ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,662
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ในเมื่อสหรัฐฯ สอดมือเข้าไปยุ่งใน "ทะเลแคสเปียน" ไม่ได้เพราะเป็นทะเลปิด อิหร่านเลยสบช่องใช้เส้นทางนี้ขนส่งสินค้า เย้ยมาตรการคว่ำบาตรของลุงแซมไปเลย

    สหรัฐฯ ไปไม่เป็น: กองเรือรบอเมริกาหมดสิทธิ์เข้ามาแทรกแซงในทะเลแคสเปียน ทำให้อิหร่านใช้เป็นเส้นทางหลักในการนำเข้าสินค้าปากท้อง ทั้งข้าวสาลี ข้าวโพด น้ำมันดอกทานตะวัน และอาหารสัตว์

    สื่อยักษ์ใหญ่อย่าง NYT อ้างว่า อิหร่านไม่ได้ขนแค่ของกิน แต่ยังใช้เส้นทางนี้ขน "ชิ้นส่วนโดรน" อีกด้วย

    สินค้าส่วนใหญ่ส่งตรงมาจาก รัสเซีย โดยเฉพาะข้าวสาลีที่อิหร่านสั่งนำเข้ากว่า 2 ล้านตันต่อปี ก็เปลี่ยนมาใช้เส้นทางน้ำนี้แทน

    สหรัฐฯ และอิสราเอลทำได้แค่ยืนมอง แต่จะเอากองเรือมาปิดล้อมท่าเรือในทะเลแคสเปียนเหมือนที่อื่นน่ะ "ลืมไปได้เลย" เพราะมันเป็นเขตอิทธิพลที่เข้าถึงยาก

    ท่าเรือรันวง 24 ชั่วโมง หนี "โจรสลัด" ตะวันตก

    ตอนนี้ท่าเรือของอิหร่านริมชายฝั่งแคสเปียนกำลังเร่งเครื่องทำงานกันทั้งวันทั้งคืน เพื่อสร้างเส้นทางค้าขายทางเลือกใหม่ที่ไม่ต้องเสี่ยงโดนสหรัฐฯ "ดักปล้น" หรือแทรกแซงเหมือนในน่านน้ำอื่นๆ

    #OrbitWire

    https://m.facebook.com/story.php?st...DbBN7Gfhyl&id=100083240865663&mibextid=ZbWKwL
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,662
    ค่าพลัง:
    +97,153
    บราซิลฟรีวีซ่าให้คนจีน แต่ชาวเน็ตจีนแห่ค้น “คลอดลูกในบราซิล–ย้ายถิ่นฐานบราซิล” สะท้อนแรงกดดันอยากหนีออกนอกประเทศ

    **ดีลท่องเที่ยวสองชาติ BRICS กลายเป็นช่องทางหลบหนีในสายตาคนจีน เมื่อคำค้นยอดฮิตไม่ใช่ “เที่ยวริโอ” แต่เป็น “คลอดลูก” และ “ย้ายถิ่น”
    รัฐบาลบราซิลประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2026 ว่า ตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 2026 เป็นต้นไป ผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดาของสาธารณรัฐประชาชนจีนจะสามารถเดินทางเข้าประเทศบราซิลได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า พำนักได้สูงสุดครั้งละ 30 วัน โดยมาตรการนี้จะมีผลถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2026 ครอบคลุมวัตถุประสงค์การท่องเที่ยว ติดต่อธุรกิจ กิจกรรมศิลปะและกีฬา การผ่านแดนทางอากาศ และกิจกรรมเชิงเทคนิคระยะสั้น
    มาตรการนี้เป็นการตอบสนองตามหลัก “ต่างตอบแทน” (reciprocity) หลังจากที่ฝั่งจีนได้เปิดให้ชาวบราซิลเข้าจีนแบบไม่ต้องขอวีซ่ามาก่อนแล้วตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2025 ซึ่งโครงการทดลองดังกล่าวจะสิ้นสุดในวันที่ 31 พฤษภาคม 2026
    ดีลที่ควรเป็นข่าวเศรษฐกิจ แต่กลับกลายเป็นข่าวสังคม
    โดยปกติแล้ว ข่าวลักษณะนี้ควรอยู่ในหน้าเศรษฐกิจ–การท่องเที่ยว เนื่องจากปี 2025 จีนได้กลับขึ้นมาเป็นนักลงทุนต่างชาติอันดับ 1 ของบราซิลด้วยมูลค่าการลงทุน 6,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 45% จากปีก่อนหน้า ขณะที่มูลค่าการค้าจีน–บราซิลในปี 2025 แตะระดับ 171,000 ล้านดอลลาร์ และจีนยังเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 1 ของบราซิลต่อเนื่องเป็นปีที่ 17
    แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในโลกออนไลน์ของจีนกลับเป็นอีกเรื่อง
    หลังข่าวฟรีวีซ่าออกมาเพียงข้ามคืน ผู้ใช้โซเชียลมีเดียจีนหลายรายโพสต์ภาพหน้าจอแสดงคำค้นยอดนิยมบนเครื่องมือค้นหาภายในประเทศ ซึ่งเด้งขึ้นมาเป็นอันดับต้น ๆ ไม่ใช่ “ทัวร์บราซิล” หรือ “ตั๋วเครื่องบินไปริโอ” แต่เป็นคำค้น 2 คำที่บ่งบอกความตั้งใจชัดเจน
    “巴西生孩子” (คลอดลูกในบราซิล) และ “巴西移民” (ย้ายถิ่นฐานไปบราซิล)
    นักวิจารณ์การเมือง–เศรษฐกิจชาวจีนเจ้าของช่องยูทูบ “เสี่ยวชุย” (小翠) ได้กล่าวถึงประเด็นนี้ในรายการสดเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคมว่า “ดูสิ ตอนนี้ทุกคนอยากหนีออกไปขนาดไหน ไม่ว่าประเทศไหนยกเว้นวีซ่าให้จีน ทุกคนคิดอยู่อย่างเดียวคือ จะหาทางอยู่ที่นั่นได้ไหม เพราะไม่ต้องใช้วีซ่าแล้ว”
    ปรากฏการณ์นี้สะท้อนปรากฏการณ์ที่ในจีนเรียกกันว่า “潤” (run – คำพ้องเสียงภาษาอังกฤษ “run” แปลว่าหนี) ซึ่งกลายเป็นกระแสในกลุ่มชนชั้นกลางจีนตั้งแต่ช่วงล็อกดาวน์โควิดเป็นต้นมา และยังไม่ลดลง แม้ว่าทางการจะปิดกั้นคำค้นบางคำในประเทศ
    ทำไมต้อง “คลอดลูก” ในบราซิล
    บราซิลใช้ระบบ “Jus soli” หรือ “สิทธิตามดินแดน” หมายความว่า เด็กที่เกิดบนแผ่นดินบราซิลจะได้สัญชาติบราซิลโดยอัตโนมัติ ไม่ว่าพ่อแม่จะมีสัญชาติใด และที่สำคัญคือ พ่อแม่ของเด็กที่ถือสัญชาติบราซิลสามารถยื่นขอ “Permanent Residency” (สิทธิพำนักถาวร) ในบราซิลได้ทันที โดยไม่ต้องรอเงื่อนไขเรื่องเวลาพำนักหรือเงินลงทุนเหมือนประเทศอื่น ๆ
    ระบบนี้คล้ายกับสหรัฐอเมริกาที่ในอดีตเคยเป็นปลายทางของ “Birth Tourism” จากจีน แต่หลังจากที่อเมริกาเข้มงวดวีซ่ามากขึ้น และสีจิ้นผิงจะเดินทางไปพบทรัมป์ที่ปักกิ่งในเร็ว ๆ นี้ ทำให้คนจีนจำนวนมากเริ่มมองหาทางเลือกอื่น โดยเฉพาะประเทศที่เปิดประตูให้
    แม้ระยะทางจะไกล แต่บราซิลมีข้อได้เปรียบสำคัญคือ ไม่ต้องขอวีซ่า มีระบบสัญชาติแบบ Jus soli และอยู่ในกลุ่ม BRICS ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจีน ทำให้รัฐบาลจีนไม่น่าจะกดดันรัฐบาลบราซิลให้ส่งพลเมืองจีนกลับประเทศแบบเดียวกับที่ทำกับประเทศอื่น
    สัญญาณเศรษฐกิจ–การเมืองในประเทศที่ไม่อาจปิดบัง
    นักวิเคราะห์มองว่า ปฏิกิริยาของชาวเน็ตจีนที่ไม่ได้ค้นหา “สถานที่ท่องเที่ยว” แต่ค้นหา “ทางออกถาวร” สะท้อนภาวะหลายอย่างพร้อมกัน ได้แก่
    หนึ่ง คือความไม่มั่นใจในเศรษฐกิจจีน ที่กำลังเผชิญทั้งวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ ปัญหาบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) อัตราการว่างงานในกลุ่มคนรุ่นใหม่ และภาคเอกชนที่หดตัวต่อเนื่อง
    สอง คือความกังวลต่อบรรยากาศทางการเมืองภายในประเทศ ที่ทำให้ชนชั้นกลางจีนจำนวนมากต้องการ “ทางหนี” ไว้สำรอง
    สาม คือข้อจำกัดของช่องทางย้ายถิ่นแบบเดิม สหรัฐฯ แคนาดา ออสเตรเลีย และยุโรปตะวันตก ล้วนเข้มงวดขึ้นในการรับคนจีน ทำให้ “ทางเลือกชั้นรอง” อย่างบราซิล อาร์เจนตินา หรือเม็กซิโก กลายเป็นเป้าหมายใหม่
    นักวิจารณ์เสี่ยวชุยยังตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า “บราซิลอยู่ไกลจากอเมริกาเกินไป ถ้าเป็นเม็กซิโก อาจยังเดินทาง ‘ตามเส้นทาง’ (走线 - การลักลอบข้ามชายแดน) เข้าอเมริกาต่อได้” — สะท้อนว่าในมุมมองของคนจีนจำนวนหนึ่ง บราซิลอาจไม่ใช่จุดหมายสุดท้าย แต่เป็นด่านแรกของแผนการระยะยาว
    ที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นบ้าง
    ปรากฏการณ์ที่คนจีนแห่ค้นข้อมูลย้ายถิ่นทันทีที่ประเทศใดประเทศหนึ่งประกาศยกเว้นวีซ่า ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก ก่อนหน้านี้ เมื่อรัสเซียประกาศเปิดให้คนจีนเข้าโดยไม่ต้องขอวีซ่า ก็เกิดคลื่นความต้องการเดินทางแบบเดียวกัน ส่วนในกรณีของไทย แม้จะไม่มีนโยบายให้สัญชาติแบบ Jus soli แต่ก็ปรากฏการณ์ “อพยพเงียบ” ของคนจีนที่ใช้วีซ่าเรียนภาษา–วีซ่านักลงทุน เข้ามาตั้งหลักในไทยอย่างต่อเนื่องในช่วง 3–4 ปีที่ผ่านมา
    สำหรับบราซิลในรอบนี้ ที่น่าจับตาคือ มาตรการนี้เป็นแบบ “ชั่วคราว” จะหมดอายุในวันที่ 31 ธันวาคม 2026 และต้องรอดูว่ารัฐบาลทั้งสองประเทศจะต่ออายุหรือไม่ หากจำนวนคน “ที่มาแล้วไม่กลับ” สูงเกินไป ก็มีโอกาสที่บราซิลอาจทบทวนนโยบายเช่นกัน
    —————
    ที่มา:
    • รายการ “เสี่ยวชุยซือเจิ้งไฉจิง” (小翠时政财经) วันที่ 8 พฤษภาคม 2026
    • Xinhua News Agency, Global Times
    • Brazil Ministry of Tourism / Diário Oficial da União ลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2026
    • รายงานสภาธุรกิจบราซิล–จีน (CEBC)

