วัตถุมงคลทั่วภูมิภาคของประเทศไทย

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย Jumbo A, 17 สิงหาคม 2022.

  1. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,485
    ค่าพลัง:
    +21,469
    1755624580306.jpg 1755624455622.jpg

    ประวัติท่านพ่ออิน
    ท่านพ่ออิน ฐิตปฺญโญ เดิมชื่ออิน นามสกุล คงทอง บิดาชื่อ อ่ำ มารดาชื่อ เสียด คงทอง เกิดเมื่อ เดือนมกราคม พ.ศ. 2440 ตรงกับ ปีจอ ที่ตำบลยายล้า อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี อุปสมบทเมื่ออายุ 21 ปี ตรงกลับวันที่ 10 เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2460 ณ วัดลาด ต.บ่อพุ อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี มีพระครูวัดบนเป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาธิการอิ่ม วัดกลาง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอธิการเวียง วัดบ่อพุ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ และได้เป็นเจ้าอาวาสปกครองวัดลาดเมื่อ พ.ศ.2470
    ... ท่านพ่ออินเป็นพระที่ไม่โอ้อวดใครเก่งจริงคมในฝัก ปลัดขิกของท่านจัดเป็นยอดปลัดขิกเมืองจันท์ ท่านพ่ออินได้เรียนตำราใส่เวศ มนคาถาสายหลวงปู่ศุข มาจากหลวงปู่จันทร์วัดนางหนูศิษย์เอกท่านหนึ่งของหลวงปู่ศุขวัดปากคลองมะขามเฒ่า และ หลวงพ่ออินกับ หลวงพ่อกี๋ วัดหูช้าง และ หลวงพ่อเต๋ตงทอง วัดสามง่าม ท่านเป็นสหธรรมิกที่สนิทสนมกันอย่างมาก ท่านไปมาหาสู่กันบ่อยมีงานอะไรก็จะเชิญไปร่วมพิธีกันแทบจะทุกครั้ง และท่านพ่ออิน ท่านเป็นพระที่ชอบออกทุดง และที่ชาวบ้านได้เรียกท่านว่าหลวงพ่ออินเทวดา เพราะท่าน สามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บที่หมอหลวงรักษาไม่ได้แต่ท่านพ่อสามารถรักษาหายได้อย่างน่าอัศจรรย์
    .....มีเรื่องเร่าต่อๆกันมาว่า มีคนไปกราบท่านพอี๋ วัดสัตหีบ และได้ขอปลัดขิกกับหลวงพ่ออี๋ ซึ่งหลวงพ่ออี๋ก็ถามว่ามาจากไหน ชายคนนั้นตอบว่ามาจากอำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี พอท่านพอี๋รู้ว่ามาจากอำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี จึงตอบว่า อยู่ใกล้ใกล้ของดีแท้ๆ ไม่รู้จักไปหากลับดันด้นมาถึงที่นี่ ท่านพ่ออี๋เลยบอกว่า ให้ไปหาท่านพ่ออินที่วัดลาด บ่อพุ เพราะท่านเก่งทางด้านปลัดขิกไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าท่าน ซึ่งท่านพ่ออิน ท่านขลังนักสามารถปลุกเสกปลัดขิกเคลื่อนไหวได้ และวัตถุมงคลของท่านพ่ออินยังมีอีกหลายอย่างมากครับ วัตถุมงคลต่างๆของท่านพ่ออินทุกๆรุ่นก็ไม่เป็น 2 รองใครอย่างแน่นอนครับ...
    ....ท่านพ่ออิน ได้มรณภาพ เมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ.2529 ณ วัดลาด รวมอายุได้ 89 ปี 69 พรรษา ส่วนสรีระร่างกายของท่านยังคงอยู่ในสภาพเดิม ทางวัดได้เปิดให้ประชาชนที่เคารพนับถือ ได้ไปกราบไหว้ได้ทุกวัน..
    ประวัติหลวงพ่ออินเทวดา วัดลาด(บ่อพุ) จ.จันทบุรี
    หลวงพ่ออินทร์เทวดาท่านเป็นพระที่ไม่โอ้อวดแต่เก่งจริงคมในฝัก และปลัดของท่านจัดเป็นยอดปลัดเมืองจันทน์ และท่านทำออกมาไม่มากและท่านไม่ให้ใครง่ายๆ หลวงพ่ออินทร์กับหลวงพ่อกี๋ วัดหูช้าง มีความสนิทเป็นสหธรรมมิกกัน และเป็นศิษย์ของหลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบด้วยกันและสายวัดประดู่ทรงธรรม และที่มีข้อมูลว่าพ่ออินทร์ เป็นลูกศิษย์หลวงปู่ศุข วัดปากคลองฯนั้นไม่จริง แต่ท่านได้ไปนำคาถาของหลวงปู่ศุข จากหลวงปู่จันทร์ วัดข่อยใต้จากข้อมูลของลูกศิษย์ใกล้ชิดผู้ติดตามหลวงพ่ออินทร์ ปฐมของการสร้างปลัด เรื่องมีอยู่ว่าลูกศิษย์ท่านได้เดินตามหลวงพ่อบิณฑบาตรมีหมามากัดแผลเหวอะหวะ พ่ออินทร์ท่านก็บอกว่าให้รอ 1 พรรษาพอครบพรรษาท่านก็มอบปลัดขิกให้ลูกศิษย์ท่านนี้ก็แขวนคอและยังโดนหมากัดอีกแต่กัดไม่เข้า นับจากนั้นปลัดขิกของท่านก็เป็นที่ต้องการตลอดมา ปลัดของท่านสารพัดกัน แม้กระทั่งกันลมกันพายุชาวสวนทุเรียนเมืองจันทน์ ต่างทราบกิตติศัพย์ของปลัดท่านเป็นอย่างดี ก็มีเรื่องเล่าจากลูกศิษย์ท่านว่าน่ามรสุมพายุเข้าชาวสวนทุเรียนต่างต้องคอยดูแลเฝ้าระวังสวนทุเรียนหาไม้มาค้ำยันเพราะพายุเข้าจะทำความเสียหายต่อต้นทุเรียน หักล้มโค่นทำลายของพายุ เวลามีเหตุจะนำปลัดของท่านขึ้นมาอธิฐานถึงพ่ออินทร์ให้ช่วย ลมพายุก็สงบลงโดยอัศจรรย์เป็นที่ประจักษ์ตาต่อชาวสวนทุเรียนอยู่หลายครั้งหลายคราและเรื่องการรักษาคนหายอย่างอัศจรรย์จนได้รับฉายา พ่ออินทร์เทวดานั้นก็เป็นเรื่องจริงขนาดท่านมรณะภาพไปแล้ว ขอยกตัวอย่างเรื่องจริงของลูกศิษย์ท่านนี้หรือจะเรียกว่าลูกบุญธรรมก็ว่าได้เพราะพ่ออินทร์ท่านเลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็ก ขอเอยนามท่าน ลุงกิ้ว ได้เล่าจากประสบการณ์ตรงของท่าน ลูกของท่านเองเป็นโรคไตได้ไปรักษาที่โรงพยาบาลพระมงกุฎขนาดหมอบอกว่ายากที่จะรักษาได้ท่านก็อธิฐานต่อหน้ารูปของพ่ออินทร์บานใหญ่ที่ท่านได้มาจากวัดพอตกดึกในความฝันก็เห็นพ่ออินทน์มาเป่ากระหม่อมลูกชายของท่านนับจากนั้นมาลูกของท่านก็อาการค่อยทุเลาจนหายเป็นปกติจวบจนทุกวันนี้ และการทำปลัดขิกแต่ละครั้งของพ่ออินทร์ไม่ใช่เรื่องง่ายและไม่ได้ให้ใครง่ายๆ เพราะพ่อท่านมีความพิถีพิถันในการทำ ท่านจะปลุกเสกปลัดขิกของท่าน 1 พรรษา ถ้าไม่ได้ 1 พรรษาปลัดท่านไม่มีทางออกจากโบสถ์มาได้ปลัดท่านถึงมีออกมาไม่มาก แล้วปลัดขิกยุคแรกๆของพ่ออินทร์ท่านจะทำและจารเหมือนหลวงพ่ออี๋วัดสัตหีบทุกอย่างแล้วไม้ที่ใช้ก็ใช้ไม้แก่นคูณเหมือนกัน ท่านคงไม่อยากซ้ำรอยอาจารย์ท่านจึงทำปลัดที่เอกลักษณ์ของท่านขึ้นมาจนเป็นที่รู้จักของบรรดานักเลงพระในยุคปัจจุบัน ในพิธีพุทธาภิเษกที่วัดหูช้าง จะมีหลวงพ่ออินทร์มารวมปลุกเสกกับหลวงพ่อกี๋ทุกครั้งไม่ได้ขาด ปัจจุบันถ้าใครผ่านไปเมืองจันทน์ไปกราบร่างของท่านได้ที่วัดลาด
    ขอขอบคุณภาพและข้อมูลด้วยครับ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    รูปถ่ายหลวงพ่ออินทร์หลังปั๊มหมึกแดง วัดลาดบ่อผุ จันทบุรี

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250820_003852.jpg IMG_20250820_003945.jpg
     
  2. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,485
    ค่าพลัง:
    +21,469
    IMG_20250820_005404.jpg IMG_20250820_005515.jpg

    พระขุนแผนยุทธหัตถี414 พิมพ์ทรงพลเล็ก พ.ศ.2549
    เอาประสบการณ์ก่อนเลยครับ อ่านเพลิน ๆ

