ่ม

    หุ้นปรับฐาน Bull Market สะดุดหรือเปล่า?

    ผลกระทบที่ตามมาก็คือ ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลงทุกดัชนีหลักค่ะ S&P 500 ลดลง 0.7% ทำให้เกิดสตรีคติดลบยาวที่สุดนับตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม Nasdaq 100 ลดลง 0.6% และ Dow Jones Industrial Average ลดลง 0.6% เช่นกัน ส่วน MSCI World Index ที่สะท้อนภาพหุ้นทั่วโลกก็ลดลง 0.4%

    Matt Maley จาก Miller Tabak ให้ความเห็นไว้แบบตรงไปตรงมาว่า ประเด็นเรื่อง Bond Yields ที่สูงขึ้นยังคงเป็นเรื่องที่อาจสร้างปัญหาให้กับตลาดหุ้นในปัจจุบัน ซึ่งราคาแพงอยู่แล้ว

    ที่น่าสนใจมากในมุมของนิคกี้ก็คือ เรื่องนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่ผลสำรวจของ Bank of America บอกว่า ผู้จัดการกองทุนเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ Michael Hartnett จาก BofA บอกว่า ระดับการลงทุนนี้ใกล้จะส่งสัญญาณขาย (Sell Signal) แล้ว และที่น่าตกใจกว่านั้นคือ 73% ของผู้ตอบแบบสอบถามถือสถานะ Long ในหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ทำให้กลุ่มนี้ถูกระบุว่าเป็น “Most-Crowded Trade” หรือธีมที่นักลงทุนแห่กันไปลงทุนมากที่สุด

    ทีม JPMorgan Market Intelligence นำโดย Andrew Tyler ให้คำแนะนำที่นิคกี้คิดว่าเป็นการวางตัวที่ระมัดระวัง พวกเขาบอกว่ายังคงมีมุมมองเชิงบวกในเชิงกลยุทธ์ระยะสั้น แต่จะไม่ถือสถานะ Long แบบสุดตัว เพราะมีโอกาสค่อนข้างสูงที่หุ้นจะพักฐาน นำโดยกลุ่มเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม การย่อตัวก็มีแนวโน้มที่จะมีแรงซื้อกลับ

    ความผันผวนในกลุ่มชิปก็ชัดเจนค่ะ ดัชนีเซมิคอนดักเตอร์ของ Philadelphia Stock Exchange (SOX) ปิดแทบไม่เปลี่ยนแปลง หลังจากที่ระหว่างวันเคยลงไปแรงถึง 3.6% ซึ่งสะท้อนความผันผวนรุนแรงในกลุ่มนี้หลังจากที่ทำสถิติสูงสุดต่อเนื่องจากกระแส AI ที่กลับมาบูม

    อีกตัวที่นิคกี้อยากให้สังเกตคือ Russell 2000 ดัชนีของบริษัทขนาดเล็กที่มักจะมีหนี้สูงและทำกำไรน้อยกว่าบริษัทใหญ่ ปรับตัวลงประมาณ 1% ในวันเดียว และทำให้การลดลงในช่วงสามวันลึกถึง 4% ซึ่งสะท้อนว่าหุ้นขนาดเล็กไวต่อสถานการณ์ดอกเบี้ยสูงเป็นพิเศษ

    ในภาพรวมทั้งปี S&P 500 ยังคงบวกอยู่กว่า 7% แม้จะเผชิญแรงเทขายในตลาดพันธบัตรส่วนใหญ่ Ian Lyngen หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์อัตราดอกเบี้ยสหรัฐที่ BMO Capital Markets บอกแบบเฉียบคมว่า ความสามารถของหุ้นสหรัฐในการรับมือกับแรงขายในพันธบัตรครั้งนี้คือบททดสอบที่แท้จริง และเขาคาดว่า ถ้าผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปี ขึ้นไปถึง 5.25% ในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า เราอาจจะได้เห็นการปรับฐานของ Valuation หุ้นแบบยั่งยืนกว่านี้

    Nvidia: ผลประกอบการที่ตลาดทั้งโลกจ้องจับตา

    ไฮไลต์ใหญ่ที่ทุกคนรอคอยคือผลประกอบการของ Nvidia ที่จะประกาศในวันพุธหลังตลาดปิดค่ะ Paul Stanley จาก Granite Bay Wealth Management ให้มุมมองที่นิคกี้เห็นด้วยว่า งบของ Nvidia ครั้งนี้สำคัญเป็นพิเศษ เพราะตลาดกำลังเหนื่อยล้าและกังวลเรื่อง Bond Yields ที่สูงขึ้น รวมถึงโอกาสที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยจากเงินเฟ้อที่กลับมา

    เขาบอกว่า นักลงทุนต้องการความมั่นใจว่า สตอรี่เรื่อง AI ยังคงอยู่และยังมีพลัง และบริษัทยังคงสร้างการเติบโตของรายได้ที่เพียงพอที่จะรองรับ Valuation ที่สูงระดับนี้ ความเห็นของ Granite Bay คือ Nvidia น่าจะรายงานผลประกอบการที่สมเหตุสมผลกับ Valuation ซึ่งเป็นสิ่งที่ตลาดต้องการพอดี

    ในความคิดของนิคกี้ Nvidia ครั้งนี้คือบททดสอบที่จะบอกว่า กลุ่มชิป “Crowded Trade” ของผู้จัดการกองทุนทั่วโลกจะรับมือได้ไหวมั้ย หรือจะเป็นชนวนของการปรับฐานที่ลึกกว่านี้

    ⚠️ สงครามอิหร่าน: ปัจจัยใหญ่ที่ยังกดดันตลาด

    นิคกี้ขอเล่าเรื่องสงครามอิหร่านที่เป็นต้นตอของแรงกดดันทั้งหมดให้ฟังหน่อยค่ะ ประธานาธิบดี Donald Trump ออกมาขู่ว่าจะกลับมาโจมตีอิหร่านอีกครั้งในไม่กี่วันข้างหน้า เพื่อกดดันให้เกิดข้อตกลงยุติสงคราม หลังจากที่เขาเพิ่งบอกว่ายกเลิกแผนโจมตีของสหรัฐไป

    Trump บอกกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันอังคารว่า เขาหวังว่าจะไม่ต้องทำสงคราม แต่อาจต้องโจมตีหนักอีกครั้ง และเมื่อถูกถามว่าจะรอนานแค่ไหน เขาตอบว่า “สองสามวัน อาจเป็นวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ หรือต้นสัปดาห์หน้า ช่วงเวลาจำกัด”

    สิ่งที่นิคกี้สังเกตคือ Trump เคยขู่แบบนี้แล้วถอยมาแล้วหลายครั้งตั้งแต่มีการตกลงหยุดยิงเมื่อวันที่ 8 เมษายน ในขณะที่อิหร่านก็ยังคงปฏิเสธที่จะยอมตามข้อเรียกร้องของ Trump ที่ให้ยกเลิกองค์ประกอบที่เหลือของโครงการนิวเคลียร์ หลังจากการโจมตีหลายสัปดาห์ที่เริ่มต้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์