    https://www.facebook.com/share/p/14giS2L3kAV/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,662
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ประวัติศาสตร์ : สหภาพโซเวียตทุ่มเงินมหาศาลปั้น “อิทธิพลต่างชาติ” ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ — พรรคคอมมิวนิสต์จีน

    กระบวนการ “ก่อกบฏ” ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนไม่ได้ลำบากอย่างที่เล่าในตำราเรียน แต่ถูกอุ้มชูด้วยเงินรูเบิลและปืนผาหน้าไม้จากมอสโก

    ฤดูใบไม้ผลิปี 1920 บนถนนใกล้พระราชวังต้องห้ามในกรุงปักกิ่ง ชายหนุ่มหน้าฝรั่งคนหนึ่งกำลังเดินเที่ยวอย่างสบายใจ เขามีชื่อจีนเสียงไพเราะว่า “อู๋ถิงคัง” (吴廷康) แต่ชื่อจริงของเขาคือ Grigori Voitinsky หรือ “วอยทินสกี้” — เจ้าหน้าที่รุ่นแรกของสำนักงานตะวันออกไกลแห่งคอมมิวนิสต์สากล (Comintern)

    ภารกิจของเขามีเพียงข้อเดียว นั่นคือ สร้างพรรคคอมมิวนิสต์ขึ้นในประเทศจีน

    KPI ของวอยทินสกี้: ใช้เงินสร้างพรรค

    หลังการปฏิวัติเดือนตุลาคมปี 1917 เลนินไม่พอใจแค่การปฏิวัติในประเทศ จึงตั้ง “องค์การคอมมิวนิสต์สากลที่ 3” หรือคอมินเทิร์นขึ้นในมอสโก เพื่อส่งออกลัทธิคอมมิวนิสต์ไปทั่วโลกและบ่มเพาะ “อิทธิพลต่างชาติ” ในประเทศต่างๆ

    วอยทินสกี้มาถึงปักกิ่งพร้อมงบประมาณก้อนแรก 120,000 หยวนเงิน เพื่อให้เห็นภาพ ปี 1919 หลู่ซวิ่นซื้อบ้านสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดใหญ่ที่ซีจื๋อเหมิน มีห้องหลัก 3 ห้อง ห้องข้างกว่า 10 ห้อง ในราคา 3,500 หยวน ส่วนเหมาเจ๋อตงที่กำลังทำงานจิปาถะที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ได้เงินเดือนเพียง 8 หยวนเงิน ส่วนเติ้งเสี่ยวผิงที่เป็นแรงงานเด็กได้เงินเดือน 3 หยวนเงิน

    นั่นหมายความว่า ตัวแทนพิเศษของโซเวียตคนนี้พกเงินมาเทียบเท่ากับเงินเดือนของเหมาเจ๋อตงรวมกัน 15,000 เดือน หรือ 1,250 ปี เพื่อสร้างพรรคคอมมิวนิสต์ขึ้นในประเทศจีนเพียงพรรคเดียว

    จับคู่ “ปรมาจารย์รู้แจ้ง” สองคน — หลี่ต้าเจาและเฉินตู๋ซิ่ว

    วอยทินสกี้จับตาไปที่หลี่ต้าเจา (李大钊) ผู้อำนวยการห้องสมุดมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่คนในจีนที่สนับสนุนลัทธิคอมมิวนิสต์อย่างเปิดเผย เมื่อทั้งสองพบกัน คุยกันถูกคอ หลี่ต้าเจาตื้นตันใจถึงขั้นแนะนำเฉินตู๋ซิ่ว (陈独秀) ที่เซี่ยงไฮ้ให้รู้จัก

    วอยทินสกี้เดินทางลงใต้พบเฉินตู๋ซิ่ว อธิบายหลักลัทธิมาร์กซ์-เลนินอย่างเป็นระบบ พร้อมควักกระเป๋าเงินสนับสนุนทันที

    ในเดือนสิงหาคมปี 1920 “กลุ่มลัทธิคอมมิวนิสต์เซี่ยงไฮ้” ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ

    “โรงเรียนสอนภาษา” ที่สอนแต่ลัทธิคอมมิวนิสต์

    เพื่อบ่มเพาะกำลังคน เฉินตู๋ซิ่วใช้เงินของโซเวียตตั้ง “สมาคมภาษาต่างประเทศ” (外国语学社) อ้างว่าสอนภาษาอังกฤษ รัสเซีย ญี่ปุ่น เก็บค่าเรียนเดือนละ 2 หยวนเงิน

    แต่จริงๆ แล้วเรียนแต่ลัทธิคอมมิวนิสต์ ที่น่าตกใจคือ นักเรียนไม่ต้องจ่ายเงิน แถมโซเวียตยังจ่ายเงินอุดหนุนเดือนละ 2 หยวนเงิน เทียบเท่ากับการรับจ้างทำงานข้างนอก ใครเรียนดีจะได้ส่งไปต่อที่ “มหาวิทยาลัยลัทธิคอมมิวนิสต์ของผู้ใช้แรงงานชาวตะวันออก” (KUTV) ที่มอสโก

    หลิวเส้าฉี (刘少奇) วีรบุรุษโศกในยุคปฏิวัติวัฒนธรรม ก็เป็นผลผลิตจากโรงเรียนแห่งนี้

    ในช่วงประมาณ 1 ปีก่อนที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนจะก่อตั้งอย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคม 1921 วอยทินสกี้จ่ายเงินให้เฉินตู๋ซิ่วเป็นการส่วนตัวไปแล้ว 17,000 หยวนเงิน

    เทียบกับซุนยัตเซ็นที่ก่อนปี 1912 ต้องพึ่งเพื่อนบริจาค จำนองบ้าน กู้แก๊งดำ ออกพันธบัตรปฏิวัติ — ความใจป้ำของพ่อใหญ่โซเวียตห่างชั้นกันลิบ

    ส่ง “ผู้เชี่ยวชาญก่อการ” จากอินโดนีเซียมาช่วย

    เพราะวอยทินสกี้ขาดประสบการณ์การก่อการ ก่อนหน้านี้เคยอยู่ในอเมริกาและแคนาดาที่เป็นฐานทุนนิยม คอมมิวนิสต์โซเวียตจึงส่งผู้เชี่ยวชาญอีกคนมาช่วยคือ มาริง (Maring)

    มาริงเป็นชาวเนเธอร์แลนด์ อายุ 18 ปีก็จัดการนัดหยุดงานหลายครั้งในเนเธอร์แลนด์ ต่อมาบุกไปถึงอาณานิคมดัตช์อีสต์อินดี้ หรืออินโดนีเซียในปัจจุบัน ช่วยคนท้องถิ่นตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ต่อต้านรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ — พฤติกรรมนี้ในยุคปัจจุบันถือเป็น “การก่อการร้าย” เต็มขั้น

    ในปี 1921 มาริงถูกส่งมาจีนเพื่อช่วยพรรคคอมมิวนิสต์จีนทำกิจกรรมก่อกบฏอย่างเป็นระบบ

    การประชุมใหญ่ครั้งที่ 1 — โซเวียตจ่ายให้ทุกบาททุกสตางค์

    เดือนกรกฎาคม 1921 การประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 1 จัดขึ้นที่เขตสัมปทานฝรั่งเศสในเซี่ยงไฮ้ มีผู้เข้าร่วมเพียง 13 คน

    แต่ความใจป้ำของพ่อใหญ่โซเวียตยังเต็มเปี่ยม ค่าสถานที่ ค่าที่พัก ค่าอาหาร ทุกอย่างโซเวียตจ่ายให้หมด แถมยังจ่ายค่าเหนื่อยให้ผู้เข้าร่วมแต่ละคน 100 หยวนเงิน