    นิมิตร มงคลกลุ่มพระขุนแผนทุกสายและเครื่องรางของขลัง
    12 เมษายน 2020 ·
    ผมอยากมาแชร์ประสบการณ์พระพุทธคุณพระขุนแผน ครั้งหนึ่งผมเคยมีปาฏิหาริย์กับพระขุนแผนองค์นี้ เป็นเรื่องที่ผู้ชายหลายคนอาจมีความถวิลหา เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น เป็นหนุ่มฉกรรจ์ ก็คงไม่พ้นเรื่องผู้หญิง ปกติที่ผ่านมาผมก็ใช้ชีวิตเรียบง่ายผ่านมาเนิ้นนาน แบบเด็กชายทั่วไป และเป็นคนออกจะขี้อายด้วยซ้ำเรื่องจีบสาวไม่ต้องพูดถึง ในตอนเด็กก็เป็นคนสนในเรื่องพระเครื่องบ้างอยู่แล้วตามที่เห็นพระที่พ่อแขวน อยู่มาวันนึงตอนนั้นอายุประมาณ 21 ปี เมื่อเพื่อนที่เรียนด้วยกัน ได้เอาพระขุนแผนองค์หนึ่งมาให้ดู เพื่อนมันบอกว่าเป็นพระใหม่แต่เป็นพระแท้จากวัด มันโม้เรื่องพุทธคุณให้ผมฟังต่างๆนา เมตรตาอยากนั้นอย่างนี้ไม่แพ้พระกรุเลย หลักๆก็ไม่พ้นเรื่องผู้หญิง บอกก่อนว่าเพื่อนผมคนนี้เป็นคนใต้ที่ผิวคล้ำหัวโล้นคือว่าคงไม่ใช่สเปคของสาวๆทั่วไป แต่ขณะนั้นมันได้แฟนเป็นรุ่นน้องเป็นสาวสวยผิวขาวน่ารักมาก และมีน้องๆผู้หญิงชอบมาคุยกับมันชอบเข้าหามัน ผมนึกๆดูที่มันโม้มาก็มีความน่าเชื่อนะ *ผมเลยขอพระขุนแผนกับมันไปหนึ่งองค์ มีอีกมั้ยเพื่อนอยากได้ไว้บูชาสักองค์ เพื่อนบอกได้ๆ กูมีอีกเดี๋ยวเอามาให้ ผ่านไปหลายวันเจอกันเพื่อนก็เอาพระขุนแผนมาให้ทุกอย่างเหมือนองค์ที่มันโชว์วันแรกแต่ต่างกันตรงที่องค์ที่ให้ผมหน้าท่านแตกมีเหมือนหินโผล่ตรงหน้าพอดีไม่สวย ผมก็ดูๆ เพื่อนเหมือนรู้ว่าผมจะกังวลเรื่องหน้าพระไม่สวย มันเลยพูดว่า ถึงหน้าพระไม่สวยแต่พุทธคุณเต็มร้อยรับรอง บอกว่าเพื่อนให้พระมาฟรีนะครับ **พอได้พระมาชีวิตก็เริ่มเปลี่ยน มีเหตุให้ผู้หญิงมากหน้าหลายตาเข้ามาพัวพัน ประมาณว่าเพียงสบตากันก็ต้องตาโดนใจอะไรประมาณนั้นเลย ไม่ว่าจะไปไหนทำกิจกรรมอะไรถ้าได้คลุกคลีมีผู้หญิงอยู่ด้วยต้องมีหนึ่งในนั้นชอบเรา พอผ่านๆไปก็เริ่มหนักขึ้นๆเรื่องวุ่นวายจากผู้หญิงก็เริ่มมากขึ้นตาม เล่าก่อนว่าถึงแม้จะมีเข้ามาหลายคนสมัยนั้นก็เลือกที่เป็นตัวจริงไว้หนึ่งคน ส่วนคนอื่นๆก็กิ๊กกั๊กๆกันไป บอกก่อนว่าที่เล่ามาไม่ได้ภูมิใจ หรืออย่างให้เป็นแบบอย่างที่ดีหรือไม่ดีนะครับต้องเลือกและพิจารณาเองทุกสิ่งที่ทำมีผลตามมาเสมอ พอจบมาทำงานก็ยังคบกับแฟนคนนี้อยู่แต่ต้องแยกกันไปทำงานคนละจังหวัด นี้คือจุดเริ่มต้นของความวุ่นวายของจริงแล้ว เริ่มเข้ามาทำงานหัวหน้าก็ต้องตาโดนใจ หัวหน้าเป็นผู้หญิงโสดอายุห่างกันไม่มากนัก รู้สึกได้ตั้งแต่วันแรกแล้วว่าหัวหน้าชอบก็เป็นจริงตามนั้น ไม่นานก็แอบครบกันไม่มีใครในบริษัทรู้ก็คงมีคนแอบสงสัยกัน แต่ไม่ได้ทิ้งแฟนเก่านะครับ แฟนก็ไม่รู้เพราะอยู่คนละที่ ต่อมาก็มีมากขึ้นๆ ทั้งเลขาคนสวยอีกแผนกชั้นบน สาวน้องใหม่เพิ่งเข้ามา รวมคนนอกบริษัทอีก สูงสุดเคยคบพร้อมกัน 6 คน ไม่นับรวมรายย่อยที่เจอกันในสถานที่เที่ยวรายวันนะครับ 6 คนนี้เฉพาะรายหลักที่คบกันยาวนาน เน้นว่าทุกคนเป็นโสดนะครับ คิดดูครับว่าจะวุ่นวายขนาดไหน อยู่มาวันนึงแฟนเกิดจับได้ แต่เรื่องก็ยังเป็นแบบนี้ต่อไปยังไม่เลิกพฤติกรรมยอมรับว่าช่วงนั้นหลงกิเลสอย่างหนัก แฟนก็ได้แต่เสียใจบอกแล้วไม่ฟัง ..จนมาถึงจุดจบ...วันที่แฟนเกิดนึกได้ว่าอาจเกี่ยวกับพระขุนแผนองค์นี้ (ผมไม่ได้แขวนขึ้นคอนะครับ บูชานึกถึงแล้วเก็บไว้ห้องแฟนรวมกับพระอื่นๆ ส่วนพระที่ขึ้นคอติดตัวจะเป็นพระพุทธชินราช กับ หลวงพ่อคูณ มีสลับกับหลวงปู่ทวด และหลวงพ่อโสธร ใจอยากขึ้นทั้งหมดแต่บ้างครั้งก็แอบหนักคอ) ต่อครับ แฟนนึกขึ้นได้ว่าแต่ก่อนผมไม่เป็นแบบนี้ไม่มีเรื่องผู้หญิง พอได้พระขุนแผนองค์นี้มาเปลี่ยนไปมาก แฟนค้นที่เก็บพระจนเจอ แล้วก็...ทิ้งไปเรียบร้อย ไม่รู้ว่าเอาไปทิ้งที่วัดหรือที่ไหน ...ตอนนั้นผมยังไม่รู้นะครับว่าแฟนเอาพระไปทิ้ง ...หลังจากนั้นไม่ก็มีเหตุต้องเลิกกับผู้หญิงทุกพร้อมกันโดนที่ผู้หญิงเป็นคนตีจากหรือมีเหตุให้ไม่ได้เจอกันอีกเลย ...
    ..พอเวลาผ่านไปแฟนก็เล่าให้ฟังว่าเอาพระไปทิ้งแล้ว ..ผมก็ถามว่าทิ้งที่ไหน จนถึงทุกวันนี้ก็ยังถาม แฟนก็ได้แต่ตอบว่าจำไม่ได้แล้ว..
    ที่เล่ามาคือเรื่องราวที่ผมเชื่อว่าพุทธคุณขององค์พระเครื่องมีจริงครับ แต่คนบูชาต้องมีศีลด้วยชีวิตถึงจะดี
    ส่วนประสบการณ์เกี่ยวกับพระที่ห้อยคอก็มีมากครบผมเชื่อว่าเกี่ยวกับแคล้วคลาดปลอดภัย รอดจากอุบัติเหตุทางรถ ไม่ต่ำกว่า6ครั้ง แบบไม่เจ็บอะไรเลยทั้งที่รถเสียหายและคนอื่นที่มาด้วยเจ็บเสียเลือด
    ปล.ขออนุญาติเจ้าของรูป รูปด้านล่างเป็นขุนแผนรุ่นเดียวกันจากที่อื่น ไม่ใช่องค์ที่แฟนทิ้งไป
    ตอนนี้ผมตามเก็บ ตามบูชาพระขุนแผนรุ่นนี้อยู่ แต่ไม่ได้ต้องการนำมาบูชาเพื่อจุดประสงค์เดิมแล้ว ตอนนี้แต่งงานมีครอบครัว มีความสุขดีแล้ว อยากเก็บเพราะทราบถึงพุทธคุณที่เกิดขึ้นกับตัวเองดี ..ไม่บอกรุ่นบอกที่นะครับ เดี๋ยวมีคนเข้าใจผิดว่ามาปั่นเล่านิทานเพื่อขายพระ ท่านใดมีหรือเคยเห็นก็คงพอทราบนะครับ
    ชอบฟังเรื่องเล่าความศักดิ์สิทธิ์.

    วัตถุมงคลอันศักดิ์สิทธิ์แห่งดินแดนยุทธหัตถี ที่รวมสุดยอดมวลสารเก่าขุนแผนกรุบ้านกร่าง ต้นตำตาน ของขุนแผน!
    จัดสร้างโดย นายทรงพล ทิมาศาสตร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรีในยุคนั้น
    #ฝพิธีอธิฐานจิตปลุกเสก โดยพระอริยะเจ้าแห่งยุคทั้วประเทศ อาทิ
    1.หลวงพ่อสาคร วัดหน่องกรับ จ.ระยอง
    2. หลววปู่ทิม วัดพระขาว
    3.หลวงพ่อเพิ่ม วัดป้อมแก้ว
    4.หลวงพ่อพูน วัดบ้านแพน
    5.หลวงพ่อฟู วัดบางสะพาน เป็นต้น ฯลฯ
    มวลสารมหามงคลที่จัดสร้าง
    1. ดินมหามงคล จากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ สระแก้ว สระคา สระยมนา สระเกตุ กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ และ กรุวัดบ้านกร่าง
    2. แผ่นทองคำเปลว จากองค์หลวงพ่อโต วัดป่าเลไลยก์ พระบรมราชานุสาวรีย์องค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ดอนเจดีย์สุพรรณบุรี และองค์เจ้าพ่อหลักเมืองสุพรรณบุรี
    3. ชิ้นส่วนพระขุนแผนกรุวัดบ้านกร่าง ตะกรุด พระกรุถ้ำเสือ พระกรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ กรุวัดพระรูป มวลสารพระหลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน ชิ้นส่วนพระถ้ำเสือ
    วัตถุประสงค์ในการจัดสร้าง
    **เพื่อมอบให้เป็นขวัญและกำลังใจ แก่ ทหารและตำรวจ ที่ปฏิบัติหน้าที่ อยู่3จังหวัดชายแดดภาคใต้**
    **และเพื่อให้ประชาชนและพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ ได้บูชาพกพาอาราธนา พระขุนแผนทรงพล รุ่นแรก "ยุทธหัตถี 414" ติดตัวไว้เพื่อเป็นศิริมงคลแก่ชีวิตตัวเอง และครอบครัว พร้อมกระทั่งคนใกล้ชิด ฯลฯ
    ****พิธีมหาพุทธาภิเษกครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ของจังหวัดสุพรรณบุรี โดยพระเกจิอาจารย์ดังทั่วประเทศ กว่า 199 รูป นั่งปรกภาวนาบริกรรมฯ ณ มณฑลพิธี อนุสรณ์ดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี
    มวลสารดีพิธีใหญ่แท้สบายใจ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ


    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20250820_005242.jpg IMG_20250820_005312.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 20 สิงหาคม 2025
  3. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,485
    ค่าพลัง:
    +21,469
    1755416425070.jpg

    บรมครูปู่ฤาษี อาจารย์เทียนชัย ชัยทีโป ปี ๒๕๔๖
    หลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ ร่วมปลุกเสก
    พระอาจารย์เทียนชัย เป็นศิษย์สายตรงของ
    หลวงปู่สรวง เทวดาเล่นดิน ที่วัดเทพสรธรรมาราม
    จะมีรูปเหมือนหลวงปู่สรวง องค์ใหญ่ที่สุดในโลก
    จัดสร้างปี2546 โดยรวมรวมผงพุทธคุณศักดิ์สิทธิ์มากมาย และยังได้ได้รับมอบมวลสารผงพุทธคุณของหลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง ที่ใช้จัดสร้างพระปิดตามหาลาภจัมโบ้ สายรุ้ ที่เป็นพระปิดตาทีโด่งดังของท่านอีกรุ่นหนึ่ง
    พิธีพุทธาภิเษกสุดเข้มขลังโดยพระเกจิคณาจารย์นั่งปรกอธิษฐานจิตปลุกเสก อาทิเช่น
    -หลวงปู่หงษ์ วัดเพชรบุรี จ.สุรินทร์
    -หลวงพ่ออุตตมะ วัดวังวิเวการาม จ.กาญจนบุรี
    -หลวงปู่ทิม วัดพระขาว จ.อยุธยา
    -หลวงพ่อลำใย วัดทุ่งลาดหญ้า จ.กาญจนบุรี
    -หลวงพ่ออนันต์ วัดบางพลีน้อย จ.สมุทรปราการ
    -หลวงพ่อจำลอง วัดเจดีย์แดง
    -พระครูวินัยธมเทียนชัย ชยทีโป สำนักสงฆ์ภัทรกิจวิธาน
    และได้เชิญสายฤาษีมาปลุกเสกด้วยคือ ปู่ฤาษีตาไฟ จ.ชัยนาท เป็นฤาษีโดยตรงมาปลุกเสกด้วย
    พระผงฤาษีรุ่นนี้ ด้านหน้าเป็นรูปปู่ฤาษีปางสมาธิ มีอักรขระหัวใจฤาษีอยู่ด้านข้าง ด้านหลังเป็นยันต์ และประทับชือพระอาจารย์เทัยนชัย พุทธคุณดี เด่นทางด้านโชคลาภค้าขาย เจริญรุ่งเรือง

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250817_140007.jpg IMG_20250817_140023.jpg
     
  4. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,485
    ค่าพลัง:
    +21,469
    กุมารทอง หลวงพ่อมาก สำนักสงฆ์ หนองนกกระเรียง เนื้อผงอาถรรพณ์ ฝังกระดูกผี ตะกรุด ขี้ผึ้งผี แรงๆ
    พราย กุมารทอง หลวงพ่อมาก กตฺตปุญโญ สำนักสงฆ์หนองนกกระเรียง นครราชสีมา เนื้อผงอาถรรพณ์ ฝังกระดูกผี ตะกรุดเงิน ขี้ผึ้งหน้าผี อาถรรพณ์ เฮียน แรงๆ ท่านที่ชอบแนวนี้ไม่ควรพลาด สูงประมาณ1นิ้ว

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 750 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250820_030622.jpg IMG_20250820_030649.jpg IMG_20250820_030543.jpg
     
  5. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,485
    ค่าพลัง:
    +21,469
    FB_IMG_1755502410566.jpg