    ที่น่าสนใจคือ วุฒิสภาสหรัฐที่นำโดยพรรครีพับลิกัน ส่งสัญญาณคัดค้านการทำสงครามต่อไป ผ่านการลงคะแนนเชิงกระบวนการเมื่อวันอังคารเย็น ซึ่งสะท้อนความไม่สบายใจที่ลึกขึ้นเกี่ยวกับสงครามต่างประเทศที่กำลังสร้างภาระทางการเงินให้ชาวอเมริกัน โดยเฉพาะในช่วงที่ใกล้การเลือกตั้งกลางสมัย วุฒิสมาชิก Bill Cassidy จาก Louisiana ซึ่ง Trump เพิ่งสกัดกั้นในการเลือกตั้งขั้นต้นของพรรครีพับลิกันเมื่อวันเสาร์ ได้เข้าร่วมกับวุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันอีกสามคนในการลงคะแนนสนับสนุนญัตติยุติการสู้รบ

    ส่วนรองประธานาธิบดี JD Vance ให้ท่าทีที่บวกขึ้นเล็กน้อยเรื่องการเจรจา เขาบอกว่าเชื่อว่ามีความคืบหน้าเยอะ และคิดว่าอิหร่านต้องการทำข้อตกลง แม้จะเอ่ยถึง “Option B” คือการกลับมาโจมตีก็ตาม แต่เขาย้ำว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่ประธานาธิบดีต้องการ และเขาก็ไม่คิดว่าเป็นสิ่งที่อิหร่านต้องการเช่นกัน

    Trump เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ว่า เขายกเลิกแผนการโจมตีอิหร่านครั้งใหม่ที่วางไว้สำหรับวันอังคาร ตามคำขอของซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

    ผลกระทบทางเศรษฐกิจ: น้ำมัน เงินเฟ้อ และความเปราะบาง

    สงครามทำให้ช่องแคบ Hormuz ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญสำหรับการขนส่งน้ำมันและก๊าซต้องปิดตัวลง ทำให้ราคาพลังงานและเงินเฟ้อทั่วโลกพุ่งขึ้น และเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ Bond Yields ระยะยาวของสหรัฐขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบสองทศวรรษ

    แม้อิหร่านจะสูญเสียผู้นำระดับสูงและทรัพย์สินทางทหารจำนวนมหาศาลจากการทิ้งระเบิดของสหรัฐและอิสราเอล แต่ระบอบของอิหร่านก็ยังอยู่รอด และยังคงควบคุมช่องแคบ Hormuz ได้ ทำให้ราคาน้ำมันที่ปั๊มในสหรัฐสูงที่สุดในรอบเกือบสี่ปี

    ในส่วนของราคาน้ำมัน West Texas Intermediate (WTI) ลดลง 0.8% มาอยู่ที่ 107.77 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วน Brent crude ลดลงประมาณ 1% ซื้อขายอยู่เหนือ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากการประกาศของ Trump ในคืนวันจันทร์ แต่ถ้าดูภาพรวม Brent ก็ยังขึ้นมามากกว่า 50% นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นจากการโจมตีของสหรัฐ-อิสราเอลต่ออิหร่าน และนักเทรดยังคงเฝ้าระวังโอกาสที่จะกลับมาสู้รบอีก

    Bjarne Schieldrop หัวหน้านักวิเคราะห์สินค้าโภคภัณฑ์ที่ SEB AB ให้ความเห็นที่นิคกี้คิดว่าเป็นข้อสังเกตที่น่าสนใจมาก เขาบอกว่า การพูดขู่ของ Trump เคยมีผลกระทบเชิงลบหนักต่อราคา แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะมีผลน้อยลงเรื่อยๆ ถ้าไม่ได้ถูกหนุนด้วยการกระทำจริง และเท่าที่เขาเห็น ยังไม่มีความคืบหน้าที่แท้จริงในการเจรจาระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ทั้งสองฝ่ายยังคงยืนยันข้อเรียกร้องเดิม

    ความเปราะบางของการหยุดยิงถูกตอกย้ำเมื่อวันอาทิตย์ เมื่อโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Barakah ของ UAE ถูกโดรนโจมตี ทำให้เกิดเพลิงไหม้ที่สถานีไฟฟ้า และทำให้วิศวกรต้องเปิดเครื่องกำเนิดไฟฟ้าฉุกเฉิน โชคดีที่หน่วยงานเฝ้าระวังด้านนิวเคลียร์ของ UN ประกาศในคืนวันจันทร์ว่า ไฟฟ้ากลับมาเป็นปกติแล้วที่ Barakah ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง

    เรื่องที่ต้องจับตาคือ NATO กำลังพิจารณาว่าจะช่วยให้เรือผ่านช่องแคบ Hormuz หรือไม่ ถ้ายังไม่เปิดอีกครั้งภายในต้นเดือนกรกฎาคม นอกจากนี้ US Central Command ได้เปลี่ยนเส้นทางเรือ 88 ลำ และยิงทำลายเรือ 4 ลำ ในระหว่างการบังคับใช้การปิดล้อมช่องแคบ Hormuz

    อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวทางการทูตที่สำคัญคือ ประธานาธิบดี Vladimir Putin ของรัสเซีย เดินทางถึงจีนช่วงดึกของวันอังคาร และคาดว่าจะหารือเรื่องสงครามอิหร่านกับสี จิ้นผิง โดยกระทรวงการต่างประเทศจีนบอกว่านี่เป็นการมาเยือนจีนครั้งที่ 25 ของผู้นำรัสเซีย ในขณะที่รัฐมนตรีคลังสหรัฐ Scott Bessent ได้เรียกร้องให้พันธมิตรยุโรปร่วมกับสหรัฐในการดำเนินการต่ออิหร่าน ตามสุนทรพจน์ของเขาในการประชุม G-7 และยังเรียกร้องให้ตะวันออกกลางและเอเชียกวาดล้างเครือข่ายธนาคารเงาของอิหร่าน

    Fed กับการกลับลำของตลาด: จากลดดอกเบี้ยสู่ขึ้นดอกเบี้ย?

    นิคกี้คิดว่าจุดเปลี่ยนที่สำคัญมากของเรื่องราวทั้งหมดคือ ความคาดหวังของตลาดต่อ Fed เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ตอนที่สงครามอิหร่านเริ่มต้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ตลาดคาดว่า Fed จะลดดอกเบี้ยถึง 3 ครั้งในปี 2026 แต่ตอนนี้นักลงทุนเริ่มคาดว่าการเคลื่อนไหวครั้งต่อไปของ Fed อาจเป็นการขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งอาจเร็วถึงปลายปีนี้

    Benjamin Schroeder นักกลยุทธ์อาวุโสด้านอัตราดอกเบี้ยที่ ING บอกว่า ตลาดได้เปลี่ยนเป็นมุมมองการขึ้นดอกเบี้ยอย่างชัดเจน เพราะนักลงทุนกังวลว่าแรงกดดันด้านราคาพลังงานจะกลายเป็นอะไรที่มากกว่าแค่ช่วงเงินเฟ้อระยะสั้น

    การเปลี่ยนแปลงในใจตลาดนี้กำลังจะต้องเผชิญหน้ากับ Kevin Warsh ที่จะเข้ามาเป็นประธาน Fed คนใหม่ ซึ่งจะต้องตัดสินใจในสถานการณ์ที่ยากลำบาก คือเงินเฟ้อที่กลับมา แต่เศรษฐกิจที่อาจจะชะลอตัวจาก Bond Yields ที่สูง