    สำหรับเหมาเจ๋อตงที่เงินเดือนเพียง 8 หยวนเงิน การไปเซี่ยงไฮ้ประชุมครั้งนี้เท่ากับได้รับเงินเดือนกว่า 1 ปี — สงสัยว่าเหมาไปประชุมเพื่อรับเบี้ยเลี้ยงค่าเดินทางหรือเปล่า

    ทุกวันนี้พอพูดถึงการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ คนหลายคนนึกภาพชาวนาและนักศึกษาจนๆ คนละหนึ่งบาทรวมกันมาทำการปฏิวัติ กัดขนมปังลูกข้าวฟ่างก่อกบฏ

    ความจริงไม่ใช่แบบนั้นเลย ความจริงคือพรรคคอมมิวนิสต์จีนใช้เงินมหาศาลจากโซเวียตอย่างสบายๆ ในการก่อตั้งพรรค และตั้งแต่ต้นจนจบ มันคือเกมที่พ่อใหญ่โซเวียตวางหมาก — วอยทินสกี้คือแม่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน มาริงคือพ่อ โซเวียตคือปู่ คอมินเทิร์นคือย่า

    ที่น่าสนใจคือ ทั้งวอยทินสกี้และมาริง ทั้งสองคนเป็นชาวยิวโดยเชื้อสาย — พวก “ชมพูเล็ก” ในจีนที่ทุกวันนี้พอเห็นเนื้อหาที่เป็นมิตรกับอิสราเอลก็แปะป้ายว่า “ถูกอิทธิพลต่างชาติแทรกซึม” — ถ้าจะรวมคำว่า “ชาวยิว + อิทธิพลต่างชาติ” เข้าด้วยกันแล้ว องค์กรที่เข้าข่ายมากที่สุดก็คือพรรคคอมมิวนิสต์จีนเอง

    “งบประมาณประจำ” ระดับสิบล้านต่อปี

    ตั้งแต่ปี 1921-1931 ตลอด 10 ปีเต็ม คอมมิวนิสต์โซเวียตจ่ายเงินให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนปีละอย่างต่ำระดับสิบล้านหยวน และนี่คือเพียง “งบประมาณประจำ” เท่านั้น คือเงินที่ใช้ในการดำเนินงานปกติของพรรค

    ถ้าจะให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนทำ “โครงการพิเศษ” ต้องจ่ายเพิ่ม KPI ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนซึ่งเป็น “ร้านสาขาแฟรนไชส์” ของโซเวียตชัดเจนมาก — สร้างความปั่นป่วนในจีนให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ทำให้สาธารณรัฐจีนวุ่นวายไปหมด

    ก่อจลาจล นัดหยุดงาน ก่อการกำเริบ — ทุกครั้งที่เสร็จโครงการก็ขอเบิกงบครั้งต่อไป ยิ่งวุ่นวาย ยิ่งได้เงินเยอะ

    ตัวอย่างเช่น 2 เดือนก่อนการลุกฮือเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงปี 1927 ที่เหมาแพ้แล้วหนีขึ้นภูเขาจิ่งกังซานไปเป็นโจร คอมินเทิร์นจ่ายงบ 39,500 หยวนเงิน และก่อนปฏิบัติการเริ่มต้นไม่กี่วันก็เพิ่มงบเฟส 2 อีก 10,000 หยวนเงิน

    เป็นโจรปล้นทั้งชีวิตยังไม่เท่าเงินที่พ่อใหญ่โซเวียตจ่ายให้

    “การลุกฮือหนานชาง 1 ส.ค.” — ปฏิบัติการระดับมหาศาล

    แต่ที่ “หนัก” ที่สุดคือ การลุกฮือหนานชาง 1 ส.ค. 1927 โซเวียตจ่ายให้กลุ่มของโจวเอินไหลครั้งเดียว 700,000 หยวนเงิน แถมยังให้:

    ปืนไรเฟิล 15,000 กระบอก, กระสุน 10 ล้านนัด, ปืนกล 30 กระบอก, ปืนใหญ่บนภูเขา 4 กระบอก

    อาวุธชุดนี้เหนือกว่ากองทัพหนึ่งกองพลของก๊กมินตั๋งในยุคนั้นเสียด้วยซ้ำ ตามราคาตลาดในของโซเวียตเอง อาวุธชุดนี้มีมูลค่าประมาณ 1.1 ล้านหยวนเงิน

    ในปี 1927 ทั้งปีโซเวียตสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์จีนรวมประมาณ 50-100 ล้านหยวนเงิน ในขณะที่เงินที่ “พรรคคอมมิวนิสต์ระดมจากประชาชนและสมาชิก” ที่ถูกโฆษณาเสมอมา มีเพียงประมาณ 3,000 หยวนเงินต่อปี — เทียบกับงบรวมหลายสิบล้าน เงินค่าสมาชิกเองมีเพียงเศษเสี้ยวที่แทบมองไม่เห็น

    ในรายงานทางการเมืองของการประชุมใหญ่ครั้งที่ 3 ปี 1923 เฉินตู๋ซิ่วพูดด้วยปากตัวเองว่า “งบของพรรคเกือบทั้งหมดมาจากคอมินเทิร์น เงินค่าสมาชิกที่สมาชิกเองจ่ายมีน้อยมาก”

    ถ้าไม่มีโซเวียต สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนแค่ออกไปร้องคาราโอเกะหรือสังสรรค์ก็ต้องลงบัญชีเชื่อ

    พรรคคอมมิวนิสต์จีนหัวเรียวเอาเงินซ้ำ

    ความฟุ้งเฟ้อใช้จ่ายของพรรคคอมมิวนิสต์จีนรวมกับความล้มเหลวหลังการลุกฮือหนานชาง 1927 ทำให้พ่อใหญ่โซเวียตหน้าหงายอยู่พักหนึ่ง

    เดือนกุมภาพันธ์ 1928 อัลเบรชต์ (Albrecht) ผู้รับผิดชอบบริหารงบประมาณของจีนกลับมามอสโกเขียนจดหมายถึงปยัตนิตสกี้ (Pyatnitsky) หัวหน้าคอมินเทิร์น ประโยคแรกคือ “หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่สุดที่ผมต้องกลับมามอสโกคือเรื่องการจ่ายเงินให้พรรคคอมมิวนิสต์จีน”

    อัลเบรชต์ระบุในจดหมายว่า สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนใช้ทุกข้ออ้างเพื่อขอเงิน เกือบทุกเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แค่ออกใบปลิว ย้ายคนไปที่ใหม่ หรือใครป่วย — ก็ต้องของบเพิ่มทันที

    ที่หนักกว่านั้นคือ พวกเขาใช้ “ช่องว่างของข้อมูล” เพราะคอมินเทิร์นมีหลายช่องทางจ่ายเงิน ทั้งสำนักประสานงาน คณะกรรมการบริหาร องค์กรทหาร ฯลฯ พรรคคอมมิวนิสต์จีนก็ใช้ช่องโหว่ตรงนี้ขอเบิกเงินซ้ำหลายครั้งจากหลายช่องทาง บางโครงการเบิกซ้ำซาก มือซ้ายจ่ายมือขวาจนนับไม่ถ้วน

    นอกจากนั้นยังมี กลยุทธ์ “ปรับตัวให้เข้ากับลูกค้า” ตัวแทนคอมินเทิร์นคนไหนสนใจเรื่องการก่อจลาจล สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนก็จะเขียนรายงานเน้นเรื่องการเตรียมก่อจลาจล แต่ถ้าตัวแทนคนไหนสนใจเรื่องการจัดตั้งองค์กร พวกเขาก็จะสลับเล่าเรื่องความก้าวหน้าของการสร้างองค์กรและอัตราการเติบโตของสมาชิกแทน

    ที่ทำให้อัลเบรชต์โกรธที่สุดคือ เติ้งจงเซี่ย (邓中夏) เลขาธิการพรรคในเซี่ยงไฮ้ พอไม่ได้เงินก็เริ่มขู่กรรโชก ปล่อยข่าวลือว่า “โซเวียตเอาเงินไปให้ขุนศึก ไม่ให้พรรคคอมมิวนิสต์จีน” หรือ “โซเวียตทอดทิ้งพรรคคอมมิวนิสต์จีนแล้ว” และก่อกวนแบบฮิสทีเรีย โทษว่าโซเวียตขี้เหนียวจนทำให้สหายถูกจับ

    ทั้งที่ความจริงคือ ผู้บริหารระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์จีนตอนนั้นพักอยู่ในบ้านหรูในย่านทองคำของเซี่ยงไฮ้ มีเงินค่า “พี่เลี้ยงเด็ก” ทุกเดือน จนกระทั่งปี 1928 หลังอัลเบรชต์กลับมารายงานที่มอสโกและตัดงบบางส่วน ผู้บริหารระดับสูงถึงยอมยกเลิกค่าพี่เลี้ยงเด็ก

    “มาร์กซ์” ตัวแทนการเงินที่เอาเงินไปเล่นหุ้น

    เมื่อมีการตัดงบ ในปี 1928-1929 ความขัดแย้งเรื่องเงินระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์จีนและตัวแทนโซเวียตยกระดับจาก “การปะทะกันด้วยปาก” ไปสู่ “Mortal Kombat” ของจริง

    เลขาธิการคนใหม่เซี่ยงจงฟา (项忠发) เลือกที่จะข้ามคอมินเทิร์นเขียนจดหมายตรงถึงสตาลินขอความเห็นใจ บอกว่า “หลังการประชุมใหญ่ครั้งที่ 6 สมาชิกพรรคถูกฆ่าและจับกุมเพิ่มขึ้นมาก กรรมการมณฑล 21 จังหวัดถูกก๊กมินตั๋งทำลาย ทั้งหมดเพราะขาดงบ”

    สตาลินก็ใจอ่อน อนุมัติเพิ่มงบจำนวนมาก แต่ไม่บังเอิญพรรคคอมมิวนิสต์จีนก็เจอ “คนหนัก” เข้ากับตัวแทนคอมินเทิร์นชื่อ “มาร์กซ์ (Marx)” ที่ดูแลการเงินในเซี่ยงไฮ้

    มาร์กซ์คงคิดว่าทำงานเป็นบัญชีน่าเบื่อ จึงเอาเงินที่คอมินเทิร์นโอนมาไปทำธุรกิจ หวังใช้ภูมิปัญญาคอมมิวนิสต์ตีตลาดทุนนิยม เปลี่ยนเงินสดเป็นสินค้าผ่านบริษัทบังหน้า รอราคาสินค้าขึ้นแล้วค่อยขายแล้วจ่ายเงินให้พรรคคอมมิวนิสต์จีน

    ผลปรากฏว่า ทุนนิยมตีกลับมาร์กซ์ สินค้าค้างสต็อกขายไม่ออก ปี 1930 พอโจวเอินไหลมาทวงเงิน มาร์กซ์ตอบหน้าด้านๆ ว่า “เงินไม่มี แต่ในโกดังมีสินค้าค้างมูลค่า 140,000 ดอลลาร์ ขายไม่ออก จะเอาสินค้าไปแทนเงินไหม?”