    โกศล.... ลุงไม่เกิดอีกแล้วนะ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย..!!!!”
    นี่ก็หมายความอย่างชัดแจ้งที่สุดว่า พระภิกษุพระยานรรัตนราชมานิต (ธมฺมวิตกฺโกภิกขุ)ท่านรู้ชัดด้วยญาณปัญญาของท่านเป็นที่แน่นอนแล้วว่า บัดนี้ การเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารแห่งท่าน ได้มาถึงยังจุดอันเป็นที่สุดแล้ว การเกิดครั้งใหม่ต่อไปมิได้มีอีกแล้ว ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของท่านแล้ว
    พระสมเด็จสายรุ้ง วัดศีลขันธ์ สร้างขึ้นโดยท่านเจ้าคุณพระศีลขันธ์โสภณ (สนิท ทองสีนวล) เจ้าอาวาสวัดศีลขันธาราม อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง
    โดยท่านเจ้าคุณสนิท เกิดและอุปสมบทที่จังหวัดชลบุรี หลังจากนั้นท่านได้เข้ามาจำพรรษาอยู่ที่วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพ โดยมีท่านเจ้าคุณนรรัตน์ฯ ธัมมวิตกโก เป็นเจ้าอาวาสอยู่ในขณะนั้น ท่านเจ้าคุณสนิทมีความเคารพเลื่อมใสศรัทธาท่านเจ้าคุณนรฯ เป็นอย่างมาก และท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดเทพศิรินทร์เป็นเวลาทั้งสิ้น 11 พรรษา
    จากนั้นท่านเจ้าคุณนรฯ ได้ให้ท่านไปดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดศีลขันธ์ ซึ่งขณะนั้นวัดศีลขันธ์ ชำรุดทรุดโทรมเป็นอย่างมาก ละท่านเจ้าคุณสนิท จึงต้องเร่งหาทุนทรัพย์เพื่อมาทำนุบำรุงเสนาสนะต่าง ๆ ภายในวัด รวมทั้งก่อสร้างถาวรวัตถุต่าง ๆ เพิ่มเติม และก็มีผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคทำบุญจนสำเร็จลุล่วง ท่านเจ้าคุณสนิท จึงสร้างวัตถุมงคลขึ้นเพื่อแจกจ่ายให้แก่ผู้ที่ร่วมทำบุญ รวมทั้งพุทธศาสนิกชนทั่วไป โดยมิได้คิดมูลค่าใด ๆ ทั้งสิ้น นอกจากนี้ ท่านเจ้าคุณสนิท ยังได้มอบวัตถุมงคลชุดนี้แก่วัดต่าง ๆ ที่ขาดแคลนต้องการทุนทรัพย์ในการบูรณะหรือก่อสร้างศาสนสถานต่าง ๆ ภายในวัดเพื่อเป็นการพัฒนาวัดอีกด้วย
    วัตถุมงคลชุดนี้ สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2513 ประกอบด้วย พระสมเด็จสายรุ้ง วัดศีลขันธ์ เป็นหลัก และยังมีพระเนื้อผง และโลหะอีกมากมายนับสิบพิมพ์ โดยวัตถุมงคลชุดนี้ เจ้าคุณนรฯ วัดเทพศิรินทร์ ได้อธิษฐานจิตให้เมื่อปลายปี พ.ศ.2513 ซึ่งเป็นวัตถุมงคลชุดสุดท้ายที่ท่านอธิษฐานจิตก่อนที่จะมรณภาพ
    วัตถุมงคลชุดนี้ มีหลายสิบพิมพ์ เช่น
    พระสมเด็จดำ พระสมเด็จขาว หลังยันต์นูน (ยันต์น้ำเต้า)
    พระสมเด็จสายรุ้ง วัดศีลขันธ์ หลังยันต์นูน (ยันต์น้ำเต้า)
    พระสมเด็จสายรุ้ง หลังเสือ หลังยันต์นูน (ยันต์น้ำเต้า)
    พระสมเด็จนาคปรก 7 เศียร หลังยันต์นูน (ยันต์น้ำเต้า)
    พระสมเด็จปรกโพธิ์ หลังยันต์นูน (ยันต์น้ำเต้า)
    พระผงรูปเหมือน ธัมมวิตกโก หลังยันต์นูน (ยันต์น้ำเต้า)
    เหรียญ ธัมมวิตกโก เนื้อทองแดงกะไหล่ทอง หลังยันต์น้ำเต้า
    ฯลฯ
    พระสมเด็จสายรุ้ง วัดศีลขันธ์ ที่สร้างในปี พ.ศ.2513 นี้ถือเป็น พระสมเด็จรุ่นแรก ของวัดศีลขันธ์ และทันท่านเจ้าคุณนรฯ อธิษฐานจิต ซึ่งทางวัดศีลขันธ์ ได้มีพระสมเด็จรุ่นสอง รุ่นสามออกตามมาด้วย ในปี พ.ศ.2514 และ พ.ศ.2517 โดยที่สร้างขึ้นหลังกาลมรณะของท่านเจ้าคุณนรฯ แต่ใช้มวลสารที่ท่านเจ้าคุณนรฯได้อธิษฐานจิตไว้ให้เมื่อครั้งสร้าง พระสมเด็จสายรุ้ง รุ่นแรก ปี 2513
    หลักการพิจารณา พระสมเด็จสายรุ้ง วัดศีลขันธ์ รุ่นแรก จะสังเกตเบื้องต้นได้ง่าย ๆ จากความสวยงามขององค์พระ โดยพระรุ่นแรก พิมพ์ทรงจะไม่สวยงาม เมื่อเทียบกับ รุ่นสอง รุ่นสาม ซึ่งมีพิมพ์ที่สวยงามเป็นมาตรฐาน รวมทั้งสีของลายสายรุ้ง พระสมเด็นสายรุ้ง รุ่นแรกก็จะไม่มีสีและลายไม่ค่อยจะสวยงามมากนัก สีจะซีดกว่า ไม่ชัดมากนัก
    พระสมเด็จสายรุ้ง รุ่นแรก พระจะบางกว่า ไม่หนาเหมือนพระรุ่นสอง และ รุ่นสาม นอกจากนี้ พระสมเด็จสายรุ้ง วัดศีลขันธ์ รุ่นแรก จะไม่มีการอุดผงใด ๆ ที่ขอบบนและล่างขององค์พระจะไม่มีรอยอุดผง
    และจุดสังเกตที่สำคัญคือยันต์หลังองค์พระ พระสมเด็จสายรุ้ง รุ่นแรก จะต้องเป็นยันต์นูนเท่านั้น ส่วน รุ่นสอง และรุ่นสาม จะเป็นแบบยันต์จม
    เรื่องของอภินิหาร ท่านเจ้าคุณนรรัตน์ วัดเทพศิรินทร์ฯ ที่ประสบกับ พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ ยุคล
    เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ.2520 ผู้เขียนได้รับบทความมา ชิ้นหนึ่งน่าสนใจมาก นับนานถึงวันนี้เป็นเวลาล่วงมา 43 ปีเข้าไปแล้ว ท่านผู้เขียนท่านนี้ก็ได้ล่วงลับไปแล้ว ครั้งนั้นท่านเมตตาผู้เขียนมาก บทความชิ้นนั้นท่านนิพนธ์ขึ้นเพื่อช่วยผู้เขียนในการจัดทำหนังสือชื่อ พุทธเวทย์ โดยให้ลงเผยแพร่ ก็ได้รับความสนใจจากผู้อ่านมาก หากจะนำมาเสนออีก ท่านผู้อ่านจำนวนมากคงไม่ได้เคยอ่านมาก่อนแน่นอน
    เรื่องนี้ชื่อว่า เรื่องของอภินิหาร นิพนธ์โดย พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ุ ยุคล ผู้เขียนขออนุญาตนำมาเสนอ โดยรวบรัดเนื้อหาให้พอดีกับหน้าหนังสือ ลานโพธิ์ แต่ลีลาสำนวนการเขียนคงอรรถรสเดิมๆ ทั้งสิ้น มีเนื้อความดังต่อไปนี้
    ข้าพเจ้า (พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ุ ยุคล) ได้เคยกล่าวไว้ว่า ความเห็นของข้าพเจ้า เรื่องอภินิหาร นั้นเกิดจากพลังจิตของหลายฝ่าย อาทิเช่น พลังจิตของพระพุทธเจ้า พลังจิตของอาจารย์ และพลังจิตของบุคคลมารวมกันเข้าเป็นพลังรวม และพลังจิตทั้งสิ้นนี้ ส่วนใหญ่เกิดจากการบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งมีหลายวิธีการและหลายลัทธิ แม้แต่พลังของจิตที่เป็นธรรมชาติที่คนบางคนมี แต่ถ้าเป็นกำลังจิตที่แท้จริงแล้วก็ย่อมมีพลังทั้งสิ้น
    แต่ก็อีกนั่นแหละ ดังเช่นที่ข้าพเจ้าได้เขียนไว้แล้วในตอนต้น ของบทเขียนนี้ว่า ถึงแม้จะยังไม่มีข้อที่จะพิสูจน์ให้แน่แท้ว่ามีพลังอย่างไร แม้แต่ว่ามีจริงหรือเปล่าก็ยังยืนยันได้ยาก แต่อย่างไรก็ตามก็ยังไม่มีปราชญ์ หรือมีนักวิทยาศาสตร์ผู้ใดจะพึงกล้ายืนยันว่า พลังจิตนั้นไม่มีจริง และจะเกิดขึ้นไม่ได้เป็นอันขาด
    ข้าพเจ้าจึงจะขอนำเรื่องที่เกิดกับตัวข้าพเจ้าเอง เมื่อไม่กี่ปีมานี้มาเล่าสู่กันฟัง ซึ่งเป็นเรื่องที่ จะพิสูจน์ จะวิจัยกันได้หลายทาง สุดแล้วแต่ท่านผู้อ่านจะนึกคิดวิจัยกันเอง
    เมื่อไม่กี่ปีมานี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ข้าพเจ้าไปเป็นผู้แทนพระองค์ ในงานฉลอง 2500 ของวันที่พระเจ้าไซรุสมหาราช ทรงรวมจักรวรรดิเปอร์เซีย (อิหร่าน) ขึ้น งานเฉลิมฉลองนี้ พระเจ้าซาร์อิหร่านองค์ปัจจุบัน ทรงจัดให้มีการฉลองเฉลิมขึ้นที่เมืองเพอเซพโพลิส (เมืองโบราณ) ซึ่งเป็นการฉลองที่มโหฬาร ที่ทั้งองค์ประมุขและประมุขประเทศแทบทุกประเทศในโลก ได้รับเชิญ และจะไปประชุมกันในโอกาสนั้น
    ก่อนกำหนดวันเดินทางของข้าพเจ้าหนึ่งวัน ซึ่งมีกำหนดจะต้องออกเดินทางเวลาเที่ยงของวันรุ่งขึ้น ข้าพเจ้าเกิดป่วยเป็นไข้หวัดอย่างแรง ไข้สูงมาก จนมิสามารถจะยืนทรงตัวได้ อีกทั้งยังไอโขลกๆ อยู่มิได้ขาด จนเจ็บไปทั่วอก แพทย์ผู้รักษาทั้งที่พยายามที่จะรักษาให้ข้าพเจ้าค่อยยังชั่วให้ไปได้ก็ยอมแพ้ โดยบอกกับข้าพเจ้าว่า เนื่องจากสภาพของไข้ข้าพเจ้าในขณะนั้น จะเดินทางโดยเฉพาะไปในงานเฉลิมฉลองที่ใหญ่โตเช่นนั้นไม่ได้เป็นอันขาด
    ข้าพเจ้ากลุ้มและปั่นป่วนใจเป็นที่สุด เพราะว่าจะต้องทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต้องทรงลำบากพระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่ง โดยจะต้องทรงหาตัวแทนข้าพเจ้า ซึ่งภายในไม่ถึง 24 ชั่วโมง จะสามารถเตรียมตัวทัน โดยเฉพาะในงานนี้จะมีการเลี้ยงและการแต่งกายเต็มยศกันแทบทุกวันตลอดอาทิตย์หนึ่ง
    ข้าพเจ้าตระหนักดีว่า สำหรับข้าพเจ้านั้นมีแต่ทางที่จะเสีย จะกราบทูลว่าไปไม่ได้ก็เสีย จะไม่กราบทูลก็เสีย เวลานั้นเป็นเวลาค่ำโพล้เพล้ ด้วยไข้และด้วยความปั่นป่วน ความกลุ้มใจ ข้าพเจ้าล้มตัวลงนอน แต่ไม่ทราบว่าอะไรที่มาดลใจข้าพเจ้าให้คิดว่าจะไม่มีทางอื่นแล้วที่อาจช่วยได้ นอกจากจะใช้พลังจิต และข้าพเจ้าเคยทำวิปัสสนาอยู่บ้าง แต่ก็มิใช่อยู่ในฐานะของผู้ที่แก่กล้าในทางวิปัสสนา
    ข้าพเจ้าแข็งใจนึกขอให้บรรดาอาจารย์ผู้ที่ศักดิ์สิทธิ์ขอให้เมตตากรุณาต่อข้าพเจ้าด้วยเถิด แล้วสะกดจิตกำหนดลมหายใจให้นิ่งได้แล้ว ก็จำอะไรอีกไม่ได้ มารู้สึกตัวในฝันว่า ข้าพเจ้าแหงนคอมองขึ้นไปทางหัวเตียงนอน ได้เห็นพระองค์หนึ่งสีจีวรเหลืองอร่ามชัด แต่ใบหน้าของท่านนั้นเป็นหิน หินที่มีสีคล้ายๆ ตอนสีอ่อนของสีดอกพิกุล
    ท่านประทับลอยอยู่เหนือหัวนอน และทันทีที่ข้าพเจ้าเพ่งมองพระพักตร์หินนั้น กระดุกกระดิกได้เหมือนหน้าคนธรรมดา และเป็นตอนที่ข้าพเจ้าจำได้ว่า พระองค์นั้นคือ ท่านเจ้าคุณนรรัตน์ วัดเทพศิรินทร์ ซึ่งเพิ่งได้สละสังขารไปแล้วเมื่อไม่นานมา
    ในฝันนั้นข้าพเจ้าลุกขึ้นนั่งกราบท่าน แล้วออกปากทักว่า เจ้าคุณ ท่านยิ้มแล้วกลับนิ่งเฉย ต่อครู่ใหญ่ท่านจึงเอ่ยขึ้นว่า ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เป็นของธรรมดา ก็รู้ (ข้าพเจ้า) อยู่แล้ว
    เจ็บไข้นี้มีทางเดียวที่จะมีทางบรรเทาได้ คือด้วยพลังจิตท่านก็รู้ จิตท่านแข็งจึงต้องมา ท่านกล่าวเบาๆ ช้าๆ เป็นตอนๆ เหมือนจะสั่งสอน แล้วท่านก็หยุดไปครู่หนึ่ง แล้วท่านก็กล่าวขึ้นอีกพร้อมกับยิ้มน้อยๆ และด้วยน้ำเสียงของคนธรรมดาว่า อย่าวิตกเลย บรรทมให้สบายเถิด พรุ่งนี้จะหายประชวรแล้วเสด็จได้
    ข้าพเจ้าตื่นขึ้น ปรากฏว่ายังหงายหน้ามองที่เหนือเตียง และรู้สึกว่ายังเห็นจีวรเหลืองๆ หายแว่บไป แต่กำลังไม่สบายมากจึงนึกเพียงว่าฝันไป แล้วหลับผล็อยไป ต่อเมื่อตอนดึกค่อนรุ่งข้าพเจ้าตื่นขึ้นปัสสาวะรู้สึกว่า อาการปวดหัวเมื่อยร่างและอาการอ่อนเพลียนั้นค่อยยังชั่วขึ้น รู้สึกแปลกใจ แต่นึกว่าอาการที่ปรากฏค่อยยังชั่วนี้เป็น มโนภาพ และอาจเป็นภาวะหลอนของตัวข้าพเจ้าเองว่าสบายขึ้น จึงหลับตานอนกำหนดจิตต่อไปจนไม่รู้สึกตัว
    ต่อเช้าประมาณ 7 โมงจึงตื่นขึ้น อาการไข้ทุกอย่างทุกประการหายสิ้น แม้แต่การไอโขลกๆ ที่ถี่และแรงก็หายสิ้นไม่ไอเลย และพอถึง 12 นาฬิกา ข้าพเจ้าก็ออกเดินทางจากดอนเมือง เหมือนกับคนที่หายเจ็บแล้ว คงแต่รู้สึกเพลียบ้างเล็กน้อย เมื่อไปถึงประเทศอิหร่านก็เข้าไปร่วมฉลองงานทุกงาน โดยเฉพาะที่เมืองเพอเซพโพลิส ซึ่งตั้งอยู่บนเขาสูงมาก จึงทั้งหนาวทั้งหายใจยาก ด้วยมีออกซิเจนน้อย ข้าพเจ้าได้ตรากตรำกลางแดดกลางความหนาวทุกวัน บางวันไปงานตั้งแต่เช้าจนตีหนึ่ง
    เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงและประหลาดที่เกิดกับตัวข้าพเจ้าเอง ท่านจงเลือกพิสูจน์และเลือกเชื่อเอาเองเถิด ว่าจะเป็นเรื่องของอภินิหารหรือเรื่องธรรมดาๆ เพราะว่าพอข้าพเจ้ากลับมาก็ได้ไปซักถามนายแพทย์ผู้นั้นบอกว่า เป็นเรื่องที่ข้าพเจ้ารักษาตัวของข้าพเจ้าเอง เพราะความแน่วแน่และพลังจิตนั้น ทำให้ส่วนกลไกต่างๆ ของร่างกายของข้าพเจ้าต่อสู้กับโรค และต่อสู้กับความรู้สึกของข้าพเจ้าจนชนะและหายไข้ชนิดที่ยาอาจทำไม่ได้ แต่แพทย์ก็ย่อมทราบกันดีว่า พลังจิตของคนไข้นั้นถ้าแข็งหรือพูดง่ายๆ ว่าคนไข้สู้ไข้แล้ว ย่อมเป็นพลังที่จะช่วยให้หมอรักษาโรคให้หายได้ดีกว่าคนไข้ที่ไม่สู้
    ข้าพเจ้าสนใจในเรื่องนี้ จึงได้คอยติดตามฟังและอ่านเรื่องเช่นนี้ในวงการแพทย์ต่อมาเสมอๆ เมื่อไม่นานมานี้ได้อ่านบทเขียนของนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางโรคมะเร็ง ชาวอเมริกันเขียนเรื่องพลังจิต และเรื่องการให้คนไข้ทำวิปัสสนาเพื่อช่วยรักษาโรค เขาว่าเขาแนะนำกับคนไข้ที่เป็นโรคที่มีทางหายาก เช่น มะเร็ง ให้ทำวิปัสสนาและใช้พลังจิตช่วย เขารักษาโรค เขายืนยันว่าการกระทำดังกล่าวเขาได้ผลดีอย่างน่าพิศวง คนไข้บางรายหายได้อย่างไม่น่าที่จะเป็นไปได้เลย และเป็นที่น่าประหลาดว่านายแพทย์ผู้นั้นมิได้นับถือพระพุทธศาสนา แต่เขาก็เอาวิธีการและพระธรรมหรือคำสอนของพระพุทธเจ้าที่เขาเชื่อมาใช้เป็นผล เช่นก่อนอื่นเขาจะเริ่มสอนคนไข้ไม่ให้กลัว โดยชี้แจงว่าความตายเป็นของธรรมดา ทุกคนจะเลี่ยงไม่ได้ สังขารเป็นส่วนที่ประกอบขึ้นย่อมจะต้องเสื่อมสลาย เหมือนวัตถุและธาตุทั้งหลายทั้งปวง เมื่อคนไข้พอจะเข้าใจและบรรเทาความกลัวบ้าง เขาก็เริ่มสอนให้คนไข้ทำวิปัสสนา
    บทเขียนทั้งสิ้นนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่ข้าพเจ้าเชื่อ เพราะว่าข้าพเจ้าได้ประสบการณ์ หรือได้เกิดขึ้นกับตัวข้าพเจ้าเอง และข้าพเจ้าเชื่อว่าเป็นเรื่องของพลังจิตของสมเด็จพระบรมศาสดา และพลังจิตของ ท่านธรรมวิตตโกมหาเถระเจ้าคุณนรรัตน์ และพลังจิตที่ต่ำต้อยของข้าพเจ้า แต่ก็พอมีพลังเพียงพอที่จะรับอานุภาพพลังจิตอื่นที่ใหญ่ยิ่งได้
    บทความของท่าน พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ุ ยุคล หรือที่ในวงการภาพยนตร์เรียกท่านว่า เสด็จองค์ชายใหญ่ มีความน่าสนใจมาก เพราะเป็นเหตุการณ์จริงที่ท่านประสบมาด้วยพระองค์เอง ทรงได้นิพนธ์เอาไว้ให้ผู้เขียน นอกจากบทความนี้ยังมีอีกหลายเหตุการณ์ที่ทรงนิพนธ์ให้ผู้เขียนไว้จะได้นำมาเสนอในโอกาสต่อไป
    แฉ่ง บางกะเบา
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาทุกๆท่านทุกๆข้อมูลครับ