    นักกลยุทธ์อย่าง Tatiana Darie จาก Bloomberg ก็เสริมว่า การพุ่งขึ้นของ Bond Yields กำลังบีบ “ค่าตอบแทนความเสี่ยงในการลงทุนหุ้น” (Equity Risk Premium) ในดัชนีหลักของสหรัฐ ซึ่งทำให้ความน่าสนใจของหุ้นลดลงไปอีก

    Edward Harrison นักกลยุทธ์ Macro ของ Bloomberg ก็ตั้งข้อสังเกตที่น่าคิดว่า ในวันที่ราคาน้ำมันลดลงจากความหวังการเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลาง การที่พันธบัตรสหรัฐยังคงถูกเทขาย เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าความสับสนเรื่องนโยบายและทิศทางเงินเฟ้อจะกดดันพันธบัตรต่อไป โดยเฉพาะผ่านความคาดหวังเงินเฟ้อ

    ค่าเงินและสินทรัพย์อื่นๆ

    ในด้านค่าเงิน Bloomberg Dollar Spot Index ขึ้น 0.4% สะท้อนการที่ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเทียบกับสกุลเงินหลักอื่นๆ ยูโรอ่อนค่าลง 0.4% มาอยู่ที่ 1.1606 ดอลลาร์ ปอนด์อังกฤษอ่อนค่าลง 0.3% มาที่ 1.3400 ดอลลาร์ ส่วนเงินเยนญี่ปุ่นอ่อนค่าเล็กน้อย 0.1% มาอยู่ที่ 159.05 เยนต่อดอลลาร์

    ในตลาดคริปโต Bitcoin เคลื่อนไหวเล็กน้อยที่ 76,783.79 ดอลลาร์ ส่วน Ether ลดลง 0.2% มาอยู่ที่ 2,110.93 ดอลลาร์

    ที่นิคกี้แปลกใจคือทองคำค่ะ Spot Gold ลดลงถึง 1.9% มาอยู่ที่ 4,481.92 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นการลดลงในวันที่ดอลลาร์แข็งและ Bond Yields สูง ก็เป็นไปตามที่ทฤษฎีบอก เพราะเมื่อพันธบัตรให้ผลตอบแทนสูงและไม่มีความเสี่ยง การถือทองที่ไม่จ่ายดอกเบี้ยก็ดูน่าสนใจน้อยลง

    ข่าวรายตัวที่น่าสนใจในตลาด

    ปิดท้ายด้วยข่าวบริษัทที่น่าสนใจในรอบนี้ค่ะ Google ของ Alphabet กำลังออกแบบใหม่กล่องค้นหาที่เป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ และเพิ่มเครื่องมือเขียนโค้ดด้วย AI ใหม่ๆ ซึ่งเป็นขั้นตอนล่าสุดในการลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์ของบริษัทเพื่อขยายอิทธิพลในยุค AI

    Mark Patterson ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ Cisco Systems เตือนว่า บริษัทจะเห็น “ขึ้นๆ ลงๆ” กับอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) เมื่อบริษัทผลักดันเข้าสู่โครงสร้างพื้นฐาน AI ซึ่งนิคกี้มองว่าเป็นการเตือนที่จริงใจมาก เพราะการลงทุนใน AI ใช้ทุนสูงและกินมาร์จิ้น

    Intercontinental Exchange (ICE) เจ้าของตลาด NYSE กำลังเพิ่มสัญญา Futures สำหรับพลังการประมวลผล (Computing Power) เนื่องจากตลาดสำหรับการติดตามราคาของสิ่งที่ขับเคลื่อนเทคโนโลยี AI กำลังพัฒนาต่อไป ซึ่งเป็นเรื่องที่นิคกี้คิดว่าน่าจับตาในระยะยาว เพราะมันอาจกลายเป็นสินทรัพย์ทางการเงินประเภทใหม่

    ในส่วนของ Home Depot ดัชนีสำคัญด้านยอดขายไม่เป็นไปตามคาดในไตรมาสล่าสุด เนื่องจากความต้องการที่อยู่อาศัยที่ซบเซาและต้นทุนการกู้ยืมที่สูง จำกัดการใช้จ่ายของผู้บริโภคในโครงการปรับปรุงบ้าน ซึ่งสะท้อนผลกระทบที่แท้จริงของดอกเบี้ยสูงต่อภาคเรียลเอสเตทและการบริโภคที่เกี่ยวข้อง

    ในทางตรงข้าม Target Corp กลายเป็นหนึ่งในหุ้นค้าปลีกที่ร้อนแรงที่สุดของปีนี้แบบเงียบๆ และมีผลตอบแทนดีกว่าหุ้น Staples และคู่แข่งร้านค้าขนาดใหญ่ทั่วไป การปรับตัวขึ้นนี้ก็ทำให้ความคาดหวังก่อนการประกาศผลประกอบการสูงตามไปด้วย

    สรุปแบบนิคกี้

    ภาพรวมที่นิคกี้เห็นจากตลาดวันนี้คือ เรากำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่น่ากังวลค่ะ Bond Yields ที่สูงขึ้นเป็นทั้งสัญญาณและเป็นทั้งสาเหตุของการปรับฐาน เป็นสัญญาณที่บอกว่าตลาดกังวลเรื่องเงินเฟ้อ การคลัง และความยั่งยืนของหนี้สาธารณะ และเป็นสาเหตุที่ทำให้ Valuation ของหุ้นที่แพงอยู่แล้วดูน่าสนใจน้อยลง

    สิ่งที่ทำให้นิคกี้กังวลเป็นพิเศษคือการที่ผู้จัดการกองทุนทั่วโลกเข้าซื้อหุ้นมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ และเข้าไป Long ในเซมิคอนดักเตอร์ถึง 73% เพราะเมื่อทุกคนยืนอยู่ฝั่งเดียวกันหมดในตลาดการเงิน นั่นมักจะเป็นช่วงเวลาที่อันตรายที่สุด การที่ BofA ส่งสัญญาณว่าใกล้ถึง “Sell Signal” แล้วเป็นเรื่องที่ต้องระวัง

    ตัวแปรสำคัญในระยะสั้นที่จะกำหนดทิศทางตลาด คือผลประกอบการของ Nvidia ในวันพุธ และสถานการณ์ในตะวันออกกลางในช่วงสุดสัปดาห์นี้ตามที่ Trump ขู่ (ทรัมป์ชอบถล่ม ส อ) ส่วนตัวแปรในระยะกลางคือ Bond Yields อายุ 30 ปี จะทะลุ 5.25% ตามที่ Ian Lyngen จาก BMO เตือนหรือไม่ ถ้าทะลุได้ การปรับฐานของหุ้นอาจจะลึกกว่านี้