    ถึงเดือนกันยายน 1930 มาร์กซ์ค้างจ่ายพรรคคอมมิวนิสต์จีนรวมประมาณ 340,000 หยวนเงิน

    ดีที่ตอนนั้นพรรคคอมมิวนิสต์จีนยังมีคนพูดภาษารัสเซียได้ พฤติกรรมของมาร์กซ์ถูกฟ้องไปถึงสตาลิน ผลคือมาร์กซ์ถูกย้ายงานความเร็วแสง หลังจากนั้นการจ่ายเงินก็ค่อยกลับมาเป็นปกติ

    พรรคคอมมิวนิสต์จีนที่แท้จริง: “สาขาจีนของคอมินเทิร์น”

    แม้กระบวนการหว่านเงินของโซเวียตจะมีกลิ่นทุนนิยมและการคอร์รัปชั่นปนๆ บ้าง แต่ภาพรวมสตาลินและโซเวียตใจป้ำมาก เห็นการที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนทุกวันนี้ยังส่งนักเรียนประถมไปสวนสนามที่วลาดิวอสต็อก ก็เข้าใจได้ — นั่นไม่ใช่การสวนสนามแต่เป็นการทดแทนบุญคุณ

    แน่นอนว่าโซเวียตไม่ได้ใจดีฟรีๆ การสร้างคอมินเทิร์นภายใต้ธงลัทธิคอมมิวนิสต์ ไม่ใช่เพื่อ “ปลดปล่อยชนชั้นกรรมาชีพทั่วโลก” ถ้าโซเวียตมีอุดมการณ์สูงขนาดนั้นจริง สตาลินก็คงไม่ไปแบ่งโปแลนด์กับฮิตเลอร์ — โซเวียตเพียงใช้คอมินเทิร์นเป็นเครื่องมือเปลี่ยนประเทศอื่นเป็นรัฐหุ่นเชิดอย่างถูกต้องตามกติกา

    ในการประชุมใหญ่ครั้งที่ 2 ปี 1922 พรรคคอมมิวนิสต์จีนผ่านมติ “พรรคคอมมิวนิสต์จีนเข้าร่วมคอมินเทิร์น” อย่างเป็นทางการ ระบุชัดเจนว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นสาขาของคอมินเทิร์น — ตามนิยามองค์กรตั้งแต่ต้นจนจบคือหุ่นเชิดของผู้อื่น เป็นผู้ใต้บังคับบัญชา

    การเปลี่ยนแปลงระดับผู้บริหาร แนวทางสำคัญ ทุกอย่างต้องรายงานต่อมอสโกและรอการอนุมัติจากคอมินเทิร์น

    ในประเด็นสำคัญ พรรคคอมมิวนิสต์จีนเข้าข้างโซเวียตเสมอ:

    ปี 1924 เมื่อโซเวียตยุยงให้มองโกเลียนอกประกาศเอกราช รัฐบาลเป่ยหยางทางเหนือถูกบีบให้ยอมรับ แต่ขณะที่ทั้งประเทศจีนสามัคคีประณามโซเวียต พรรคคอมมิวนิสต์จีนกลับสนับสนุนโซเวียตอย่างเด็ดเดี่ยว

    ปี 1929 เหตุการณ์ทางรถไฟตะวันออกของจีน — จางเสวียเหลียง (张学良) พยายามทวงคืนทางรถไฟที่โซเวียตยึดครองอยู่ โซเวียตฉวยโอกาสบุกแมนจูเรีย เจียงไคเช็กแสดงท่าทีแข็งกร้าวระดมกองทัพกลางต้านทาน — แต่พรรคคอมมิวนิสต์จีนกลับชู “สโลแกนปกป้องโซเวียตด้วยอาวุธ” จัดการเดินขบวนต่อต้านก๊กมินตั๋ง สนับสนุนโซเวียต ภายใต้การนำของหลิวป๋อเฉิง (刘伯承) และเย่เจี้ยนอิง (叶剑英) ยังจัดตั้ง “กองโจรกรรมกรตะวันออกไกล” โจมตีกองทัพก๊กมินตั๋งและจางเสวียเหลียง

    ขอบคุณเจียงไคเช็กที่ตอนนั้นใจแข็ง ไม่อย่างนั้นวลาดิวอสต็อก ซึ่งในภาษารัสเซียแปลว่า “ครองตะวันออก” ก็คงไม่ได้อยู่แค่ที่ทะเลญี่ปุ่น แต่อาจจะอยู่ที่ต้าเหลียนแล้ว

    เฉินตู๋ซิ่วเป็นคนเดียวที่ออกมาคัดค้านสโลแกน “ปกป้องโซเวียตด้วยอาวุธ” บอกว่าลัทธิคอมมิวนิสต์ไม่ควรอยู่เหนือผลประโยชน์ชาติ ผลคือเดือนพฤศจิกายน 1929 พรรคคอมมิวนิสต์จีนขับไล่เฉินตู๋ซิ่วออกจากพรรคด้วยความเร็วแสง

    1945: ของขวัญจากพ่อใหญ่โซเวียต — ทรัพยากรอุตสาหกรรมแมนจูกัวทั้งหมด

    มาถึงสงครามกลางเมืองครั้งที่ 2 ปี 1945 ทำไมพรรคคอมมิวนิสต์จีนถึงเป็นฝ่ายชนะ? ในตำราเรียนมีเหตุผลเชิงโวหารมากมาย เช่น “ลัทธิคอมมิวนิสต์เหนือกว่า” หรือ “ก๊กมินตั๋งสูญเสียใจประชาชน” ฯลฯ

    แต่มีเหตุผลสำคัญหนึ่งที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนไม่เคยเอ่ยถึง — พรรคได้รับ “ของขวัญแพ็คใหญ่จากฟ้า” จากพ่อใหญ่โซเวียตในปี 1945

    วันที่ 9 สิงหาคม 1945 ญี่ปุ่นที่หมดสภาพแล้วตัดสินใจจะยอมจำนน รัฐแมนจูกัวล่มสลายตามไปด้วย ขณะนั้นโซเวียตก็ขึ้นบกที่แมนจูกัว

    แมนจูกัวสำคัญมาก ไม่ใช่อย่างที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนโฆษณาว่าญี่ปุ่นเข้ามาแล้วทำลายล้างทุกอย่าง ความจริงคือญี่ปุ่นต้องการทำให้แมนจูกัวเป็นส่วนหนึ่งของญี่ปุ่นจริงๆ และพัฒนาอย่างจริงจัง

    ในปี 1945 แมนจูกัวมีระบบอุตสาหกรรมที่ครบถ้วน:

    • ผลิตถ่านหิน เหล็กดิบ เหล็กกล้า ไฟฟ้า กว่า 70% ของผลผลิตทั้งประเทศจีน
    • บางอย่างถึง 90% ของผลผลิตทั้งหมด
    • กำลังการผลิตอุตสาหกรรมหนักกว่า 80% ของประเทศ
    • ครึ่งหนึ่งของระยะทางรถไฟทั้งประเทศ

    แมนจูกัวกลายเป็นพื้นที่ที่อุตสาหกรรมเจริญที่สุดในเอเชียทั้งทวีปหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะไม่ถูกอเมริกาทิ้งระเบิดเหมือนแผ่นดินญี่ปุ่น

    ในด้านการทหาร “กองทัพควันตง” ของญี่ปุ่นปลายสงครามแทบไม่ได้ปะทะกับใคร พอจักรพรรดิประกาศยอมจำนนก็ยอมจำนนตาม อาวุธมาตรฐานญี่ปุ่นจำนวนมหาศาล รวมทั้งเครื่องบินและรถถังถูกทิ้งไว้ในแมนจูกัว

    “การโจมตีเซอร์ไพรส์” ของหลิวเส้าฉี

    โซเวียตเล่นเกม 2 หน้า:

    • หน้าหนึ่ง บอกเจียงไคเช็กว่า “ลงนามสนธิสัญญาจีน-โซเวียต ยอมรับเอกราชมองโกเลียนอกแล้วฉันจะคืนแมนจูเรียให้”
    • อีกหน้า สั่งลูกชายแท้ๆ คือพรรคคอมมิวนิสต์จีนให้รีบไปแมนจูกัว “เก็บอาวุธ”

    ขณะที่เจียงไคเช็กกำลังเจรจากับโซเวียต หลิวเส้าฉีก็ส่งกองทัพ 100,000 คนเดินทางความเร็วแสงสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อไม่ให้เจียงไคเช็กไหวตัว หลิวเส้าฉีสั่งให้ทหารไม่พกอาวุธ แต่งกายเป็นชุดธรรมดาแสร้งเป็น “กรรมกร”