    พระสมเด็จสายรุ้งเจ้าคุณนรวัดศีลขันธ์ ๒ องค์
    องค์ยันต์นูน สวยสมบูรณ์
    องค์ยันต์จม พระแตกติดกาว

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250818_143147.jpg IMG_20250818_143211.jpg
     
  6. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,485
    ค่าพลัง:
    +21,469
    วันนี้จัดส่ง
    1755692924456.jpg
    ขอบคุณครับ
     
  7. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,485
    ค่าพลัง:
    +21,469
    1281864-55d9f.jpg

    พระผง ลป.มั่น (ลต.บุญหนา อธิฐานจิต) รุ่น ฉลองโบสถ์ฯ เนื้อแร่ไหลคำดำ
    เนื้อแร่ไหลคำดำ สุดยอดแร่พิเศษมงคลสูงยิ่ง คุณสมบัติพิเศษสุดๆ ของแร่ชนิดนี้ หากนำมาบดเป็นผงแล้วโยนโปรยขึ้นบนอากาศ แร่จะมีน้ำหนักเบาเหมือนนุ่น และมีสีแสง เหมือนเกล็ดขาวๆ ระยิบ ระยับ หากรวมตัวกันเป็นก้อนจะมีน้ำหนักมาก หลวงตาบุญหนา ท่านไปพบแร่ไหลคำดำนี้ ท่านเห็นว่าน่าจะเป็นของมงคลยิ่ง องค์พระจะมีสีดำ มีแสงเหมือนเกล็ดขาวๆ ระยิบ ระยับ ทั่วองค์พระเห็นชัดเจน (ตามภาพ องค์พระที่นำมาแบ่งให้บูชาครับ) ถือเป็นสิ่งมงคลยิ่ง มีไว้บูชาเป็นมงคลสูงยิ่ง และศักดิ์สิทธิ์เข้มขลังยิ่งนัก หายากสุดๆ เท่าที่ทราบจากผู้จัดสร้างพระรุ่นนี้ ผู้จัดสร้างพระรุ่นนี้ ได้ไปติดตามหาแร่ไหลคำดำนี้จนเจอ ที่จังหวัดเลย แต่ปี 2540 แร่นี้อยู่ในป่าลึก และอยู่ในภูเขา ในถ้ำ ชาวบ้านจังหวัดเลยได้ไปหามาให้ ราคาซื้อจากชาวบ้านอีกที ซึ่งมีราคาสูงมาก และปัจจุบัน ถ้ำนี้ถูกปิดโดยทางการไปแล้ว จึงเป็นของหายากสุดๆ ขอบอก ครับผม รูปแบบการจัดสร้าง ผู้จัดสร้าง ซึ่งเป็นคณะที่จัดสร้างเหรียญรุ่นแรก บล็อกแรก อันโด่งดังของหลวงตา เป็นผู้จัดสร้างพระผงรุ่นนี้ โดยผู้จัดสร้าง นำผงแร่ไหลคำดำนี้มาจัดสร้างเป็นพระผง รูปหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต อธิฐานจิต โดยหลวงตาบุญหนา ธัมมทินโน เจตนาการจัดสร้างดีเยี่ยม เพื่อถวายพระไว้ให้หลวงตาบุญหนา ไว้แจกเป็นที่ระลึกในงานฉลองโบสถ์น้ำวัดป่าโสตถิผล ซึ่งเป็นวัดของหลวงตาบุญหนา เมื่อปี 2546 และผู้แจกแก่ผู้มาทำบุญที่วัด และบูชากันในหมู่ญาติมิตรของผู้จัดสร้าง พุทธคุณเด่นดีทุกทางครบสูตร พระรุ่นนี้ประสบการณ์ดีเยี่ยม และถือว่า เป็นพระอีกหนึ่งรุ่นของหลวงตาที่เป็นที่นิยมมาก น่าเก็บยิ่ง และเป็นที่แสวงหาของผู้ที่นิยมพระเครื่อง ปัจจุบันหายากมากๆ ผู้มีไว้บูชาต่างหวงแหนกันมาก มีไว้บูชาเป็นมงคลยิ่ง สำหรับผู้ที่สนใจ และผู้นิยมพระผงไม่ควรพลาด พระดีอีกรุ่นที่น่าเก็บยิ่งของหลวงตาครับ รีบเก็บครับ ก่อนราคาจะแรงกว่านี้ ครับผม บารมีหลวงตาสุดยอดครับ หลวงตา นับเป็นเกจิที่มาแรงมาก ในยุคปัจจุบัน ทางภาคอีสานรู้จักท่านดี และกำลังเป็นที่รู้จักของคนทั่วประเทศ ทุกวันจะมีประชาชนเดินทางมากราบนมัสการทำบุญกับองค์ท่าน อย่างมากมาย และขอวัตถุมงคลท่านไปใช้ เนื่องจาก วัตถุมงคลของท่านเกิดประสบการณ์มากมาย เป็นวัตถุมงคลที่ดีจริงๆ ท่านเป็นศิษย์หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ และเป็นทายาททางธรรม รุ่นสุดท้ายของหลวงปู่มั่น ท่านทันเห็นหลวงปู่มั่นสมัยท่านเป็นสามเณร และเคยเข้าอบรมธรรมมะ กับหลวงปู่มั่นด้วย หลวงตาบุญหนา เป็นอริยะสงฆ์ ที่หลวงตามหาบัว เคยรับรองไว้แล้วว่าเป็นพระผู้มีคุณธรรมสูง ปัจจุบัน มีประชาชน ทั้งใกล้ และไกล ร่วมทั้งชาวต่างชาติ ต่างหลั่งไหลไปกราบทำบุญ และขอวัตถุมงคล (วัตถุมงคลของท่านเข้มขลังดั่งคำเล่าลือ และมีประสพการณ์เกือบทุกรุ่น) กับองค์ท่านเป็นจำนวนมาก ในแทบทุกวัน ครับผม *** ในปัจจุบัน หลวงตาบุญหนา ธัมมทินโน ท่านได้มรภาพไปแล้วแต่ปี 2559 ครับผม***
    *** หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต (ปี 2413-2492) ท่านเป็น พระอาจารย์ใหญ่สายกรรมฐานพระป่า อดีตเกจิอาจารย์ดังมากๆ ระดับประเทศ (อดีต พระเกจิอาจารย์ดัง 5 แผ่นดิน) มีลูกศิษย์เป็นเกจิอาจารย์ดังมากมายจากอดีต จนถึงปัจจุบัน หากพูดถึงเกจิอาจารย์ดัง พระกรรมฐานพระป่าไม่มีใครไม่รู้จักหลวงปู่มั่น ท่านเป็นอมตะเกจิอาจารย์ของประเทศไทย เหนือคำบรรยาย อัฐิธาตุของหลวงปู่มั่น แปรสภาพเป็นแก้วใสหลายสิบปีมาแล้ว
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างส่งครับ