    นิคกี้คิดว่าสำหรับนักลงทุนทั่วไป สิ่งที่ควรทำในช่วงนี้คือการทบทวนพอร์ตของตัวเอง ดูว่ามีน้ำหนักในหุ้นที่แพงเกินไปไหม โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ และพิจารณาว่าเรามีสภาพคล่องเพียงพอที่จะรับมือกับความผันผวนที่อาจจะมาถึงหรือเปล่า ในยุคที่ดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงและความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงอยู่ การถือเงินสดบางส่วนไว้ไม่ใช่เรื่องเสียหายค่ะ แล้วค่อยอาศัยจังหวะที่ตลาย่อ เก็บของดีในราคาที่ถูกลงค่ะ
    FB_IMG_1779237286707.jpg FB_IMG_1779237289133.jpg FB_IMG_1779237292516.jpg
    https://www.facebook.com/share/p/14mZmWUuvkD/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,309
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ลิทัวเนียไม่มีเครื่องบินรบแม้แต่ลำเดียว แม้แต่เครื่องบินรบ Yak-3 สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ไม่มี

    กองทัพอากาศลิทัวเนีย:

    เครื่องบินรบ: 0

    เฮลิคอปเตอร์:
    -เฮลิคอปเตอร์อเนกประสงค์ Mi-8 1 ลำ

    -เฮลิคอปเตอร์อเนกประสงค์ Eurocopter 3 ลำ

    เครื่องบินขนส่งปีกคงที่:
    มีเพียง 5 ลำเท่านั้น ซึ่งบรรทุกน้ำหนักได้น้อยกว่า 11,000 กิโลกรัม รวมกันแล้วยังบรรทุกน้ำหนักได้น้อยกว่าเครื่องบิน Il-76 ของโซเวียตเพียงลำเดียว

    ยุทโธปกรณ์หนักของกองทัพบกลิทัวเนีย:
    ปืนใหญ่:
    -ปืนใหญ่ M101 ขนาด 105 มม. จำนวน 54 กระบอก

    -ปืนใหญ่ PzH 2000 ขนาด 155 มม. จำนวน 16 กระบอก

    รถถังหลัก: แทบไม่มีเลย

    ยานเกราะสำหรับทหารราบ:
    GTK Boxer จำนวน 89 คัน

    ยานเกราะตีนตะขาบอเนกประสงค์:
    -M577 จำนวน 178 คัน
    รถหุ้มเกราะเบา: 695 คัน

    ระบบป้องกันภัยทางอากาศ; พวกเขามีเพียงแค่ขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานแบบพกพา (MANPADS) ที่ล้าสมัยประมาณ 200 ลูกเท่านั้น

    ส่วนกองทัพเรือ พวกเขามีเพียงเรือที่ใช้เชื้อเพลิงน้ำมันเท่านั้น
    พวกเขาไม่มีกองกำลังขีปนาวุธด้วย

    โปรดสังเกตว่าจำนวนอุปกรณ์ที่ใช้งานจริงนั้นน้อยกว่ามาก เพราะลิทัวเนียไม่สามารถบำรุงรักษาได้ และพวกเขาไม่ได้ผลิตอะไรเลย แม้แต่ปืนพกสักกระบอก

    19/05/2026

    https://www.facebook.com/share/p/1DnM9XTmEA/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,309
    ค่าพลัง:
    +97,153
    วุฒิสภาสหรัฐฯ ผ่านร่างขั้นต้น ข้อมติอำนาจในการทำสงครามกับอิหร่านฉบับต่อต้านทรัมป์ ด้วยคะแนน 50 ต่อ 47 เสียง หลังจากที่ บิล แคสซิดี พวก RINO และ สว. รีพับลิกันบางส่วน หันไปจับมือกับพรรคเดโมแครต เพื่อแสดงท่าทีตำหนิติเตียนการทำสงครามกับอิหร่าน

    สว. รีพับลิกันที่โหวต 'เห็นชอบ' (YEAs):
    • บิล แคสซิดี
    • แรนด์ พอล
    • ลิซา เมอร์คาวสกี
    • ซูซาน คอลลินส์

    ส่วน เฟตเตอร์แมน เลือกยืนอยู่ข้างทรัมป์

    นี่คือ การพยายามครั้งที่ 8 แล้ว บ้าบอคอแตกสิ้นดี! สิ่งนี้มัน มีประโยชน์แค่กับฝั่งอิหร่านเท่านั้นแหละ และท้ายที่สุดแล้วมันก็ไม่มีทางสำเร็จอยู่ดี!

    บิล แคสซิดี พลิกขั้วไปโหวตเข้าข้างพวกเดโมแครต หลังจากที่เขาต้องสูญเสียที่นั่งในสภาให้กับคนของกลุ่ม MAGA

    แม้ว่าวุฒิสภาจะลงมติผ่านร่างขั้นต้นไปด้วยคะแนน 50 ต่อ 47 เสียง แต่ในความเป็นจริง ข้อมตินี้ไม่มีผลบังคับใช้ในท้ายที่สุด เนื่องจาก:
    • ติดด่านสภาผู้แทนราษฎร: ซึ่งในขณะนั้นฝั่งรีพับลิกันครองเสียงข้างมากและคว่ำร่างนี้
    • โดนวีโต้: ต่อให้ผ่านทั้งสองสภา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็จะใช้สิทธิ์ยับยั้ง อยู่ดี และเสียงในสภาก็มีไม่มากพอที่จะโหวตหักล้างคำสั่งวีโต้ได้

    Source: C-Span

    https://www.facebook.com/share/p/1B8UpaXYAD/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,309
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ทำความเข้าใจซะใหม่ "ได้รับอนุญาตให้อยู่" ไม่ใช่ "มีสิทธิอยู่"

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงทางเศรษฐกิจ คิมิ โอโนดะ ได้ตำหนินักข่าวกลางวงแถลงข่าวอย่างดุเดือด หลังมีการใช้คำว่า "สิทธิพำนักถาวร" สำหรับชาวต่างชาติ

    โดยเธอได้ย้ำชัดเจนว่าญี่ปุ่นไม่ได้มอบสิทธิ แต่เป็นเพียง "การอนุญาตให้อยู่ถาวร" ซึ่งรัฐสามารถเพิกถอนได้ทันทีหากมีการกระทำผิดร้ายแรง

    ทั้งนี้ เธอยอมรับว่านโยบายที่หละหลวมในยุคอดีตนายกฯ ชินโซ อาเบะ โดยเฉพาะช่องทางการศึกษาผ่านนโยบาย Cool Japan ทำให้ชาวต่างชาติ(จีน) สามารถได้รับสถานะนี้ง่ายและรวดเร็วเกินไป

    โดยแม้ว่าเธอจะเคารพรักอาเบะแต่ก็พร้อมแก้ไขข้อผิดพลาด โดยรัฐบาลจะเตรียมบังคับใช้กฎหมายใหม่ในปี 2569 เพื่อคุมเข้มเรื่องระยะเวลาพำนัก ทักษะภาษา และเงื่อนไขการยึดสถานะคืน เพื่อเน้นความมั่นคงของประเทศเป็นหลัก

    https://www.facebook.com/share/p/14cKcagZ9m9/
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,309
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เหลือเชื่อ... ตอนนี้ตลาดให้โอกาสสูงถึง 60% แล้ว ที่ FED จะ “ขึ้นดอกเบี้ย” ภายในสิ้นปีนี้

    42% = มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง
    15% = มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง
    3% = มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ย 3 ครั้ง

    สิ่งที่น่าตกใจคือ...