    ผลที่ได้ในแมนจูเรีย:

    ที่เสิ่นหยางที่เดียว: ปืนไรเฟิล 20,000+ กระบอก, ปืนใหญ่นานาขนาด 150+ กระบอก

    ที่ฉางชุน, ฮาร์บิน, ฝู่ซุ่น: อาวุธอีกหลายชุด

    ตามบันทึกของจอมพลโซเวียต วาซิเลฟสกี (Vasilevsky) เพียงแค่กองทัพภาคที่ 1 และ 2 ส่งมอบให้พรรคคอมมิวนิสต์จีน:

    • ปืนใหญ่ 3,700 กระบอก
    • รถถัง 600+ คัน
    • เครื่องบิน 861 ลำ
    • ปืนกล 1,200+ กระบอก

    ปริมาณนี้เพียงพอต่อการติดอาวุธให้กับ 1 กลุ่มกองทัพของนาซีเยอรมนีในช่วงกลางสงคราม

    นอกจากอาวุธ โซเวียตยังสั่งให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนเข้าควบคุมโรงงานผลิตอาวุธ เช่น ที่ต้าเหลียน ในช่วงสงครามกลางเมือง ระบบอุตสาหกรรมการทหารทั้งหมดของต้าเหลียนผลิต:

    • เครื่องแบบทหาร 300,000 ชุด
    • รองเท้าทหาร 230,000 คู่
    • กระสุนปืนใหญ่ 500,000+ นัด
    • ชนวน 800,000+ ชิ้น
    • ดินปืนไร้ควัน 450 ตัน
    • กระสุนครก 120 ล้านนัด
    • และอื่นๆ

    ในขณะเดียวกัน เจียงไคเช็กและรัฐบาลก๊กมินตั๋ง โดนอเมริกาคว่ำบาตรอาวุธ

    บทสรุป: “อิทธิพลต่างชาติ” ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

    ดังนั้น “ตำนานข้าวฟ่างปะทะปืนไรเฟิล” ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนไม่เคยมีอยู่จริง มีเพียงการสนับสนุนทุ่มสุดตัวจากพ่อใหญ่โซเวียตเท่านั้น

    แม้บทความนี้ทั้งหมดจะวิจารณ์พรรคคอมมิวนิสต์จีนที่ปากร้องสู้ “อิทธิพลต่างชาติ” แต่ตัวเองคือ “อิทธิพลต่างชาติ” ที่ใหญ่ที่สุดในจีน — แต่จริงๆ แล้ว “อิทธิพลต่างชาติ” ในบางครั้งก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย คำนี้ถูกตีตราเสื่อมเสียอย่างรุนแรง

    ลองดูซุนยัตเซ็น ก่อนปี 1912 ขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลอังกฤษ อเมริกา ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น ทั้งหมดถูกปฏิเสธ เพราะประเทศเหล่านี้สนใจแค่ผลประโยชน์การค้าจากราชวงศ์ชิง รัฐบาลอังกฤษถึงขั้นเคยขับไล่ซุนยัตเซ็นออกจากฮ่องกง ห้ามทำกิจกรรมในอาณานิคมอังกฤษ ส่วนญี่ปุ่นก็ขายชาติซุนยัตเซ็นทันทีที่ได้ผลประโยชน์ในปี 1907

    ถ้าซุนยัตเซ็นได้รัฐบาลต่างชาติที่ทุ่มเทเหมือนที่โซเวียตทุ่มให้พรรคคอมมิวนิสต์จีน ราชวงศ์ชิงก็คงล่มสลายเร็วกว่านั้นมาก

    และ “ความเป็นเอกราช” ก็ไม่ได้รับผลกระทบมากนักหลังจากความสำเร็จ — พรรคคอมมิวนิสต์จีนหลังก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนก็แตกหักกับโซเวียตอย่างรวดเร็ว ความสัมพันธ์จีน-โซเวียตเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว เพียงแต่เพราะธรรมชาติชั่วร้ายของพรรคคอมมิวนิสต์จีน หลังเลิกฟังโซเวียตก็ไม่ได้กลายเป็นมนุษย์ขึ้นมา

    ปัจจุบันสหรัฐมีหน่วยงานสนับสนุนชื่อ NED (National Endowment for Democracy) แต่งบประมาณรวมต่อปีเพียง 300 ล้านดอลลาร์ ต้องแบ่งให้ทั่วโลก และส่วนใหญ่สนับสนุนโครงการสิทธิมนุษยชน ไม่ใช่โครงการต่อต้านคอมมิวนิสต์

    ปัจจุบันสหรัฐยังอยู่ในสภาพคล้ายปี 1912 ที่ไม่อยากทำให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนโกรธ ยังอยากทำการค้ากับพรรคคอมมิวนิสต์จีน ผมอยากแนะนำให้สหรัฐเรียนรู้จากคอมินเทิร์น แสดงความรับผิดชอบของมหาอำนาจ อย่าไร้ความรับผิดชอบขนาดนั้น

    “อิทธิพลต่างชาติ” ไม่เพียงต้องการ แต่ต้องสนับสนุนอย่างเปิดเผย

    ที่มา: ช่อง YouTube “หน้าเหลี่ยมโตรอนโต” (多伦多方脸 / Toronto Bigface) https://x.com/torontobigface

    อ่านฉบับเต็มได้ที่ลิงก์ : https://www.facebook.com/share/p/1Ave9L8F51/?mibextid=wwXIfr

    https://m.facebook.com/story.php?st...EvchWfeooDl&id=61577436854199&mibextid=ZbWKwL
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,662
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ทรัมป์ "ไม่ยอมรับคำตอบของอิหร่านที่ส่งกลับมา"
    ปธน.ทรัมป์ โพสต์ผ่านโซเชียล แสดงความเห็นครั้งแรกนับตั้งแต่มีข่าวว่า อิหร่าน ได้ส่งคำตอบต่อข้อเสนอของสหรัฐฯ ผ่านตัวกลางชาวปากีสถาน โดยได้กล่าวหาอิหร่านว่า “กำลังเล่นเกม” และเตือนว่า “พวกเขาจะไม่หัวเราะได้อีกต่อไป!”

    แม้ว่าทรัมป์จะไม่ได้กล่าวถึงข้อเสนอดังกล่าวโดยตรง แต่ก็สามารถสรุปได้ว่าคำตอบที่อิหร่านส่งมานั้นน่าจะไม่เป็นที่ยอมรับของรัฐบาลสหรัฐฯ เนื่องจากประธานาธิบดีแสดงความวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงต่อ "เกม" ที่อิหร่านเคยเล่นกับรัฐบาลชุดก่อนๆ เพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์

    “อิหร่านได้เล่นเกมกับสหรัฐอเมริกาและทั่วโลกมาเป็นเวลา 47 ปี (ถ่วงเวลา ถ่วงเวลา ถ่วงเวลา!) และในที่สุดก็ “เจอขุมทรัพย์” เมื่อ บารัค ฮุสเซน โอบามา ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เขาไม่เพียงปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างดี แต่ดีมากถึงขั้นเข้าข้างพวกเขา ละทิ้งอิสราเอลและพันธมิตรอื่น ๆ ทั้งหมด และมอบโอกาสครั้งใหญ่และทรงพลังให้อิหร่านได้มีชีวิตใหม่

    เงินหลายแสนล้านดอลลาร์ รวมถึงเงินสด 1.7 พันล้านดอลลาร์ในธนบัตรใหม่ ถูกขนส่งทางเครื่องบินไปยังกรุงเตหะราน และส่งมอบให้พวกเขาอย่างง่ายดาย ธนาคารทุกแห่งในวอชิงตัน ดี.ซี. เวอร์จิเนีย และแมรีแลนด์เหมือนถูกกวาดเงินจนหมด มันเป็นเงินจำนวนมหาศาลจนเมื่อไปถึง กลุ่มอันธพาลอิหร่านไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะทำอย่างไรกับมัน พวกเขาไม่เคยเห็นเงินมากขนาดนี้มาก่อน และจะไม่มีวันได้เห็นอีก

    เงินถูกขนลงจากเครื่องบินในกระเป๋าเดินทางและกระเป๋าถือ และชาวอิหร่านแทบไม่เชื่อโชคของตนเอง พวกเขาพบ “คนที่ถูกหลอกได้ง่ายที่สุด” ในรูปแบบของประธานาธิบดีอเมริกันที่อ่อนแอและโง่เขลา เขาเป็นหายนะในฐานะ “ผู้นำ” ของเรา แต่ก็ยังไม่แย่เท่ากับ “โจ ไบเดน ผู้ขี้เซา”!

    ตลอด 47 ปีที่ผ่านมา อิหร่านได้คอยหลอกล่อเรา ทำให้เราต้องรอ ฆ่าประชาชนของเราด้วยระเบิดริมถนน ปราบปรามการประท้วง และล่าสุดสังหารผู้ประท้วงผู้บริสุทธิ์ที่ไม่มีอาวุธถึง 42,000 คน พร้อมทั้งหัวเราะเยาะประเทศของเราที่ตอนนี้ “ยิ่งใหญ่อีกครั้ง” แต่พวกเขาจะไม่หัวเราะอีกต่อไป!