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250820_115936.jpg IMG_20250820_120004.jpg
     
  8. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,485
    ค่าพลัง:
    +21,469
    1-20091204203714 (1).jpg U09750566381852106478848151.jpg

    ประวัติ หลวงปู่แย้ม ชาติภูมิของหลวงปู่แย้ม ชื่อและสกุลเดิมคือ “แย้ม ปราณี” เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๔๕๙ ที่ ต.เจ็ดริ้ว อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร บิดาชื่อ “เพิ่ม” มารดาชื่อ “เจิม” อายุครบ ๒๐ ปี อุปสมบทตามประเพณี และเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้มารดาที่ล่วงลับไปแล้ว ที่วัดหลักสองบำรุงราษฎร์ มีพระครูคณาสุนทรนุรักษ์ เจ้าคณะอำเภอบ้านแพ้ว เป็นพระอุปัชฌาย์ เจ้าอธิการเหลือ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์ชื่น เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า “ปิยวณฺโณ” พรรษาที่ ๒ หลวงพ่ออาพาธหนัก ต้องกลับไปรักษาตัวที่บ้านด้วยยาต้มแผนโบราณ หายดีแล้วจึงกลับไปอยู่วัดตามเดิม ต่อมาท่านจึงศึกษาวิชาแพทย์แผนโบราณจนแตกฉาน รักษาชาวบ้านจนมีชื่อเสียงโด่งดัง ประมาณพรรษาที่ ๑๐ หลังจากเรียนคาถามาจากหลวงพ่อสาย วัดหนองสองห้อง จ.สมุทรสาคร ท่านบอกว่าใช้เวลาเรียนไม่นาน เนื่องจากวิชาที่เรียนมีมาก ท่านจึงเลือกเรียนวิชาทำตะกรุด เพราะเอาไว้ป้องกัน และรักษาตัวจากภยันตราย วัดตะเคียนเมื่อสมัยก่อนเป็นป่าสวนส้มเขียวหวานเกือบทั้งหมด ถนนหนทางไม่สะดวกสบายเหมือนสมัยนี้

    ส่วนวัตถุมงคลที่ขึ้นชื่อของ หลวงปู่แย้ม มีหลายอย่างเช่น พระขุนแผนยอดขุนพล พระนางพญา พระขุนแผนใบบัว เสือปืนแตก และตะกรุดคลองตะเคียน โดยท่านได้จารยันต์ คาถาพระเจ้า ๕ พระองค์ หรือเรียกว่า “แม่ธาตุใหญ่” ซึ่งมีพุทธคุณเหนือยันต์ทั้งปวงลงในตะกรุด ยังมียันต์อีกตัวหนึ่ง ซึ่งอาจจะเรียกว่า เป็นยันต์เฉพาะตัวของหลวงปู่แย้ม คือ “ยันต์มหาเบา” เป็นตำราจาก หลวงพ่อสาย วัดหนองสองห้อง กับ หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า

    พระครูปิยนนทคุณ หรือหลวงปู่แย้ม ปิยวัณโณ อดีตเจ้าอาวาสวัดตะเคียน ถนนนครอินทร์ (พระราม ๕) หลวงปู่แย้ม เป็นพระเกจิ ที่โด่งดังในเมืองนนท์ เจ้าของตำนาน ตะกรุดคอหมา อันโด่งดัง ได้สร้างชื่อประดับวงการพระเกจิเมืองไทย หลวงปู่แย้ม ละสังขารอย่างสงบ เมื่อวันวันพุธที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๕๗ เวลา ๐๙.๒๐ น. ที่โรงพยาบาลวิชัยยุทธ สิริรวมอายุ ๙๗ ปี ปัจจุบัน สรีระของหลวงปู่แย้มถูกบรรจุไว้อยู่ในโรงแก้วอยู่ทีมณฑปหลวงปู่แย้มวัดตะเคียน ซึ่งสรีระของหลวงปู่แย้มเป็นที่น่าอัศจรรย์เป็นอย่างยิ่งมีผิวพรรณเหมือนคนปกติดูแล้วเหมือนคนนอน ร่างไม่เน่าเปื่อย

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระสมเด็จผสมธนบัตร ให้บูชาคู่ ๒ องค์
    300 บาทค่าจัดส่งด่วน30 บาท

    IMG_20250820_010119.jpg IMG_20250820_010202.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 20 สิงหาคม 2025
  9. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,485
    ค่าพลัง:
    +21,469
    1755770674636.jpg 1755770697537.jpg 1755770702337.jpg 1755770685947.jpg 1755770693429.jpg 1755770678020.jpg 1410080-21ed6.jpg 1410080-1aa87.jpg


    เหรียญพระคันธารราษฎร์ อ.ชุม จ.อุทัยธานี พ.ศ. ๒๕๑๖
    วัดเขาปฐวี เหรียญดีพิธีใหญ่ สวยเดิม
    พิธีวัดถ้ำเขาปฐวี อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี หลวงพ่อคง สิริมฺตโต วัดบ้านสวน เป็นประธาน อาจารย์ ชุม ไชยคีรี เป็นเจ้าพิธี เป็นคณะอาจารย์พลัดถิ่น ออกพิธีแล้วถูกทดลองยิงด้วยปืนทุกชนิด ทดลองฟันด้วยมีดต่างๆ ตลอด 5 วัน 5 คืน วิเศษจริงๆ อาจารย์ทั้งคณะรักษาชื่อเสียงจังหวัดพัทลุงไว้ได้
    ตัวเหรียญรูปไข่ รูปพระพุทธคันธาราช ฉากหลังเป็นภูเขาและดวงอาทิตย์ เหรียญมีขนาดเล็ก 2.1 X 3.2 c.m. หลังยันต์ เนื้อทองแดงรมดำ สภาพพอสวย ห่วงเดิม
    เกจิสายเขาอ้อยกขบวนมาปลุกเสกถึงภาคกลาง ณ จ.อุทัยธานี
    -อาจารย์ชุม ไชยคีรีเป็นเจ้าพิธี...
    -อาจารย์นำ วัดดอนศาลา
    -อาจารย์ปาล วัดเขาอ้อ
    -หลวงพ่อคง วัดบ้านสวน....ร่วมปลุกเสก ฯลฯ
    เหรียญสภาพสวยๆ ไม่ผ่านการใช้ คุ้มค่ากับการเก็บสะสมครับ
    เหรียญพระคันธารราษฎรและพระกริ่งคันธารราษฎร์ วัดเขาปฐวี อำเภอทัพทัน จังหวัดอุทัยธานี
    เมื่อปี พ.ศ.2516 ในวันเสาร์ 5 ตรงกับวันเสาร์ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 5 ซึ่งเป็นวันฤกษ์แข็งที่เหมาะแก่การทำพิธีปลุกเสกวัตถุมงคลและเครื่องรางของขลัง โบราณจารย์ถือกันว่าถ้าได้ทำพิธีในวันนี้จะมีความขลังศักดิ์สิทธิ์เป็นพิเศษ นายอำเภอทัพทันในสมัยนั้นได้มาขอให้หลวงพ่อโฉมจัดพิธีปลุกเสกวัตถุมงคลในวันดังกล่าว ด้วยเหตุนี้หลวงพ่อโฉมพร้อมด้วยกรรมการวัดและคณะศิษยานุศิษย์จึงพร้อมใจกันจัดพิธีพุทธาภิเษกเนื่องในวันเสาร์ 5 โดยเชิญนายไพฑูรย์ เก่งสกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานีในสมัยนั้นมาเป็นประธานในพิธี อาจารย์ชุม ไชยคีรีเป็นเจ้าพิธี และได้นิมนต์พระเกจิอาจารย์เรืองเวทย์จากสำนักเขาอ้อ จังหวัดพัทลุง มานั่งปรกปลุกเสก ได้แก่ พระอาจารย์นำ วัดดอนศาลา, พระอาจารย์ปาน วัดเขาอ้อ, หลวงพ่อคง วัดบ้านสวน, อาจารย์ขาว วัดเขาอ้อ และมีพระเกจิภาคกลางนั่งบริกรรมภาวนาร่วมด้วย ได้แก่ หลวงพ่อโฉม วัดเขาปฐวี, หลวงพ่อจิ๋ว วัดโนนเหล็ก, หลวงพ่อปลั่ง วัดห้วยรอบ, หลวงพ่อปุย วัดหนองระ, หลวงพ่อแอ๋ว วัดหัวเมือง, หลวงพ่อสว่าง วัดถือน้ำ ฯลฯ โดยทำพิธีปลุกเสกภายในพระอุโบสถของวัดเขาปฐวีซึ่งเป็นถ้ำอยู่ในเขาปฐวี พิธีพุทธาภิเษกเริ่มตั้งแต่เวลา 18.00 น.ไปจนถึงเวลา 06.00 น.ของวันรุ่งขึ้น ปลุกเสกกันตลอดทั้งคืนจึงดับเทียนชัย หลังจากนั้นอาจารย์ชุม ไชยคีรี ได้มีการทดสอบพลังพุทธคุณของวัตถุมงคลที่ปลุกเสกเสร็จแล้ว จึงทำให้ทราบว่ามีพุทธคุณในทางคงกระพันชาตรี-มหาอุดอย่างสูง มีจำนวนการสร้างพระกริ่งประมาณ 8,000 องค์ และเหรียญพระคันธารราษฎร์จำนวนประมาณ 30,000 เหรียญ
    ว่ากันว่า...ก่อนที่จะมีการทำพิธีปลุกเสกนั้น อาจารย์ชุม ไชยคีรี ไปได้ยินว่ากลุ่มวัยรุ่นในแถบนั้นได้คุยกันว่าหลังจากพิธีเสกจะลองเอามายิงดู ท่านจึงได้ขอให้พระเกจิอาจารย์ในพิธีปลุกเสกให้เน้นหนักไปในทางมหาอุดและคงกระพัน ดังนั้นพระกริ่งรุ่นนี้จึงมีอานุภาพและประสบการณ์ไปในทางมหาอุดและคงกระพันเสียเป็นส่วนใหญ่ครับ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250821_164317.jpg IMG_20250821_164251.jpg
     
  10. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,485
    ค่าพลัง:
    +21,469
    FB_IMG_1755771366265.jpg