    ตลาดกำลังเดิมพันเรื่องนี้ ทั้งที่ Kevin Warsh คนที่ทรัมป์วางตัวไว้มานาน กำลังจะขึ้นมาเป็นประธาน Fed คนใหม่

    โดยตลอดเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา ทรัมป์ใช้เวลาส่วนใหญ่โจมตี Jerome Powell และกดดันให้ FED “ลดดอกเบี้ย” อย่างหนัก

    ทรัมป์เคยพูดชัดอยู่เสมอด้วยซ้ำว่า “ดอกเบี้ยที่เหมาะสมควรอยู่แถว 1%”

    แต่ตอนนี้ตลาดกลับกำลังมองว่า Kevin Warsh กำลังจะเข้ามาเป็นประธาน FED ที่ “ขึ้นดอกเบี้ย” สวนทางกับที่ทรัมป์ต้องการ

    คงเป็นสิ่งที่ตลาดไม่เคยคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นได้เลยเมื่อต้นปีนี้ แต่ตอนนี้ตลาดกลับให้โอกาสมากถึง 60% แล้ว

    -------------------

    https://www.facebook.com/share/14kqsLzsdKp/
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,309
    ค่าพลัง:
    +97,153
    【จีนซวยซ้ำ】ยักษ์ใหญ่ท่องเที่ยว “อิ๋งเคอ” ประกาศยุบบริษัท พนักงานเกือบหมื่นคนตกงานทันที — สะท้อนวิกฤตอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจีนที่ “บินด้วยปีกข้างเดียว”

    คนในวงการชี้: ต่างชาติไม่มาเที่ยวจีนเพราะถ่ายรูปลง Moments ยังไม่ได้ ส่วนคนจีนเที่ยวญี่ปุ่นก็ลดฮวบหลังความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่นดิ่งเหว
    เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2026 ที่ผ่านมา “อิ๋งเคอ ลฺหวี่โหยว” (盈科旅游 / Yingke Travel) หนึ่งในยักษ์ใหญ่ของวงการท่องเที่ยวจีน ซึ่งมีสำนักงานสาขาทั่วประเทศจีนกว่า 200 แห่ง และร้านตัวแทนกว่า 5,000 แห่ง พร้อมพนักงานรวมเกือบหมื่นคน ได้ประกาศยุบบริษัทอย่างกะทันหัน โดยพนักงานทั้งหมดได้รับ “หนังสือเลิกจ้าง” จากสำนักงานใหญ่ในกรุงปักกิ่งโดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า ถูกบังคับให้กลายเป็น “แรงงานอิสระ” (灵活就业 — คำเรียกการตกงานแบบสวยหรูที่รัฐบาลจีนนิยมใช้) ในชั่วข้ามคืน
    ผู้สื่อข่าวจากหนังสือพิมพ์ Economic Observer และ Daily Economic News ของจีน รายงานว่าได้เดินทางไปยังสำนักงานใหญ่ของอิ๋งเคอ ลฺหวี่โหยว ในกรุงปักกิ่งเมื่อวันที่ 18-19 พฤษภาคม พบว่าประตูสำนักงานปิดสนิท ไม่มีใครอยู่ มีพัสดุที่ไม่มีใครมารับกองอยู่หน้าประตู ขณะที่ระบบ “BPM อิ๋งเคอ คลาวด์” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มชำระเงินกลางของบริษัทก็ถูกปิดใช้งานทั้งหมด ทำให้ทั้งพนักงาน ซัพพลายเออร์ และร้านตัวแทนทั่วประเทศจีนไม่สามารถเข้าถึงเงินค่าทัวร์ที่ค้างชำระอยู่ได้ ซึ่งบางรายมียอดค้างสูงถึงหลักล้านหยวน
    เบื้องหลังการล่มสลายครั้งนี้ เชื่อมโยงกับเรื่องอื้อฉาวของ เหมยเซี่ยงหรง (梅向荣) อดีตประธานสำนักงานกฎหมายอิ๋งเคอ (Yingke Law Firm) ซึ่งเป็นหนึ่งในสำนักกฎหมายระดับแนวหน้าของจีน โดยเมื่อเดือนมีนาคม 2026 มีข่าวว่าเหมยเซี่ยงหรงถูกกล่าวหาว่ายักยอกค่าธรรมเนียมทนายความนำไปกู้ยืมและค้ำประกันผิดกฎหมาย โดยมีวงเงินเกี่ยวข้องสูงถึง 40,000 ล้านหยวน (ประมาณ 200,000 ล้านบาท) ส่งผลให้กลุ่มธุรกิจในเครือ “อิ๋งเคอ” สั่นคลอนทั้งระบบ และในที่สุดก็ลากบริษัทท่องเที่ยวซึ่งบริหารโดยน้องสาวของเขาคือ เหมยย่าผิง (梅亚萍) ให้ล้มตามไปด้วย
    อย่างไรก็ดี คนในวงการท่องเที่ยวจีนชี้ว่า การล่มของอิ๋งเคอไม่ใช่เรื่องของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่สะท้อนวิกฤตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวระหว่างประเทศของจีนทั้งระบบ โดยผู้ใช้ X (ทวิตเตอร์) ชื่อดัง “คุณครูหลี่ ไม่ใช่ครูคุณ” (李老师不是你老师) ได้เผยแพร่บทสัมภาษณ์ของคนในวงการท่องเที่ยวระหว่างประเทศของจีนรายหนึ่งที่อธิบายปรากฏการณ์นี้ได้อย่างเห็นภาพ
    “เมื่อ 20 ปีก่อน ถ้าคุณเดินไปย่าน หนานหลัวกู่เซี่ยง (南锣鼓巷) ในเมืองชั้นในของปักกิ่ง คุณจะเห็นคนต่างชาติเกินครึ่งหนึ่ง” คนในวงการรายนี้กล่าว “ตอนนั้น อุตสาหกรรมท่องเที่ยวระหว่างประเทศของจีนทำธุรกิจสองทาง คือ ส่งคนจีนไปเที่ยวต่างประเทศ และรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวในจีน นี่เรียกว่า ‘สมดุลของระบบนิเวศ’ “
    “แต่ด้วยเหตุผลที่ทุกคนรู้ดี ตอนนี้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาจีนน้อยลงเรื่อย ๆ เพราะพอลงเครื่องปุ๊บ อยากจะถ่ายรูปลง Moments (โมเม้นต์ในแอป WeChat) ก็พบว่าส่งรูปไม่ได้ด้วยซ้ำ (เพราะ Great Firewall บล็อกแอปต่างประเทศทั้งหมด) อุตสาหกรรมท่องเที่ยวระหว่างประเทศของจีนตอนนี้จึงทำได้แค่ส่งคนจีนออกไปเที่ยวต่างประเทศอย่างเดียว เหมือนนกที่ปีกข้างหนึ่งฝ่อลงเรื่อย ๆ เหลือปีกข้างเดียวให้บิน คุณคิดว่ามันจะบินได้นานแค่ไหน?”
    แต่กระทั่ง “ปีกข้างเดียว” ที่ว่านี้ ก็เริ่มจะใช้ไม่ได้แล้ว เพราะตามปกตินักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางไปญี่ปุ่นมีจำนวนกว่า 600,000 คนต่อเดือน แต่ตั้งแต่ปลายปี 2025 ที่ผ่านมา ความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่นก็เสื่อมทรามลงอย่างรวดเร็ว เที่ยวบินถูกตัดลด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของจีนออกประกาศเตือนการเดินทางไปญี่ปุ่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ไปญี่ปุ่นเหลือเพียงประมาณ 300,000 คนต่อเดือน และส่วนใหญ่ยังเป็นนักท่องเที่ยวแบบ Free & Easy ที่ไม่ต้องพึ่งบริษัททัวร์อีกด้วย
    ซ้ำร้ายไปกว่านั้น สงคราม อิหร่าน-อิสราเอล ที่ปะทุขึ้นในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2026 ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง ค่าโดยสารเครื่องบินสำหรับเส้นทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจีนอย่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ปรับขึ้นตามไปด้วย หรือไม่ก็ถูกระงับเที่ยวบินไปเลย ทำให้บริษัททัวร์ระหว่างประเทศของจีนเข้าสู่ภาวะ “หิมะทับน้ำแข็ง” (雪上加霜 — สำนวนจีนแปลว่า ลำบากซ้ำลำบาก)
    “ตอนนี้ใครยังไม่ตกงานในวงการนี้ ก็จงสำนึกในบุญคุณเถอะ” คนในวงการรายดังกล่าวกล่าวทิ้งท้ายอย่างขมขื่น
    ในขณะเดียวกัน พนักงานของอิ๋งเคอ ลฺหวี่โหยว สาขาต่างจังหวัดรายหนึ่งที่ใช้ชื่อว่า “อาเฉียง” ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ตนได้รับหนังสือเลิกจ้างที่มีตราประทับของบริษัทเมื่อบ่ายวันที่ 15 พฤษภาคม โดยที่ไม่เคยมีการแจ้งหรือพูดคุยใด ๆ มาก่อน และค่าจ้างตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนถึง 15 พฤษภาคมก็ยังไม่ได้รับ ไม่มีเงินชดเชยใด ๆ ทั้งสิ้น เมื่อพยายามติดต่อผู้บริหารบริษัท พบว่าโทรศัพท์ติดต่อไม่ได้ หรือไม่ก็ถูกลบออกจาก WeChat ขณะนี้พนักงาน ซัพพลายเออร์ และเจ้าของร้านตัวแทนหลายรายเริ่มทยอยยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อทวงค่าจ้างและเงินค่าทัวร์ที่ค้างชำระแล้ว
    การล่มสลายของอิ๋งเคอ ลฺหวี่โหยว ครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของบริษัทเดียว แต่เป็นภาพสะท้อนของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจีนทั้งระบบ ที่กำลังถูกบีบคั้นจากทั้งภายในและภายนอก ทั้งกำแพงไฟร์วอลที่กั้นนักท่องเที่ยวต่างชาติออกไป ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เสื่อมทรามลง และเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลของทางการจีนระบุว่า ในปี 2024 บริษัททัวร์ทั่วประเทศจีนรวม 64,616 แห่ง มีกำไรสุทธิรวมเพียง 3,780 ล้านหยวน หรือเฉลี่ยบริษัทละ 58,500 หยวนต่อปีเท่านั้น สะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจีนกำลังอยู่ในภาวะ “กำไรบางเฉียบเหมือนใบมีด” อย่างแท้จริง
    ที่มา: 李老师不是你老师 (@whyyoutouzhele) / Economic Observer / Daily Economic News / Huxiu