    ประธานาธิบดี โดนัลด์ เจ. ทรัมป์”


    https://www.facebook.com/share/p/1B8UjTKQjB/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,662
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เนทันยาฮูให้สัมภาษณ์สื่ออเมริกัน:
    สงครามกับอิหร่านยังไม่จบ เพราะต้องกำจัดยูเรเนียมเสริมสมรรถนะออกจากอิหร่าน

    ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่าเขาต้องการเข้าไปและนำมันออกมา
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,662
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ทรัมป์กล่าวถึงยูเรเนียมของอิหร่าน:
    เราจะต้องได้ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะของอิหร่านในสักวันหนึ่ง เมื่อใดก็ตามที่เราต้องการ

    เราได้เฝ้าระวังพื้นที่นั้นไว้แล้ว ผมเคยทำโครงการที่เรียกว่า "กองกำลังอวกาศ" และพวกเขากำลังเฝ้าดูพื้นที่นั้นอยู่ หากใครเดินเข้าไป พวกเขาสามารถบอกชื่อ ที่อยู่ และหมายเลขประจำตัวของเขาได้

    หากใครเข้าใกล้สถานที่นั้น เราจะรู้ และเราจะระเบิดเขา

     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • A.mp4
      ขนาดไฟล์:
      686.9 KB
      เปิดดู:
      16
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,662
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ⚠️ Breaking: ปักกิ่งเคาะแล้ว 13–15 พ.ค. นี้! ซัมมิตที่จะกำหนดน้ำมัน แร่หายาก และไต้หวันในปีนี้

    สวัสดีค่ะทุกคน รัฐบาลจีนเพิ่งออกมายืนยันอย่างเป็นทางการแล้วว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะเดินทางเยือนจีนในระดับ “การเยือนแห่งรัฐ” (state visit คือการเยือนระดับสูงสุดในทางการทูตที่ผู้นำประเทศหนึ่งเดินทางไปเป็นแขกของอีกประเทศหนึ่งอย่างเป็นทางการ) ระหว่างวันที่ 13–15 พฤษภาคมนี้ ตามคำเชิญของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง โดยสำนักข่าวซินหัวซึ่งเป็นกระบอกเสียงทางการของจีน ได้อ้างคำแถลงของโฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

    สิ่งที่ทำให้ทริปนี้น่าจับตาเป็นพิเศษ คือมันคือการมาเยือนจีนครั้งแรกของประธานาธิบดีสหรัฐในรอบเกือบ “หนึ่งทศวรรษ” เพราะครั้งสุดท้ายที่ทรัมป์เหยียบแผ่นดินจีนก็คือปี 2017 และทริปนี้ก็เคยถูกเลื่อนมาแล้วหนึ่งครั้งเพราะสงครามอิหร่านที่ยังคุกรุ่นอยู่

    ก่อนหน้านี้ทำเนียบขาวเคยเปิดเผยว่าการประชุมจะมีขึ้นในวันที่ 14–15 พฤษภาคม ส่วนทางจีนนั้นไม่เคยออกมาประกาศหรือแสดงความเห็นเกี่ยวกับกำหนดการในเดือนเมษายนที่เลื่อนไปก่อนหน้านี้เลย ซึ่งเป็นไปตามธรรมเนียมของจีนที่จะแถลงแผนการเดินทางของผู้นำระดับสูงเพียงไม่กี่วันล่วงหน้าเท่านั้น เหตุผลหลักคือเรื่องความปลอดภัย แหล่งข่าววงในยังเล่าด้วยว่ารัฐบาลของสีจิ้นผิงค่อนข้างระมัดระวังที่จะเดินหน้าทริปนี้ จนกว่าสงครามที่ตอนนี้ลากยาวเข้าสู่เดือนที่สามแล้วจะมีบทสรุปที่ชัดเจน

    ฉากหลังสุดร้อน: สงครามที่ยังไม่จบ และ ceasefire ที่เปราะบาง

    บรรยากาศของการเยือนครั้งนี้ไม่ได้สวยงามเหมือนทริปทางการทูตทั่วไป เพราะทั้งทรัมป์และอิหร่านต่างปฏิเสธข้อเสนอสันติภาพล่าสุดของอีกฝ่ายไปแล้ว ขณะที่ทั้งสองประเทศก็พยายามรักษา “การหยุดยิงที่เปราะบาง” (ceasefire คือข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว ซึ่งคำว่า “fragile” ที่ใช้กันบ่อยๆ หมายถึงพร้อมจะแตกหักเมื่อไหร่ก็ได้) เอาไว้ให้นานที่สุด

    จุดที่ทำให้เรื่องนี้สำคัญกับจีนเป็นพิเศษคือ จีนนั่งอยู่ในตำแหน่งที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะเป็นทั้ง “หนึ่งในผู้สนับสนุนทางการทูตรายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน” และเป็น “ผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน” ในเวลาเดียวกัน ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีนจึงตึงขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เพราะรัฐบาลทรัมป์เองยังหาทางจบสงครามที่กลายเป็นต้นเหตุของวิกฤตพลังงานโลกไม่ได้

    ️ ปมเดือดเรื่องโรงกลั่นจีน 5 แห่ง

    ประเด็นที่ทำให้ความสัมพันธ์สหรัฐ–จีนระอุขึ้นมาในช่วงนี้คือเรื่องของ “การคว่ำบาตร” ค่ะ โดยกระทรวงการคลังสหรัฐ (US Treasury) เพิ่งคว่ำบาตรโรงกลั่นน้ำมันเอกชนจีนไปถึง 5 แห่ง รวมถึงโรงกลั่นที่เป็นหนึ่งในรายใหญ่ที่สุดของประเทศ ในข้อหา “กลั่นน้ำมันดิบจากอิหร่าน”

    ที่น่าสนใจคือการตอบโต้ของจีนแตกต่างจากที่ผ่านมาอย่างชัดเจน เพราะปักกิ่งออกมา “ท้าทายอย่างไม่เคยมีมาก่อน” โดยสั่งให้บริษัทจีนเพิกเฉยต่อการคว่ำบาตรของสหรัฐ นี่คือท่าทีที่แข็งกร้าวที่สุดเท่าที่เคยเห็น แต่ในอีกมุมหนึ่ง หน่วยงานกำกับดูแลภาคการเงินของจีนเองก็แอบส่งสัญญาณกับธนาคารรัฐวิสาหกิจรายใหญ่อย่างเงียบๆ ให้ “พักการปล่อยสินเชื่อใหม่” แก่โรงกลั่นที่ถูกขึ้นบัญชีดำเหล่านี้ ซึ่งสะท้อนภาพคลาสสิกของวิธีคิดแบบจีน คือพูดอย่างหนึ่งบนเวที แต่บริหารความเสี่ยงในทางปฏิบัติอีกอย่างหนึ่ง

    ก่อนทรัมป์จะเหยียบจีนเพียงหนึ่งสัปดาห์ จีนยังโชว์พลังความสัมพันธ์อันแนบแน่นกับเตหะรานด้วยการต้อนรับรัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่านอย่างเอิกเกริก เป็นการส่งสารแบบเงียบๆ แต่ดังกึกก้องว่า “เรายังจับมือกันแน่น”

    ช่องแคบฮอร์มุซ: หัวใจของวิกฤตพลังงานโลก

    วาระสำคัญที่นิคกี้คาดว่าจะอยู่บนโต๊ะแน่นอนคือเรื่อง “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งทั้งสหรัฐและจีนต่างก็อยากให้กลับมาเปิดใช้งานเหมือนเดิม เพราะก่อนเกิดสงคราม “น้ำมันและก๊าซธรรมชาติของทั้งโลกถึง 1 ใน 5 ไหลผ่านจุดนี้” หมายความว่าถ้าฮอร์มุซยังปิด ราคาน้ำมันจะยังถูกบีบให้อยู่ในระดับสูง และเงินเฟ้อด้านพลังงานก็จะยังเป็นแรงกดดันให้กับทุกประเทศที่ต้องนำเข้าน้ำมัน รวมถึงไทยเราด้วย

    คำถามใหญ่สำหรับเกมการทูตครั้งนี้คือ “จีนพร้อมจะกดดันเตหะรานหรือไม่ และจะเรียกอะไรเป็นการแลกเปลี่ยน (quid pro quo คือคำลาตินที่หมายถึงการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์อย่างมีเงื่อนไข ทำนองว่าฉันให้สิ่งนี้ เธอต้องให้สิ่งนั้น) จากวอชิงตันบ้าง”

    ♦️Trade Truce และ Rare Earths: ไพ่ในมือสีจิ้นผิง

    อีกหนึ่งวาระที่ตลาดทุนทั่วโลกจับตาคือ “trade truce” หรือ “การพักรบทางการค้า” ที่ผู้นำทั้งสองตกลงกันไว้ที่เกาหลีใต้เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ซึ่งเป็นข้อตกลงที่ผ่อนคลายการควบคุมการส่งออก รวมถึงการส่ง “แร่หายาก” ไปยังสหรัฐ

    แร่หายากกลุ่มนี้สำคัญแค่ไหน? นิคกี้บอกได้เลยว่าสำคัญถึงขั้น “ขาดไม่ได้” เพราะมันเป็นวัตถุดิบในการผลิตของตั้งแต่ iPhone ที่อยู่ในมือเรา ไปจนถึงเครื่องบินรบของกองทัพ การได้มาซึ่งซัพพลายแร่เหล่านี้อย่างมั่นคงจึงเป็นเป้าหมายอันดับต้นๆ ของวอชิงตัน และผู้นำทั้งสองคาดว่าจะพยายามต่ออายุดีลพักรบทางการค้าฉบับนี้ออกไปอีก

    วาระไต้หวัน: ระเบิดเวลาที่ยังไม่หายไป

    อีกประเด็นใหญ่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือเรื่อง “ไต้หวัน” ซึ่งนักวิเคราะห์ชาวจีนระบุว่า ปักกิ่งเป็นกังวลเรื่องที่สหรัฐขายอาวุธให้กับเกาะแห่งนี้ และอาจจะพยายามผลักดันให้รัฐบาลทรัมป์ออกมาแสดงจุดยืน “คัดค้านเอกราชของไต้หวัน” ในระหว่างการประชุม