    หลวงพ่อหมอ สุดยอดพระเกจิ เพื่อนรักของหลวงพ่อคูณ พระเกจิองค์เดียวที่หลวงพ่อคูณ มวนและจุดยาสูบให้
    พระสงฆ์ที่หลวงพ่อฤาษีลิงดำยกย่องว่าเป็น
    “…เจ้าของธนาคาร…”
    ขออนุญาตยกบทความของคุณพยุงศักดิ์ เศรษฐมาตย์
    ที่ได้รวบรวมเรื่องราวของท่านไว้
    มาเผยแพร่บารมีองค์หลวงพ่อนะครับ
    : เจ้าของธนาคาร :
    ครั้งหนึ่ง ราวปี พ.ศ 2532
    หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง
    มาร่วมงานเททองหล่อพระที่วัด
    แห่งหนึ่งใน อ.ท่าเรืองานนั้น
    หลวงพ่อหมอ ก็ไปร่วมงานด้วย
    ผู้คนที่มาในงานต่างมาห้อมล้อม
    หลวงพ่อฤาษีลิงดำ
    กันมากมายเพื่อกราบขอเมตตา
    ขอบารมีจากท่าน
    ระหว่างที่ผู้คนห้อมล้อมท่านอยู่นั้น
    หลวงพ่อฤษีลิงดำ ก็ได้ชี้ไปที่
    หลวงพ่อหมอที่นั่งอยู่คนละฝั่งกัน
    กับท่านแล้วพูดว่า
    " ผู้ใดมีบารมี ผู้ใดจะโชคดีโน้น...
    ไปขอหลวงพ่อหมอโน้น นี้แหล่ะ
    เจ้าของธนาคารตัวจริง
    ไปกราบขอท่านไป "
    เป็นคำกล่าวของครูบาอาจารย์ผู้รู้ซึ้ง ซึ่งภูมิธรรมของกันและกัน
    " ปราชญ์ย่อมรู้ในปราชญ์ ".
    หลวงพ่อประเสริฐ(หมอ) โอภาโส
    วัดโคกกระต่ายทอง ท่าเรือ อยุธยา
    พระเกจิอาจารย์ผู้ทรงฤทธิ์อภิญญา
    วาจาสิทธิ์หูทิพย์ ตาทิพย์
    วัตรปฏิบัติแปลกๆ ทำตัวแปลกๆ
    จนชาวบ้านหาว่าท่านเป็น " พระบ้า "
    คน อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร นับถือท่านมาก
    เรื่องโชคลาภนั้นเป็นเลิศนัก
    ผู้สร้างตำนานโรงทานอันลือลั่น
    ฝ่ามือมหาลาภ วัตถุมงคลท่านศักดิ์สิทธิ์นัก
    เรื่องหวยเรื่องเบอร์นั้นท่านโดงดังมาก
    แนวทางปฏิบัติ กิน เดิน นั่ง นอน ท่านจะภาวนาตลอดเวลา กิจสำคัญของท่านที่ขาดไม่ได้เลยคือการ ออกบิณฑบาต
    โปรดญาติโยม เรื่องราวพิสดาร
    ปาฏิหาริย์ ความศักดิ์สิทธิ์
    อัศจรรย์พันลึก วัตรปฏิบัติแปลกๆ
    จนชาวบ้านเรียก " พระบ้า "
    ปริศนาธรรมคำคมหลวงพ่อหมอ
    * ศรัทธาตัวเดียว
    ผู้ปฏิบัติต้องมีศรัทธาอย่างแรงกล้า
    ถึงจะได้พบธรรมะเบื่องสูง ที่ไม่มีตัวตน *
    * ธรรมะต้องเกิดในดวงจิต
    ดวงใจถึงจะเป็นของจริง *
    * สมาธิเปรียบเหมือนต้นไม้ ศีลเหมือนพื้นดินสมาธิอาศัยศีล เหมือนต้นไม้อาศัยดิน *
    * เรากางร่มก่อน ร่มถึงจะมากางเรา
    ถ้าเรามีศีลมีธรรมแล้ว ศีลธรรมก็มารักษาเราเป็นเรื่อง ปัจจัตตัง อัตตะโน นาโถ
    (ทำเอง รู้เอง เห็นเอง) *
    เรื่องราวทั้งหลายทั้งปวง ที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้คือเรื่องราวพิสดาร ปาฏิหาริย์ ประสบการณ์ต่างๆ คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง
    จากบันทึกของศิษย์และคำบอกเล่าจาก ลพ.ทอง เจ้าอาวาสวัดโคกกระต่ายทอง รูปปัจจุบัน
    เรื่องราวปาฏหาริย์ พิสดารลึกลับ
    ของหลวงพ่อหมอ ยังมีอีกมากเล่ากันเจ็ดวันเจ็ดคือก็ไม่หมด เอาพอหอมปากหอมคอ
    ให้รู้ว่า พระดีๆ เก่งๆ ที่ทรงฤทธิ์อภิญญา แบบนี้ยังมีให้เราได้ค้นหากันอยู่
    " โยมไม่ทันท่าน แต่ได้พระท่านไปบูชา ก็เหมือนได้แก้ววิเศษของท่านแล้ว "
    ( หลวงพ่อทอง เจ้าอาวาสวัดโคกกระต่ายทอง เจ้าอาวาสรูปปัจจุบันได้กล่าวไว้ )
    ชาติภูมิ
    หลวงพ่อหมอ โอภาโส
    ถือกำเนิดในสกุล จันทรส ณ บ้านบักเขียบ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ
    เกิดเดือน ๑๒ ปีมะโรง พ.ศ.๒๔๕๘
    เดิมท่านชื่อว่า เพชร แล้วเปลี่ยนมาเป็น ประเสริฐส่วนชื่อ หมอ นั้นชาวบ้านพร้อมใจกันตั้งให้ท่านเพราะกิตติศักดิ์ของท่านนั้นเอง
    หลวงพ่อหมอ ท่านเป็นพระอริยะสงฆ์อีกรูปหนึ่งผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัตชอบ ท่านใช้ชีวิตในสมณเพศอย่างเป็นประโยชน์ยิ่ง ไม่เคยสะสมเงินทองมาเป็นของส่วนตัวมีเท่าไหร่ท่านนำไป บริจาก สร้าง แจก เพื่อก่อประโยชน์ต่อบวรพุทธศาสนา เลี้ยงเด็กกำพร้าและเด็กยากจนที่อยู่ในความอุปการะคุณของท่านทั้งหมด
    สงเคราะห์ญาติโยมผู้ตกทุกข์ได้ยาก
    จากวัตรปฎิบัติแบบแปลกๆ ของท่าน เเม้ยางคนที่ไม่เข้าใจ มองท่านอย่างผิวเผินว่าท่าน ออกจะแปลกๆ พิกลไม่เหมือนพระสงฆ์ทั่วไป
    การออกธุดงค์ของทาานก็แปลก ไม่เคยมีกลดหรือมุ้งติดตัวเลย จะมีเพียงแค่จีวรห่มกาย และบาตรใบเดียวเท่านั้น
    แต่เมื่อได้สัมผัสได้รับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับ
    วัตรปฏิบัติ อุบายธรรม หลักคำสอนต่างๆ ของท่านแล้ว ความสงสัยในตัวท่านนั้น ก็จะคลายสิ้น.
    ______________________________
    : นวโกวาทเป็นครู :
    หลวงพ่อหมอ ท่านว่าท่านเอาตำราเป็นครู
    เอานวโกวาทเป็นครู ภูมิธรรมที่เกิดขึ้นนั้นได้จากตำรา
    หลวงพ่อหมอ เคยปรึกษาหารือสนทนาธรรมกันกับ หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง ถึงนวโกวาท
    ซึ่งในนวโกวาทนี้เขาบอกไว้ทุกเรื่อง ทุกเหลี่ยมทุกมุม
    แต่ไม่ปฏิบัติกัน
    ท่านว่าคนที่จะบรรลุธรรมะ คือ ศรัทธาตัวเดียว ไม่ได้เรียนมามากท่านเอ่ยตามพระวินัยสนใจให้มากรักษาตามนวโกวาทให้ดีๆ
    ศรัทธาตัวเดียว ผู้ปฏิบัติต้องมีศรัทธาอย่างแรงกล้า ถึงจะได้พบธรรมะเบื่องสูง ที่ไม่มีตัวตน.
    ___________________________
    : หมอ :
    ที่มาของคำว่า หมอ
    ที่ อ.ตะพานหินคือมีญาติโยมผู้หญิงที่ตั้งท้องมากราบ หลวงพ่อหมอ แล้วถามว่าเด็กในท้องเป็นยังไง ปรากฏว่าหลวงพ่อหมอ ท่านบอกเพศ วัน เดือน ปี ที่เด็กจะเกิดไว้ ชึ่งพอถึงเวลาก็คลอดตามที่หลวงพ่อพูดตรงทั้งหมด ทำให้เป็นเรื่องที่แปลกมาก คนท้องในสมัยนั้นแห่กันมาถามหลวงพ่อจนวุ่นวาย
    เท่านั้นยังไม่พอบางคนมาขอให้ท่านแผ่บารมีรักษาอาการเจ็บป่วยให้หาย ท่านก็รักษาตามนิมิตของท่านบางท่าน หลวงพ่อหมอ ให้ไปกินก๋วยเตี๋ยวสามชามก็หาย
    บางคนโดนท่านถีบ ท่านพลักก็หายหรือบางท่านโดนตบก็มีส่วนใหญ่ ญาติโยมไปหาหลวงพ่อแล้วท่านทำให้หายหมด คนตะพานหินจึงเรียกท่าน หลวงพ่อหมอ ตั้งแต่นั้นมา
    สมัยที่หลวงพ่อหมอ ท่านออกธุดงค์ ปฏิบัติตัวแปลกๆ เป็นคนสติไม่ดี ดำเนินจิตตามนิมิตรบอก
    การธุดงค์หลวงพ่อหมอ มีอัฏฐบริขารติดตัวเพียงจีวรห่มกาย และบาตรเท่านั้น กลดมุ้งไม่เคยมีแต่แปลกผิวหลวงพ่อหมอ ไม่มีรอยยุงกัดเลย.
    ______________________________
    : #พระบ้า :
    ลูกศิษย์ท่านหนึ่งชาวตะพานหิน เล่าว่ามีชาวบ้านแถวบ้านตนเอง ไปดูหลวงพ่อหมอ อยากรู้ว่าพระบ้าเป็นอย่างไร ก็ได้พบหลวงพ่อหมอ เมื่อได้สัมผัสหลวงพ่อหมอ อย่างจริงจังแล้วขนลุกรู้สึกได้ทันทีว่า