    https://www.facebook.com/share/1L2g56nsZC/
     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,309
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ส่งตัวข้ามแดน! “หัวหน้าใหญ่แก๊งแฮกเกอร์จีน” จากกรุงเทพฯ สู่โซล เจ้าของแผนปล้นหุ้น “จองกุก BTS” 8.4 พันล้านวอน

    เกาหลีใต้รับตัวชายจีนวัย 40 ปี ผู้นำเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติที่ใช้ไทยเป็นฐานบัญชาการ ขโมยเงินรวมกว่า 38,000 ล้านวอน จากบัญชีของคนดังและเศรษฐีเกาหลี
    กระทรวงยุติธรรมเกาหลีใต้และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (NPA) แถลงเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 ว่า ได้รับตัวผู้ต้องหาชายชาวจีนวัย 40 ปี ซึ่งเป็น “หัวหน้าใหญ่” ขององค์กรอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ จากกรุงเทพฯ มาถึงท่าอากาศยานนานาชาติอินชอนเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม
    ผู้ต้องหารายนี้ถูกระบุชื่อย่อว่า “นาย A” และถือเป็นหัวหน้าระดับสูงคนที่สองของแก๊งที่ถูกส่งตัวจากไทยกลับเกาหลีใต้ ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนสิงหาคม 2568 ทางการเกาหลีใต้ได้ส่งตัวผู้ต้องหาชาวจีนวัย 36 ปีอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อการระดับแกนนำ และขณะนี้ถูกฟ้องและคุมขังเพื่อพิจารณาคดีแล้ว
    จากการสืบสวนของอัยการและตำรวจเกาหลีใต้พบว่า ระหว่างเดือนสิงหาคม 2566 ถึงเมษายน 2567 (ตามรายงานบางสำนักระบุยาวถึงปี 2568) เครือข่ายดังกล่าวได้ตั้งฐานบัญชาการในหลายประเทศ โดยมีไทยเป็นศูนย์กลางหลัก พวกเขาเจาะระบบเว็บไซต์ของหน่วยงานรัฐและองค์กรสาธารณะของเกาหลีใต้รวม 6 แห่ง รวมถึงเว็บไซต์ของผู้ให้บริการโทรคมนาคมราคาประหยัด เพื่อขโมยข้อมูลส่วนบุคคลของเหยื่อ
    วิธีการของแก๊งนี้คือ นำข้อมูลส่วนบุคคลที่ขโมยมาไปเปิดเบอร์โทรศัพท์มือถือในชื่อของเหยื่อโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จากนั้นใช้เบอร์ดังกล่าวหลอกระบบยืนยันตัวตน (OTP) เพื่อเข้าควบคุมบัญชีธนาคาร บัญชีหลักทรัพย์ และบัญชีคริปโทเคอร์เรนซีของเหยื่อ ก่อนจะถ่ายโอนเงินและทรัพย์สินออกไป ความเสียหายรวมที่ทางการประเมินได้สูงถึงกว่า 38,000 ล้านวอน หรือประมาณ 25.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,050 ล้านบาท)
    เหยื่อของเครือข่ายนี้ส่วนใหญ่เป็นบุคคลที่มีฐานะร่ำรวยและมีชื่อเสียงในเกาหลีใต้ ประกอบด้วยคนดัง ประธานบริษัทยักษ์ใหญ่ ผู้บริหารระดับสูง และเจ้าของบริษัทสตาร์ทอัพ แต่กรณีที่สร้างความตกตะลึงให้สังคมมากที่สุดคือ “จองกุก” สมาชิกบอยแบนด์ระดับโลก BTS
    ตามรายงานของหนังสือพิมพ์เคียงฮยังชินมุน (Kyunghyang Shinmun) ในเดือนมกราคม 2567 ซึ่งเป็นช่วงไม่นานหลังจากที่จองกุกเข้าประจำการในกองทัพ บัญชีหลักทรัพย์ของเขาถูกแฮก และมีการพยายามโอนหุ้นบริษัท HYBE จำนวน 33,500 หุ้น มูลค่าประมาณ 8,400 ล้านวอน (ราว 5.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 200 ล้านบาท) ออกไปจากบัญชีของจองกุก
    โชคดีที่ HYBE ค่ายต้นสังกัดของจองกุก ตรวจพบความผิดปกติได้อย่างรวดเร็ว และดำเนินมาตรการฉุกเฉินด้วยการระงับการชำระเงินและอายัดธุรกรรมไว้ทันที ทำให้ไม่เกิดความเสียหายทางการเงินจริงต่อตัวศิลปิน
    สำหรับเส้นทางการจับกุมและส่งตัวข้ามแดนของนาย A นั้น กระทรวงยุติธรรมเกาหลีใต้ได้ยื่นคำขอจับกุมชั่วคราว (Provisional Arrest) ต่อทางการไทยตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 และตามมาด้วยคำขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนอย่างเป็นทางการในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน โดยทำงานร่วมกับ NPA และตำรวจสากล (Interpol) ในปฏิบัติการร่วมที่ประเทศไทยเมื่อเดือนพฤษภาคม 2568 ปฏิบัติการครั้งนั้นนำไปสู่การจับกุมผู้ร่วมก่อการคนสำคัญวัย 36 ปี พร้อมสมาชิกแก๊งอีก 16 คน และตัวนาย A เองก็ถูกควบคุมตัวที่จุดเดียวกัน
    นอกจากนี้ ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2568 ทางการเกาหลีใต้ยังส่งคณะอัยการและนักสืบไปยังประเทศไทย เพื่อประสานงานกับสำนักงานอัยการสูงสุดและสำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทยโดยตรง และยังมีการประชุมทางวิดีโอระหว่างสองประเทศอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงธันวาคม 2568 จนกระทั่งบรรลุการส่งตัวสำเร็จในที่สุด
    ปัจจุบันมีสมาชิกของเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์รายนี้ถูกจับกุมรวมแล้ว 18 คน และทางการเกาหลีใต้ยังคงเดินหน้าสืบสวนขยายผลเพื่อตามจับผู้ร่วมก่อการคนอื่นๆ ที่ยังลอยนวลต่อไป
    คดีนี้สะท้อนภาพปัญหาที่ชัดเจนอีกครั้งว่า ประเทศไทยกำลังกลายเป็นพื้นที่กบดานยอดนิยมขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติชาวจีน ไม่ว่าจะเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเมียนมาและกัมพูชา ไปจนถึงเครือข่ายแฮกเกอร์ระดับสูงที่ใช้กรุงเทพฯ เป็นศูนย์บัญชาการสำหรับโจมตีระบบไซเบอร์ของประเทศที่สาม
    ที่มา: The Korea Times, Manila Bulletin, Kyunghyang Shinmun, MGR Online, Matichon Online