    ปักกิ่งมองว่าไต้หวันคือดินแดนของจีน และให้คำมั่นว่าจะเข้ายึดครองให้ได้ในที่สุด หากจำเป็นก็จะใช้กำลังด้วย ในขณะที่รัฐบาลในกรุงไทเปปฏิเสธมุมมองนี้อย่างสิ้นเชิง และยืนยันว่าไต้หวันคือประเทศเอกราชโดยพฤตินัย (de facto คือคำลาตินที่หมายถึง “ในความเป็นจริง” แม้ทางกฎหมายระหว่างประเทศจะยังไม่ยอมรับเต็มที่) และสมควรได้รับการยอมรับในเวทีระหว่างประเทศมากกว่านี้

    ดีลธุรกิจชุดใหญ่ และทัพ CEO ระดับโลก

    ปิดท้ายด้วยข่าวที่นักลงทุนชอบฟัง เพราะการประชุมครั้งนี้คาดว่าจะมี “การลงนามดีลธุรกิจชุดใหญ่” หลายฉบับ ตั้งแต่การที่จีนสั่งซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐ ไปจนถึงคำสั่งซื้อเครื่องบินจาก Boeing ซึ่งเป็นแพตเทิร์นที่เราเห็นในทุกครั้งที่ผู้นำสองประเทศนี้พบกัน

    ที่น่าตื่นเต้นยิ่งกว่าคือ “คณะนักธุรกิจอเมริกัน” ที่จะร่วมเดินทางไปกับทรัมป์ในทริปนี้ ตามแหล่งข่าวระบุว่าจะมีระดับ CEO ของบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกไปด้วย ทั้ง Steve Schwarzman ซีอีโอของ Blackstone บริษัทบริหารสินทรัพย์ทางเลือกที่ใหญ่ที่สุดในโลก และ Jane Fraser ซีอีโอของ Citigroup หนึ่งในธนาคารยักษ์ใหญ่ของสหรัฐ การที่บริษัทระดับนี้ส่งคนเบอร์หนึ่งบินตามไปเอง บอกเราชัดๆ ว่าวอลล์สตรีทยังมองเห็น “โอกาสในตลาดจีน” อยู่ไม่น้อย แม้บรรยากาศทางการเมืองจะดูตึงเครียดแค่ไหนก็ตาม

    นิคกี้สรุปสั้นๆ ว่า การประชุมสุดยอดระหว่างวันที่ 13–15 พฤษภาคมนี้ คือเวทีที่จะกำหนดทิศทางของตลาดพลังงาน ตลาดหุ้น และห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีในช่วงครึ่งหลังของปีอย่างมีนัยสำคัญ ใครที่ลงทุนในกลุ่มน้ำมัน เซมิคอนดักเตอร์ หรือสินค้าโภคภัณฑ์ ติดตามข่าวจากปักกิ่งสัปดาห์นี้ให้ดีนะคะ เพราะแค่ประโยคเดียวจากแถลงการณ์ร่วม อาจขยับพอร์ตของเราได้ทั้งพอร์ตเลยทีเดียวค่ะ

    https://www.facebook.com/share/1CadUVBsqV/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,662
    ค่าพลัง:
    +97,153
    MNDAA ข่มขู่ ใครแตะต้องผลประโยชน์จีนต้องรับผิดชอบต่อผลที่ตามมา
    มีรายงานว่าในพื้นที่ควบคุมของกองกำลังโกก้าง (MNDAA) ในรัฐฉานตอนเหนือ ประชาชนในพื้นที่กำลังถูกข่มขู่ว่า หากผู้ใดกระทำการที่ส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของจีนจะต้องเผชิญกับผลลัพธ์ที่รุนแรง

    1. การยึดครองพื้นที่และทุนจีน
    ปัจจุบัน MNDAA ควบคุมหลายเมืองสำคัญ เช่น แสนหวี, ก๊ดขาย, น้ำตู้, มูเซ และน้ำคำ

    มีการเปิดทางให้นักลงทุนชาวจีนเข้ามาอยู่อาศัยและดำเนินธุรกิจในพื้นที่เหล่านี้อย่างกว้างขวาง

    ชาวบ้านระบุว่า MNDAA ได้ประกาศข่มขู่ผู้ที่ขัดขวางหรือต่อต้านการดำเนินธุรกิจของจีนว่าต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

    2. การสูญเสียอัตลักษณ์และสิทธิพลเมือง
    ป้ายทางเข้าเมือง ป้ายร้านค้า และสกุลเงิน ถูกเปลี่ยนเป็นภาษาจีนและเงินหยวนเกือบทั้งหมด

    บัตรประจำตัวประชาชนพม่าที่ออกโดยรัฐบาลกลางกลายเป็นสิ่งไร้ค่า ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่มีสภาพไม่ต่างจากคนต่างชาติในบ้านเกิดของตนเอง

    3. การยึดครองที่ดินอย่างไม่เป็นธรรม
    ดินแดนที่เคยเป็นของชาวไทใหญ่และชาวดะอั้ง (ปะหล่อง) กำลังถูกบังคับซื้อในราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริง

    มีการใช้การข่มขู่เพื่อบังคับให้ชาวบ้านยอมขายที่ดิน
    ตัวอย่างเช่น ที่ดินติดถนนใหญ่ในเมืองแสนหวี พื้นที่ 1 เอเคอร์ มีการซื้อขายกันในราคา (ประมาณ 3000 ล้านจัต) ซึ่งชาวบ้านตกอยู่ในสภาวะที่จำใจต้องขาย

    4. ความล้มเหลวของรัฐบาลและวิกฤตชายแดน
    ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลพม่าทุกยุคสมัยไม่มีกฎหมายที่ชัดเจนในการจัดการกับชาวจีนที่เข้ามากว้านซื้อที่ดิน ทำให้คนท้องถิ่นถูกกดขี่และสูญเสียสิทธิในฐานะพลเมือง

    แม้ปัจจุบันจีนจะมีการขยายรั้วชายแดนรุกล้ำเข้ามาในเขตแดนของรัฐฉาน ซึ่งถือเป็นการรุกรานอธิปไตย แต่ทั้งรัฐบาลทหารพม่าและกองทัพพม่ากลับนิ่งเฉยและไม่มีการตอบโต้ใดๆ เมื่อเทียบกับการปราบปรามกับกลุ่มชาติพันธุ์

    วิเคราะห์เพิ่มเติม
    เรื่องนี้ตอกย้ำภาพความกังวลที่ว่ารัฐฉานกำลังถูก "ผนวกในเชิงพฤตินัย" โดยใช้กองกำลังติดอาวุธเป็นเครื่องมือปกป้องผลประโยชน์ให้กลุ่มทุนต่างชาติ ขณะที่ประชาชนเจ้าของพื้นที่เดิมต้องเผชิญกับทั้งภาวะสงครามและการสูญเสียที่ดินทำกินอย่างเงียบเชียบครับ

    #Taiไทยไทใหญ่ThailandShanstate
    (เข้าร่วมกลุ่ม)
    https://www.facebook.com/share/g/1B4gfZ6FWi/

    https://www.facebook.com/share/g/15knF2vJbDS/

    https://www.facebook.com/share/p/1CFLSipEA7/
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,662
    ค่าพลัง:
    +97,153
    “คุณทำงานเดือนหนึ่ง = บ้านเราหาทั้งปี” คำพูดจากคนขับแท็กซี่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ภาพสะท้อนเศรษฐกิจถดถอยของเหลียวหนิง-เฮย์หลงเจียง