    พระองค์นี้ไม่เพียงมิใช่พระบ้า แต่เป็นพระที่ไม่ธรรมดาและเป็นพระที่เก่งมากๆ เสียด้วย นึกคิดอะไรในใจท่านรู้หมด ก่อนหวยออกไม่กี่นาที
    หลวงพ่อหมอ ท่านได้เขียนเลขเล่นๆ ไว้ 6 ตัว พอหวยออกมา รางวัลที่ 1 ออกตรงแป๊ะไม่มีคลาดเคลื่อนเลยทั้ง 6 ตัว
    แบบนี้จะเป็นพระบ้าได้อย่างไร.
    ______________________________
    : ยาสีฟันรักษาโรคประหลาด :
    คนนครสวรรค์ผู้หนึ่ง ได้ดูถูกปรามาสว่า
    หลวงพ่อหมอ เป็นพระผีบ้า
    จู่ๆได้เกิดเป็นโรคประหลาด เป็นก้อนเนื้อขึ้นตามผิวหนังของแขนทั้งสองข้าง ไปหาหมอรักษาโรงบาลไหนก็ไม่หาย รู้สึกปวดทรมานมาก
    ก็เลยนึกได้ว่าก่อนเป็นนั้น ตนเองนั้นได้ดูถูกปรามาสหลวงพ่อหมอ ว่าเป็นพระผีบ้า
    ก็เลยจะมาขมาหลวงพ่อหมอ
    เมื่อเจอหน้ากัน ยังไม่ทันได้พูดอะไร
    หลวงพ่อหมอ ถามขึ้นก่อนโดยทันทีว่า
    " เป็นบ้ามั๊ย โยมคนนี้จึงตอบท่านไปว่า ไม่บ้าครับ หลวงพ่อหมอ ก็พูดขึ้นว่า เอ้อ..แก่ก็ยอมรับแล้วว่า ข้าไม่บ้า แล้วหลวงพ่อหมอ ก็บอกให้ไปซื้อยาสีฟันจากร้านที่ท่านบอก ให้เอามาทาแล้วจะหายภายใน 7 วัน "
    เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งที่ยาสีฟันที่หลวงพ่อหมอ
    บอก ให้ไปซื้อมาทา สามารถรักษาอาการทุกข์ทรมานจากโรคประหลาดที่เป็นอยู่นั้น หายอย่างน่าอัศจรรย์ ทั้งที่ไปรักษาจากโรงพยาบาลมาหลายแห่งแล้วไม่หาย.
    _____________________________
    : จากตะพานหินสู่วัดโคกกระต่ายทอง :
    หลังจากที่หลวงพ่อหมอได้อยู่สร้างความเจริญทางวัตถุที่วัดพฤษะวันโชติการาม
    ควบคู่กับปลูกฝังรากแห่งความศรัทธาต่อบวรพุทธศาสนาให้เกิดขึ้นและฝังลึกในจิตใจชาวตะพานหินและละแวกใกล้เคียงเป็นเวลาหลายปี
    ร้านค้าชาวจีนหรือเหล่าศิษย์ในอ.ตะพานหิน
    จะมีรูปท่านบนหิ้งพระทุกร้าน
    พระอาจารย์ทองอยู่ แห่งวัดสุทัศน์ กรุงเทพฯ
    ได้ยินกิตติศัพท์ชื่อเสียงความศักดิ์สิทธิ์ของท่านได้ไปพบท่าน
    จึงขอให้ท่านนำกฐินมาทอดที่
    วัดบัวงาม ต.จำปา อ.ท่าเรือ จ.อยุธยา เมื่อท่านนำกฐินมาทอดแล้ว
    ชาวบ้านท่าเรือเลื่อมใสศรัทธาท่านมากต่างปรึกษากันว่าจะหาวัดให้ท่านมาอยู่ จึงนิมนต์ให้ท่านมาอยู่ที่ วัดโคกกระต่ายทอง ซึ่งวัดนี้เป็นวัดโบราณเก่าแก่มาก เป็นวัดร้างมานานแล้ว อยู่ที่ ต.จำปา อ.ท่าเรือ จ.อยุธยา.
    ______________________________
    : เดินข้ามแม่น้ำป่าสัก :
    ครั้งหลวงพ่อหมอ มาอยู่ วัดโคกกระต่ายทอง ท่านได้นั่งรถไฟมาลงที่ท่าเรือ แล้วเดินเท้ามายังวัดชุมแสง เพื่อที่จะข้ามท่าเรือ มายังวัดโคกกระต่ายทอง
    ซึ่งอยู่ตรงข้ามคนละฝั่งแม่น้ำกัน
    ขณะที่หลวงพ่อหมอ มาถึงท่าวัดชุมแสงนั้น เป็นเวลาค่ำแล้วจึงไม่มีเรือข้ามฝากไปยังท่าวัดโคกกระต่ายทอง
    ทันใดนั้นหลวงพ่อหมอ ได้เดินลงเหยียบบนผิวน้ำอัศจรรย์ยิ่งตัวท่านยืนอยู่เหนือผิวน้ำแล้วเดินข้ามแม่น้ำไปยังท่าวัดโคกกระต่ายทอง
    โดยที่มีชาวบ้านเห็นเหตุการณ์ว่าเห็นพระเดินข้ามแม่น้ำ บ้างก็ว่าท่านเหยียบยืนบนฝาบาตรลอยข้ามแม่น้ำในครั้งนั้น
    จนเป็นที่กล่าวขานล่ำลือไปทั่วในเขต อ.ท่าเรือ ในสมัยนั้น
    (เรื่องราวจาก ลพ.ทอง เจ้าอาวาสวัดโคกกระต่ายทอง รูปปัจจุบัน).
    ______________________________
    : สหมิกธรรม :
    หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ วัดบ้านไร่
    ให้ความเคารพนับถือ ยอมรับในคุณธรรมของ
    หลวงพ่อหมอ เป็นพระองค์เดียวที่หลวงพ่อคูณ มวนและจุดยาให้สูบ เรียกว่าท่านเป็นเพื่อนชี้กันเลยทีเดียว ท่านทั้งสองต่างรู้ภูมิกัน
    อันที่จริงหลวงพ่อคูณ ท่านเคารพนับถือในองค์หลวงพ่อหมอ มาก หลวงพ่อหมอ ท่านจะอายุมากกว่า หลวงพ่อคูณ 8 ปี
    หลวงพ่อคูณ ท่านกล่าวว่า
    " หลวงพ่อหมอ เก่งกว่ากูเยอะ ".
    ____________________________
    : เขาดีกว่ากูอีก :
    หลวงพ่อพรหม ถาวโร วัดช่องแค นครสวรรค์
    บอกแก่ชาวบ้านช่องแค
    สมัยที่หลวงพ่อหมอ ท่านออกธุดงค์ ปฏิบัติตัวแปลกๆ ทำตัวเป็นคนสติไม่ดี ดำเนินจิตตามนิมิตรบอก
    ครั้งหนึ่ง หลวงพ่อหมอ ได้ธุดงค์ผ่านไปแถวช่องแค อ.ตาคลี ชาวบ้านที่พบเห็นต่างโจษขานกัน กับความแปลกประหลาดในวัตรปฏิบัติแปลกๆของท่านที่ไม่เหมือนพระทั่วไป จนชาวบ้านบางส่วนมองท่านว่าเป็นพระบ้า
    ด้วยความสงสัยจึงนำเรื่องราวไปถาม
    หลวงพ่อพรหม วัดช่องแค ว่ามีพระสติไม่ดีนุ่งจีวรเก่าๆ มาธุดงค์ปักกรด แถวช่องแค ชาวบ้านเอาภัตตาหารไปถวายบางวันไม่ฉันนั่งนิ่งทั้งวัน บางทีชาวบ้านมาพบเจอฉันภัตตาหารกลางคืน
    บางวันมีญาติโยมที่ศรัทธา มานั่งห้อมล้อมเยอะเพราะไปถามอะไรท่าน ในเรื่องที่ตนเองทุกร้อนใจ ท่านรู้ตอบถูกหมด รู้ทุกอย่างที่ชาวบ้านถาม บ้างก็มาให้ท่านทำน้ำมนต์ ให้ดูดวง บ้างก็มารักษาให้ท่านพ่นเป่า บ้างก็มาขอหวย มีทั้งคนที่นับถือ มีทั้งคนที่มาก่อกวนท่าน เพราะหาว่าท่านเป็นพระบ้า
    ชาวบ้านจึงนำเรื่องนี้ไปถามหลวงพ่อพรหม
    ว่าเป็นพระบ้า หรือ อย่างไรกันแน่
    หลวงพ่อพรหม นั่งนิ่งสักพักแล้วท่านบอกกับโยม
    ที่สงสัยในตัวหลวงพ่อหมอว่า
    " เขาดีกว่ากูอีก "
    จึงไม่มีใครกล้าไปตอแยก่อกวนหลวงพ่อหมออีกเลย.
    ______________________________
    : ฝ่ามือมหาลาภ :
    เรื่องมหาลาภ ของหลวงพ่อหมอนั้นว่ากันว่าขลังเป็นยิ่งนัก
    ฝ่ามือมหาลาภของท่าน นับว่าเป็นของวิเศษนัก
    หลวงพ่อหมอ ท่านจะเน้นไปทางด้าน
    โชคลาภ โภคทรัพย์ เงินไม่ขาดมือ
    ในวัตถุมงคลของท่านมักจะมีรูปฝ่ามือมหาลาภของท่าน วางประทับอยู่ด้านหลังวัตถุมงคลนั้นๆ
    ไม่ว่าจะเป็นเหรียญ หรือพระสมเด็จ
    จะมีรูปฝ่ามือมหาลาภ ของท่านประทับอยู่ข้างหลังขององค์พระเกือบทุกรุ่น
    ฝ่ามือมหาลาภที่ประทับไว้ด้านหลังวัตถุมงคลของท่านนั้นยังแฝงไว้ด้วยซึ่งปริศนาธรรรม
    ว่าฝ่ามือของท่านนั้นค่อย ช่วยเหลือ ผลักดัน
    ส่งเสริม อุปถัมภ์ค้ำชู มิให้ตกต่ำ
    วัตถุมงคลของท่านนั้นจะดีไปในทาง
    โชคลาภ โภคทรัพย์ เมตตา ค้าขาย เจริญก้าวหน้า ทำมาหากินคล่องตัว ทั้งยังคุ้มครองป้องกัน
    นักเสียงโชคและคนค้าขาย ควรหามาบูชายิ่งนัก
    วัตถุมงคลของท่านนั้นราคาไม่แพง เพราะคนไม่ค่อยรู้จักท่าน
    แต่ที่น่าแปลกคือหาไม่ค่อยได้ไม่ค่อยพบเจอ.
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    รูปหล่อหลวงพ่อหมอวัดโคกกระต่ายทอง รุ่น มหาลาภ ปี๒๕๓๙