    https://www.facebook.com/share/p/1CosabMtTS/
     
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,309
    ค่าพลัง:
    +97,153
    วันที่ 16 พฤษภาคม เมืองเจิ้งโจว มณฑลเหอหนาน
    เถ้าแก่ของร้านทอง จินตัวหยินตัว หนีหาย
    นักลงทุนจำนวนมากนั่งร้องไห้อยู่บนพื้นห้าง
    บางคนถือป้ายเรียกร้องเงินคืน

    ข้อความสีแดงในคลิปเขียนว่า:

    “อย่าคิดว่าการรับซื้อทองคืนจะได้เงินแน่นอน บางครั้งก็อาจหมดตัวไม่ได้อะไรกลับมาเลย”

    ที่มา: อาจารย์หลี่ 李老师不是你老师 (@whyyoutouzhele)

    https://www.facebook.com/share/r/1BeTrEaP5y/
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • g.mp4
      ขนาดไฟล์:
      1.9 MB
      เปิดดู:
      1
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,309
    ค่าพลัง:
    +97,153
    Citibank ออกโรงเตือน !

    "วิกฤตน้ำมัน" ยังไม่จบ ตลาดกำลังประเมินความเสี่ยงน้ำมันต่ำเกินไป

    คาดน้ำมันดิบ Brent มีโอกาสพุ่งแตะ "120 ดอลลาร์" ในระยะสั้น

    และในกรณีเลวร้ายที่สุดอาจขึ้นไปถึง "150 ดอลลาร์" ได้

    https://www.facebook.com/share/1DRvk1SJeb/
     
  14. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,309
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านสหรัฐระยะยาว
    พุ่งแตะ 6.75% แล้ว...

    นี่อาจกำลังกลายเป็น
    “ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุด”
    ของเศรษฐกิจสหรัฐตอนนี้หรือไม่ ?

    ถ้าคนซื้อบ้านใหม่เริ่ม “ผ่อนไม่ไหว”
    จนการใช้จ่ายทั้งระบบเริ่มชะลอตัว

    ดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านสหรัฐระยะยาว พุ่งแตะ 6.75% แล้ว !

    ตอนนี้ชาวอเมริกันกำลังเผชิญพร้อมกันทั้ง

    ดอกเบี้ยบ้านใกล้ 7%
    เงินเฟ้อสูง
    และค่าเงินดอลลาร์ที่สูญเสียกำลังซื้อไปราว 30% นับตั้งแต่ปี 2020

    หลายฝ่ายเริ่มมองว่า “ตลาดอสังหาสหรัฐ” อาจกำลังกลายเป็นความเสี่ยงใหญ่ที่สุดของเศรษฐกิจอเมริกาในตอนนี้

    เพราะเมื่อดอกเบี้ยบ้านพุ่งสูง
    คนซื้อบ้านใหม่จะเริ่ม “ผ่อนไม่ไหว”

    และเมื่อคนต้องเอาเงินไปจ่ายค่าบ้านมากขึ้น
    การใช้จ่ายทั้งระบบจะเริ่มชะลอตัวทันที

    สิ่งที่น่ากังวลคือ...

    เศรษฐกิจสหรัฐขับเคลื่อนด้วย “การบริโภค” เป็นหลัก

    ถ้าคนอเมริกันเริ่มลดการใช้จ่าย
    ไม่ซื้อรถ
    ไม่เที่ยว
    ไม่ช้อป
    ไม่ลงทุน

    ผลกระทบจะลามไปทั้งเศรษฐกิจ ตั้งแต่ธนาคาร บริษัทสินค้าอุปโภคบริโภค ไปจนถึงตลาดหุ้น

    และหากดอกเบี้ยยังสูงต่อเนื่อง
    คนที่ซื้อบ้านในช่วงราคาสูง อาจเริ่มเจอปัญหา “ผ่อนแพง + บ้านราคาลด”

    ซึ่งเป็นสิ่งที่ตลาดเริ่มกลัวว่า
    อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการชะลอตัวครั้งใหญ่ในเศรษฐกิจสหรัฐได้

    https://www.facebook.com/share/p/18owtGVs7r/
     
  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,309
    ค่าพลัง:
    +97,153
    "ฟองสบู่ AI" กำลังจะแตกในครึ่งปีหลังนี้ ?!