    คนวัย 70 กว่ากว่าครึ่งต้องคุ้ยถังขยะประทังชีวิต ขณะที่ตัวเขาเองอยู่หางโจวด้วยค่าอาหารวันละ 5 หยวน — “หมั่นโถวกับเจี้ยไช่ (ผักดอง) คุณซื้อชานมหนึ่งแก้ว ผมกินได้ 2 วัน”
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2026 ผู้ใช้โซเชียลมีเดียชาวจีนรายหนึ่งได้บันทึกบทสนทนากับคนขับแท็กซี่ในนครหางโจว มณฑลเจ้อเจียง ซึ่งเป็นชายวัยกลางคนจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน (东北 ตงเป่ย) บทสนทนาดังกล่าวสะท้อนภาพความยากจนและการล่มสลายทางเศรษฐกิจของภูมิภาคที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นแหล่งอุตสาหกรรมหนักของประเทศ
    “ทำงานเดือนหนึ่งของคุณ = รายได้ทั้งปีของคนบ้านผม”
    คนขับแท็กซี่บอกกับผู้โดยสารด้วยน้ำเสียงจำนนว่า “พวกคุณทำงาน 1 เดือน เท่ากับคนบ้านผมหาเงินได้ทั้งปี” โดยอธิบายว่า ครอบครัว 3 คนที่บ้านเกิดของเขามีรายได้รวมเฉลี่ยเพียงปีละ 20,000-30,000 หยวน (ราว 90,000-135,000 บาท) เท่านั้น
    เมื่อผู้โดยสารถามว่าค่าครองชีพในภาคตะวันออกเฉียงเหนือต่ำกว่าหรือไม่ คุณคนขับยืนยันหนักแน่นว่า “ไม่ต่ำเลย ไม่ต่ำ” และอธิบายว่านี่คือเหตุผลที่ชาวตงเป่ยจำนวนมากต้องอพยพออกจากบ้านเกิดเพื่อหางานทำในเมืองใหญ่
    ผู้สูงอายุกว่า 60% ในเมืองบ้านเกิดต้องคุ้ยถังขยะประทังชีวิต
    คนขับซึ่งมาจากเขตหลีซู่ (梨树区) เมืองจีซี (鸡西市) มณฑลเฮย์หลงเจียง ระบุว่า “คุณคงไม่รู้หรอก คนวัย 70 กว่าในบ้านผม มากกว่า 60% ต้องอาศัยการคุ้ยถังขยะเพื่อประทังชีวิต ถ้าไม่ออกจากบ้านมาทำงาน ก็มีแต่จะอดตายเท่านั้น”
    เขาเล่าต่อว่า “ตงเป่ยเคยเป็นพื้นที่กว้างใหญ่ ผู้คนก็มาก แต่ตอนนี้ลองมาดูสิว่าเศรษฐกิจถดถอยขนาดไหน เมื่อก่อนมีอุตสาหกรรมเยอะ แต่นั่นมันอดีตไปแล้ว”
    ค่าอาหารวันละ 5 หยวน — “หมั่นโถวกับผักดอง”
    เพื่อส่งเงินกลับไปเลี้ยงดูภรรยาและลูก คุณคนขับใช้ชีวิตในหางโจวอย่างประหยัดสุดขีด โดยมีรายจ่ายต่อวันคือ ค่าเช่าห้อง 20 หยวน ค่าไฟ 30 หยวน ค่าบุหรี่ 10-13 หยวน และค่าอาหารเพียงวันละ 5 หยวน (ราว 23 บาท) เท่านั้น
    เมื่อผู้โดยสารแสดงความประหลาดใจว่า “5 หยวนกินอะไรได้บ้าง” เขาตอบสั้น ๆ ว่า “หมั่นโถวกับเจี้ยไช่ (ผักดอง)” พร้อมเสริมว่า “พวกคุณซื้อชานมไข่มุก 1 แก้ว ผมกินได้ตั้ง 2 วัน”
    “อายุขนาดนี้ ตายก็ตายไม่ไหว”
    ตอนสุดท้ายของบทสนทนา คุณคนขับกล่าวอย่างเศร้าใจว่า คนวัยกลางคนอย่างเขามีทั้งพ่อแม่แก่ชราที่ต้องดูแล และลูกเล็กที่ต้องเลี้ยงดู จึงไม่กล้าแม้แต่จะคิดถึงเรื่องโภชนาการ “ถึงขนาดที่ว่าจะตายก็ตายไม่ไหว” — สื่อความว่าหากเขาเสียชีวิตไป ค่าใช้จ่ายในการจัดการศพและภาระที่ทิ้งไว้ให้ครอบครัวก็เป็นสิ่งที่จ่ายไม่ไหวเช่นกัน
    ภาพสะท้อนวิกฤต “การฟื้นฟูตงเป่ย” ที่ยังไม่เห็นปลายทาง
    ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน หรือ “ตงเป่ย” (东北) ซึ่งประกอบด้วยมณฑลเฮย์หลงเจียง จี๋หลิน และเหลียวหนิง เคยเป็นฐานอุตสาหกรรมหนักและศูนย์กลางการผลิตเหล็ก ถ่านหิน และเครื่องจักรในยุคเหมาเจ๋อตงและช่วงการวางแผนเศรษฐกิจแบบโซเวียต แต่หลังการปฏิรูปและเปิดประเทศในปี 1978 ภูมิภาคนี้ค่อย ๆ ถดถอย เพราะรัฐวิสาหกิจหลายแห่งล้มละลาย เหมืองถ่านหินปิดตัว และประชากรอพยพออกอย่างต่อเนื่อง
    เมืองจีซีเองก็เคยเป็นเมืองเหมืองถ่านหินสำคัญของเฮย์หลงเจียง แต่ปัจจุบันเผชิญปัญหาประชากรลดลงอย่างรวดเร็ว สังคมผู้สูงอายุ และเศรษฐกิจที่หาทางออกไม่เจอ แม้รัฐบาลกลางจะประกาศนโยบาย “ฟื้นฟูตงเป่ย” (振兴东北) มาหลายรอบ แต่ผลลัพธ์ที่ปรากฎจริงยังห่างไกลจากเป้าหมาย
    —————
    ที่มา: อาจารย์ หลี่ (李老师不是你老师 / @whyyoutouzhele) บน X

    https://www.facebook.com/share/18koEr9jL2/
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    231,662
    ค่าพลัง:
    +97,153
    จีนรุกคืบ ขยับรั้วชายแดนล้ำเข้าเขต “ว้า–โกก้าง” ในรัฐฉาน

    กลืนบ้านเรือน–ลำน้ำชายแดนเข้าฝั่งจีนเงียบๆ ขณะ MNDAA และ UWSA นิ่งเฉย
    กลุ่ม “เสียงเยาวชนว้า” (Wa Youth Voice) ได้บันทึกหลักฐานการดำเนินงานของทางการจีนซึ่งกำลังก่อสร้างรั้วกั้นชายแดนรุกล้ำเข้ามาในเขตอิทธิพลของกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธ 2 กลุ่มในรัฐฉานตอนเหนือ ประเทศเมียนมา ได้แก่ กองทัพสหรัฐว้า (UWSA) และกองทัพพันธมิตรประชาธิปไตยแห่งชาติเมียนมา หรือกองทัพโกก้าง (MNDAA)
    พื้นที่โกก้าง (MNDAA) – ด่านชินชเวฮอว์ถูกขยับล้ำเข้ามา
    จุดที่พบความเคลื่อนไหวอยู่ที่ด่านชินชเวฮอว์ (Chinshwehaw) กู่โก่ก (บางทราย) และพื้นที่ริมแม่น้ำรุ่ยลี โดยที่ด่านชินชเวฮอว์มีการก่อสร้างด่านตรวจแห่งใหม่ รั้วใหม่ และกำแพงคอนกรีตสูงถึง 3 ชั้น
    ชาวบ้านในพื้นที่ระบุว่า ด่านของจีนได้ขยับล้ำออกมาข้างหน้ามากกว่าเดิมจนทำให้บ้านเรือนของชาวบ้านประมาณ 3 หลัง กลายเป็นไปตั้งอยู่ในฝั่งจีนแทน นอกจากนี้ยังพบการใช้รถแบ็คโฮและเครื่องจักรหนักทำงานร่วมกันทั้งสองฝั่งชายแดนอย่างคึกคัก ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่าเป็นข้อตกลงที่ทั้งฝ่ายจีนและโกก้างยอมรับร่วมกัน
    พื้นที่ว้า (UWSA) – ลำน้ำที่เคยเป็นเส้นแบ่งเขต ถูกรั้วจีนกั้นไปอยู่ฝั่งจีน
    จุดที่พบอยู่ที่ด่านน้ำใหม่ (Namtit) หรือด่านบ้านคา (Mankha) แหล่งข่าวที่เดินทางไปทำหนังสือเดินทางข้ามแดนพบว่า รั้วชายแดนใหม่ถูกสร้างขยับล้ำเข้ามาในเขตรัฐฉานของเมียนมา
    เดิมทีพื้นที่บริเวณนี้มีลำน้ำสายเล็กๆ เป็นเส้นแบ่งเขตแดน แต่ปัจจุบันลำน้ำดังกล่าวถูกรั้วของฝ่ายจีนกั้นล้อมไปอยู่ในฝั่งจีนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
    อำนาจอธิปไตยที่ถูกกลืนกิน
    การที่บ้านเรือนประชาชนและลำน้ำที่เคยใช้แบ่งเขตแดนถูกกลืนเข้าไปอยู่ในฝั่งจีน โดยที่ทั้ง MNDAA และ UWSA นิ่งเฉย สะท้อนว่าทั้งสองกลุ่มยอมแลก “ดินแดนบางส่วน” เพื่อรักษา “การสนับสนุนทางการเมืองและเศรษฐกิจ” จากกรุงปักกิ่ง
    ขณะที่รัฐบาลทหารเมียนมา (SAC) แทบไม่มีอำนาจในการทักท้วงการเปลี่ยนแปลงเขตแดนในพื้นที่เหล่านี้ได้เลย เนื่องจากพื้นที่ถูกควบคุมโดยกลุ่มชาติพันธุ์ที่จีนหนุนหลังมาอย่างยาวนาน
    จีนมองพื้นที่นี้เป็น “เขตเศรษฐกิจพิเศษของตน”
    การก่อสร้างด่านใหม่และรั้วที่ถาวรขึ้น เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับโครงการระเบียงเศรษฐกิจจีน–เมียนมา (CMEC) ซึ่งฝ่ายจีนต้องการให้พื้นที่ชินชเวฮอว์และน้ำใหม่ เป็นประตูที่ปลอดภัยและทันสมัยที่สุดสำหรับการขนส่งทรัพยากรและสินค้าจากมหาสมุทรอินเดียเข้าสู่มณฑลยูนนาน
    ผลกระทบต่อชาวบ้านในพื้นที่
    ชาวบ้านต้องสูญเสียกรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านเรือนอย่างจำยอม ภายใต้อิทธิพลของ “ปืน” จากกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธและ “เงิน” จากทุนจีน ขณะที่การปิดกั้นช่องทางธรรมชาติยังกระทบต่อการค้าขายรายย่อยของคนท้องถิ่นที่เคยข้ามไปมาได้อย่างอิสระ
    บทสรุป
    การขยับรั้วครั้งนี้คือการส่งสัญญาณชัดเจนว่า “เส้นเขตแดนที่แท้จริง” ในรัฐฉานตอนเหนือ ไม่ได้ถูกกำหนดโดยกฎหมายระหว่างประเทศหรือรัฐบาลเนปิดอว์อีกต่อไป แต่ถูกกำหนดโดยความต้องการด้านความมั่นคงของกรุงปักกิ่ง

    ที่มา: กลุ่ม “เสียงเยาวชนว้า” (Wa Youth Voice)
    เครดิตบทความต้นฉบับ: The Wild Chronicles Group สมาคมผู้สนใจประวัติศาสตร์ สงคราม ข่าวต่างประเทศ – โพสต์โดย Shan Thai

    (เรียบเรียงใหม่)

    https://www.facebook.com/share/p/1H5s9pGpU9/
     

แชร์หน้านี้

Loading...