    นักวิเคราะห์หลายฝ่ายเริ่มกังวลว่า IPO ครั้งประวัติศาสตร์ของ 3 บริษัท AI ยักษ์ใหญ่

    SpaceX
    Anthropic
    OpenAI

    ที่อาจเข้าตลาดพร้อมกันในปีนี้ และมีมูลค่ารวมกันสูงกว่า “4.5 ล้านล้านดอลลาร์” หรือใหญ่กว่า GDP ของญี่ปุ่น อินเดีย และอังกฤษเสียอีก...

    อาจกลายเป็น “จุดเริ่มต้น” ของฟองสบู่ AI แตกได้ เพราะ

    1) กองทุนใหญ่อาจต้อง “ขายหุ้นตัวอื่น” เพื่อระดมเงินมาซื้อ IPO
    → สร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นทั่วโลกทันที

    2) หุ้น 3 ตัวนี้ อาจดูดสภาพคล่องออกจากหุ้น AI ตัวอื่น
    → ทำให้หุ้น AI หลายบริษัทเริ่มขาดแรงซื้อ ขาดสภาพคล่องและเสี่ยงเกิด Domino Effect

    3) ทั้ง 3 บริษัทยังไม่มีกำไรจริงที่มากพอ
    → ถ้าสุดท้ายรายได้ไม่โตทันความคาดหวัง แรงเทขายจากหุ้น AI ยักษ์ใหญ่ อาจกลายเป็นชนวนให้ฟองสบู่แตกได้

    แล้วคุณล่ะมองว่าอย่างไร ?

    การเข้าตลาดของ 3 บริษัท AI ยักษ์ใหญ่นี้เป็นวิกฤตหรือโอกาสกันแน่ ?

    -----------------

    ค้นหาหุ้นเทคตัวจริงที่จะชนะในระยะยาว
    ได้ที่งาน #FollowTheFuture2026
    งานสัมนาหุ้นเทคที่ใหญ่ที่สุดในไทย
    [เปิดขาย Blind Ticket แล้ว เพียงแค่ "100 ใบ" เท่านั้น]

    https://www.facebook.com/share/p/18PP5VyVXU/
     
  16. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,309
    ค่าพลัง:
    +97,153
    Bond Yield ญี่ปุ่น
    พุ่งทะลุ 2.80% แล้ว...

    เราไม่เคยเห็น "ต้นทุนการเงินญี่ปุ่น" สูงขนาดนี้มาก่อนเลยในประวัติศาสตร์

    Bond Yield ญี่ปุ่นพุ่งทะลุ 2.80% สูงสุดในประวัติศาสตร์ !

    อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี (Japan 10Y Government Bond Yield) พุ่งทะลุระดับ 2.80% เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ท่ามกลางแรงเทขายครั้งใหญ่ในตลาดพันธบัตรโลก

    กราฟล่าสุดสะท้อนภาพที่หลายคนเรียกว่า “เหลือเชื่อ” เพราะญี่ปุ่นเคยเป็นประเทศที่อยู่ในยุคดอกเบี้ยต่ำและเงินฝืดมานานกว่า 20 ปี

    ช่วงหนึ่ง Bond Yield ญี่ปุ่นเคยติดลบด้วยซ้ำ
    แต่วันนี้ Yield กลับพุ่งขึ้นแรงที่สุดรอบประวัติศาสตร์

    ตลาดมองว่า การพุ่งขึ้นครั้งนี้ เกิดจากหลายปัจจัยพร้อมกัน เช่น

    เงินเฟ้อญี่ปุ่นเริ่มสูงกว่าที่คาด
    ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ลดการควบคุม Yield
    นักลงทุนเริ่มเทขายพันธบัตรทั่วโลก
    ความเสี่ยงสงคราม ราคาพลังงาน และ Supply Chain กดดันเงินเฟ้อระยะยาว

    สิ่งที่น่ากลัวคือ...

    ญี่ปุ่นคือหนึ่งใน “เจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของโลก” และเป็นแหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำของตลาดการเงินโลกมานาน

    หาก Bond Yield ญี่ปุ่นยังพุ่งต่อ อาจทำให้เงินทุนทั่วโลกเริ่มไหลกลับญี่ปุ่น และสร้างแรงกดดันต่อ

    หุ้นเทค
    หุ้น Growth
    ตลาดเกิดใหม่
    และสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก

    หลายฝ่ายเริ่มมองว่า โลกอาจกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ ที่ “ดอกเบี้ยต่ำตลอดไป” กำลังจบลงจริงๆ

    https://www.facebook.com/share/p/1CZhL4UdLh/
     
  17. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,309
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ด่วน ! วุฒิสภาสหรัฐผ่านมติที่จะทำให้ "ทรัมป์" ต้องได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรส ก่อนจะสั่งโจมตีทางทหารต่ออิหร่านได้

    (รายละเอียดในคอมเม้นท์)
    FB_IMG_1779265244474.jpg
    วุฒิสภาสหรัฐเดินหน้าร่างกฎหมาย “จำกัดอำนาจสงครามอิหร่าน” หลังโหวตผ่านครั้งสำคัญ 50-47 เสียง

    วุฒิสภาสหรัฐมีมติ 50 ต่อ 47 เสียง เดินหน้าร่าง “Iran War Powers Resolution” ซึ่งจะกำหนดให้ประธานาธิบดีสหรัฐ ต้องได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรส ก่อนดำเนินปฏิบัติการโจมตีทางทหารต่ออิหร่านในระยะยาว

    นี่ถือเป็นครั้งแรกที่ร่างดังกล่าวผ่านขั้นตอนสำคัญได้ หลังล้มเหลวมาแล้วถึง 7 ครั้งก่อนหน้า

    โดยมีสมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วน โหวตร่วมกับเดโมแครต เช่น Rand Paul, Susan Collins และ Lisa Murkowski สะท้อนว่า เริ่มมีแรงต้านต่อการใช้อำนาจทางทหารโดยฝ่ายบริหารมากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายนี้ยังไม่หยุดปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐในทันที เพราะยังต้องผ่านการลงมติเต็มรูปแบบทั้งในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งยังมีเสียงรีพับลิกันครองเสียงข้างมากอยู่

    อีกทั้ง หากร่างผ่านจริง ประธานาธิบดีก็ยังสามารถ “Veto” หรือใช้อำนาจยับยั้งได้ เว้นแต่สภาจะรวบรวมเสียงได้เกิน 2 ใน 3 เพื่อคว่ำ Veto

    หลายฝ่ายมองว่า การโหวตครั้งนี้สะท้อนว่า สงครามที่ยืดเยื้อกว่าเกือบ 3 เดือน เริ่มสร้างแรงกดดันภายในประเทศมากขึ้น ทั้งจากราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ ปัญหา Supply Chain และต้นทุนเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น

    สรุปสั้นๆ คือ

    วุฒิสภาสหรัฐ เริ่มพยายามจำกัดอำนาจการทำสงครามของประธานาธิบดี
    ความขัดแย้งกับอิหร่าน เริ่มสร้างแรงต้านทางการเมืองในสหรัฐมากขึ้น
    แต่ตอนนี้ สหรัฐยังสามารถเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารได้ต่อ
    และโอกาสที่ร่างนี้จะผ่านจนมีผลจริง ยังถือว่าไม่ง่าย

    https://www.facebook.com/share/p/1CctTZMTmf/
     

แชร์หน้านี้

Loading...