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20250821_171948.jpg IMG_20250821_172036.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 21 สิงหาคม 2025
  11. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,485
    ค่าพลัง:
    +21,469
    FB_IMG_1755787801217.jpg FB_IMG_1755787806374.jpg FB_IMG_1755787803989.jpg

    ผู้ใดปรารถนา ค้าขาย ให้มีกำไร พึงให้บูชา "ลื่อตงปิง โจวซือ" แห่งวิหารเซียน
    ประวัติเซียน ลื้อท๊งปิง วิหารเซียน จ.ชลบุรี
    อันนี้ออกตัวก่อนว่าเอามาจากพี่ช้าง ในเว็บๆนึงนะครับ ไม่ใช่ความรู้ของผมแต่อย่างใด ลองอ่านดูครับ (คำว่า "ผม" ในที่นี้คือ คุณช้าง คนที่ข้อมูลมานะครับ ไม่ใช่ตัวข้าน้อย)
    กระผมเคยคุยกับท่านอ.สง่า ที่เป็นผู้ก่อตั้งวิหารเซียนที่ชลบุรี ท่านบอกว่า องค์ลื่อตงปินสามารถสื่อกับท่านได้โดยทางจิตแต่ท่านไม่เคยเห็นตัวองค์ท่าน ทางนิมิตเลย ท่านบอกว่าตำแหน่งของท่านลื่อตงปินมีหน้าที่เหมือนรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยมี หน้าที่คอยดูแลความสงบเรียบร้อยและปรามปรามผู้ร้าย
    มูลเหตุที่ท่านได้รู้จักกับองค์ท่านนั้นเนื่องมาจากคุณแม่ของอ.สง่าท่านป่วย เป็นโรคทานอะไรไม่ได้ ทำให้ไม่มีกำลังแม้แต่จะลุกยืน ตอนนั้นพวกญาติท่านก็พาไปหาซินแสหรือหมอแผนปัจจุบันมาหลายท่านก็ไม่ดีขึ้น ประจวบกับท่านอ.สง่าในสมัยนั้นไม่ค่อยเชื่อในเรื่องการเผาฮู้ต้มกินแล้วจะ หาย ยิ่งพวกเข้าทรงเจ้าต่างๆท่านไม่เชื่อเลย แต่เมื่อเป็นความต้องกรของญาติๆก็เลยได้แตลองทำดูเพราะไม่มีวิธีอื่นแล้ว จนวันหนึ่งได้เชิญคนทรงมาซึ่งคนทรงนี้ตามปกติจะไม่ใช่ร่างทรงของท่านองค์ เซียนลื่อตงปิน แต่เป็นร่างทรงเทพองค์อื่น แต่วันนั้นพอทำพิธีอัญเชิญปั๊บ ท่านลื่อตงปินก็มาประทับทรงทันทีและก็อกว่าจะช่วยให้คุณแม่ของอ.สง่าลุกเดิน ได้หายภายใน3เดือน แต่มีข้อแม้ว่าอ.สง่าจะต้องทำงานรับใช้ท่าน ซึ่งท่านอ.สง่าก็ได้ถามว่าจะให้ทำอะไรถ้าให้เป็นร่างทรงแบบนี้ท่านไม่เอาและ ท่านก็ไม่เคยศึกษาศาสตร์แนวนี้มาก่อน ม่านลื่อตงปินก็บอกว่าไม่เป็นไรท่านจะคอยช่วยบอกให้เองว่าจะต้องทำอะไร แล้วท่านก็ขียนฮู้ให้ อ.สง่าเก็บไว้เผาให้คุณแม่ของท่านละลายน้ำดื่ม ซึ่งก็ปรากฏว่าพอครบ3เดือนคุณแม่ท่านก็แข็งแรงเป็นปรกติเดินได้ดังเดิม ท่านลื่อตงปินก็มาทวงสัญญาอ.สง่าจึงต้องยอมทำงานรับใช้ท่านสงเคราะห์มนุษย์ โดยที่ท่านกับอ.จะสื่อสัมผัสทางใจกัน เหมือนเป็นอ.กับลูกศิษย์ อภินิหารขององค์เซียนลื่อตงปินที่วิหารเซียนมีเยอะครับ เอาไว้มีเวลาจะมาเล่าเป็นเรื่องๆไปครับ เช่นเรื่องตอนช่วยสร้างวัดญาณสังวร ชลบุรี ตอนปราบมังกรเขียว ตอนไฟไหม้โรงแรมที่พัทยา ตอนที่ช่วยกิจการของเจ้าของผลิตภัณฑ์จากไก่รายใหญ่ ตอนช่วยเจ้าของตึกใบหยกทาวเวอร์ ตอนช่วยแบงค์กสิกรที่จะล่มช่วงIMF
    อีก อย่างหนึ่งคือเพื่อนผมคนหนึ่งเขาบูชาพระผงท่านลื่อตงปินจากที่วิหารเซียนที่ ชลบุรีไป วันหนึ่งก็เจอนักจับพลังพระ ขณะที่นักจับพลังพระกำลังตรวจพระของคนอื่นอยู่ว่าดียังไง จู่ๆเขาก็หันมาที่เพื่อนของกระผมแล้วถามว่เขาห้อยพระอะไรอยู่(พระอยู่ใน เสื้อ ไม่ได้ห้อยออกมาข้างนอก)เพราะเขาเห็นรัศมีสีชมพูพุ่งออกมาดีทางเมตตาร่มเย็น และพลังนี้หมุนวนกลับไปกลับมาเหมือนหยินและหยาง ซึ่งตั้งแต่เขาตรวจพระมาไม่เคยเจอบบนี้เขาก็เลยขอดูพระของเพื่อนผม พอเขาเห็นพระเเล้วเขาก็เลยหายสงสัยว่าทำไมจึงมีพลังแบบนี้ พระนี้คิดว่าที่ทางวิหารเซียนยังมีอยู่นะครับ ผมเองยังเคยไปงานวันที่เขาอัญเชิญท่านองค์ลื่อตงปินมาประทับทรงที่วิหาร เซียนเลย
    สมัยที่สร้างวัดญาณสังวรวราราม ชลบุรีใหม่ๆนั้น ได้ประสบปัญหาและอุปสรรคนานาชนืดทั้งที่เกิดจากคนงานก่อสร้าง และจากสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน จึงได้เชิญผู้ที่มีสมาธิจิตดีมาตรวจดูว่าเป็นเพราะเหตุใด ก็พบว่าบริเวณที่สร้างวัดนั้นมีความสัมพันธ์กับพระนเรศวรมากและมีดวงวิญญาณ ของผู้ที่ตายจากสงครามอยู่มากเป็นเหตุให้กานทำงานมีอุปสรรค ความทราบถึงองค์สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชท่านก็เลยได้เดินทางาทำ พิธีแผ่เมตตาให้แก่ดวงวิญญาณเหล่านั้นด้วยพระองค์เองแต่ปรากฏว่า ยิ่งแผ่เมตตาก็ยิ่งมีดวงวิญญาณพากันมามากขึ้นจนท่านต้องมีบัญชาให้ไปตามตัว ซินแสสง่า(ผู้ก่อตั้งวิหารเซียน)มาช่วยตรวจดูให้ ซึ่งเมื่อท่านมาตรวจดูแล้วก็รู้ว่าจุดที่สร้างวัดเคยเป็นที่เดินทัพและเกิด สงครามมาก่อน ท่านจึงได้เผาฮู้ตรงใจกลางของที่นั้นซึ่งก็ได้มีคนที่ตาดีได้เห็นองค์ท่าน ลื่อตงปินสด็จมาบนหลังมังกร ซึ่งเมื่อท่านมาถึงพวกวิญญาณทั้งหลายก็กระเจิงหมด ซึ่งสถานที่ท่านได้เผาฮุ้นั้นได้กลายเป็นใจกลางพระอุโบสถในปัจจุบันนี้ครับ
    สำหรับพระพุทธรูปที่อยู่ในโบสถ์เป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์มากชื่อ"พระ พุทธหทัยนเรศวร์"สร้างขึ้นจากฝาบาตรพระที่ลงอักขระถึง84000ฝาด้วยกัน อีกทั้งยังได้อัญเชิญเทพระดับพรหมมารักษาพระพุทธรูป และภายในองค์ท่านยังได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุถึง84000องค์ ซึ่งเท่าที่ผมทราบมาน่าจะเป็นพระพุทธรูปที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุมากที่สุด เพราะพระบรมสารีริกธาตุที่บรรจุเกือบเต็มบาตรพระเลยครับ ใครผ่านไปก็ลองแวะไปขอพรท่านดูนะครับและอย่าลืมแวะชมวิหารเซียนกับพระพุทธ รูปเขาชีจรรย์ที่แกะสักด้วยเลเซอร์ด้วยครับ
    ช่วงที่สร้างวัดญาณสังวรใหม่ๆ นอกจากจะประสบปัญหาจากดวงวิญญาณเก่าแก่แล้ว ยังมีปัญหาเรื่องเวลาฝนตกแล้วน้ำจะท่วมถนนทางเข้าขาดทำให้การก่อสร้างต้อง หยุดชะงักและไม่คืบหน้า ทางอ.สง่าได้พิจารณาดูแล้วพบว่าเขาที่อยู่เบื้องหลังของวิหารเซียนในตอนนี้ (ตอนนั้นวิหารเซียนยังไม่ได้ก่อตั้ง)เป็นที่อยู่ของมังกรเขียวที่ดุร้ายตัว หนึ่งเวลาฝนตกจะชอบออกมาเล่นน้ำฝนเป็นประจำ จึงทำให้เกิดน้ำท่วมทางขาดเป็นประจำ มังกรเขียวตัวนี้มีหน้าที่เฝ้าบ่อเงินกับบ่อทอง(ตอนนี้ได้กลายเป็นที่ตั้ง ของวิหารเซียนไปแล้ว)ท่านจึงมีความคิดที่จะปิดปากถ้ำพญามังกรตัวนี้ไว้ ซึ่งท่านลื่อตงปินก็ได้มาแนะนำว่าให้เอาดินทับฟ้าไว้จึงจะปิดปากถ้ำไม่ให้ พญามังกรตัวนี้ออกมาอาละวาดได้ ดังนั้นถ้าใครพอมีความรู้เรื่องฮวงจุ้ยจะต้องเคยเห็นรูปปลาดำปลาขาว (สัญลักษณ์หยิน-หยางที่หน้าอกนักพรตไท้ก๊ก)ซึ่งแทนความหมายฟ้า-ดิน โดยสีขาวหมายถึงฟ้า สีดำหมายถึงดิน ตามปกติเครื่องหมายนี้สีขาวจะต้องอยู่ข้างบนและสีดำจะต้องอยู่ข้างล่าง แต่ที่วิหารเซียนจะกลับกันจากที่อื่นคือสีดำจะอยู่บนสีขาวจะอยู่ข้างล่าง เคยมีนักดูฮวงจุ้ยชื่อดังที่รับดูฮวงจุ้ยเป็นอาชีพได้ไปที่วิหารเซียนและ เคยปรามาสท่าน อ.สง่าว่า ไม่รู้จริงสร้างผิดหลัก ท่านก็ได้แต่หัวเราะไม่ว่าอะไร ท่านมาเฉลยให้ผมฟังว่าที่ท่านทำอย่างนี้พื่อจะได้เอาดินทับฟ้าสะกดปิดปากถ้ำ มังกรเขียวไว้นั่นเอง และตอนนี้มังกรเขียวตัวนั้นก็ได้กลายเป็นพาหนะของท่านลื่อตงปินไปแล้ว อ.สง่าท่านจึงเขียนฮู้มังกรเขียวแจกฟรี ใครสนใจไปขอได้ที่วิหารเซียนครับ และมีอย่างผ้ายันต์มังกรเขียวด้วย ท่านบอกว่าถ้ามีเรื่องเดือดร้อนอะไรให้เผาฮู้กลางแจ้งจุดธู)บอกองค์เซียน ลื่อตงปินท่านแล้วอธิษฐานครับ
    ฮู้นี้มีผู้เคยประสบเหตุบ่อย ๆ คือมีอยู่ท่านหนึ่งได้รับฮู้แบบผ้ายันต์ไปซึ่งตามปกติท่านจะแจกแบบกระดาษซะ เป็นส่วนใหญ่ ก็พับเก็บใส่กระเป๋าเสื้อ ระหว่างทางขับรถกลับบ้านก็ประสบอุบัติเหตรถพังยับแต่ตนเองไม่เป็นอะไร ก็ไม่ได้เอะใจอะไรแต่เมื่อกลับไปถึงบ้านเอาอู้ออกมาจากกระเป๋าเสื้อปรากฏว่า ฮู้ขาดเป็นสองท่อน ก็เลยรีบมาเล่าให้ท่านอ.สง่าฟัง ท่านก็บอกว่ามังกรเขียวเขาออกไปรับแทนไม่งั้นจะเจ็บหนักแน่ ที่น่าแปลกคืออู้นั้นเป็นผ้ายันต์แต่ขาดเหมือนโดนฉีกออกจากกันอย่างแรง ผมเองเคยได้มาเป็นปึกๆสมัยท่านยังอยู่แต่ก็แจกไปซะเกือบหมดแล้ว อย่างกระดาษคิดว่าที่วิหารเซียนยังคงมีอยู่แต่แบบผ้ายันต์ไม่แน่ใจครับ
    วิหารเซียนอยู่เลยพัทยาไปหน่อยครับ(ถ้าไปจากกทม.)ไปทางบางเสร่ ทางเข้าทางเดียวกับทางไปวัดญาณสังวรวรารามและพระพุทธรูปเขาชีจรรย์ ทั้ง3แห่งอยู่ละแวกเดียวกันหมดครับ แต่จะถึงวิหารเซียนก่อนถึงวัดครับ ถามคนที่นั่นรู้จักหมดครับเพราะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวจะมีทัวร์ต่างชาติโดย เฉพาะพวกไต้หวัน จีนมาลงแทบทุกวันครับ ถ้าไปแล้วก็แวะกราบให้หมดทั้ง3แห่งนะครับ โดยเฉพาะที่วัดญาณสังวรนอกจากมีพระพุทธญาณนเรศวร์ที่ศักดิ์สิทธิ์เพราะสร้าง จากฝาบาตรที่ลงอักขระ84000ฝาแล้ว ยังบรรจุพระบรมสารีริกธาตุอีกถึง84000องค์ เสร็จแล้วก็ไปกราบชมพระเจดีย์ที่บรรจุพระบรมธาตุและพระธาตุอรหันตสาวกในสมัย พุทธกาล(เขาโชว์พระธาตุให้เห็นในตู้กระจกด้วยครับ เรียกว่าได้มองเห็นกันแบบใกล้ๆเลย) แล้วก็ขึ้นเขาไปกราบพระมณฑปรอยพระพุทธบาทบนเขาด้วยครับ เรียกว่าไปครั้งเดียวคุ้มครับ อีกอย่างไปจากกทม.ก็นั่งรถประมาณชั่วโมงครึ่งเองครับ
    เทพเจ้าลือท่งปิง
    อาจารย์เซียนสง่า กุลกอบเกียรติ วิหารเซียน จ.ชลบุรี
    ประวัติ เซียน ลื้อตงปิงวิหารเซียน จ.ชลบุรี
    ท่าน อ.สง่า กุลกอบเกียรติ ผู้ก่อตั้ง วิหารเซียนที่ชลบุรี ท่านบอกว่า องค์ลื่อตงปิง สามารถสื่อ กับท่านได้โดย ทางจิต แต่ ท่าน ไม่เคยเห็น ตัว องค์ท่าน ทางนิมิต เลย ท่านบอกว่า ตำแหน่ง ของ ท่านลื่อตงปิน มีหน้าที่เหมือน รัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย มี หน้าที่คอยดูแล ความสงบเรียบร้อย และ ปรามปรามผู้ร้าย
    มูลเหตุ ที่ท่านได้รู้จัก กับองค์ท่าน ลื้อตงปิน นั้นเนื่องมา จากคุณแม่
    ของ อ.เซียน สง่า ท่านป่วย เป็นโรคทานอะไรไม่ได้ ทำให้ไม่มีกำลังแม้แต่จะ ลุกยืน ตอนนั้นพวกญาติท่านก็พาไปหา ซินแส หรือ หมอแผน ปัจจุบันมา หลายท่าน ก็ไม่ดีขึ้น ประจวบกับ ท่านอ.เซียน สง่าในสมัยนั้น ไม่ค่อยเชื่อในเรื่องการเผาฮู้ ต้มกินแล้วจะ หาย ยิ่งพวกเข้า ทรงเจ้า ต่างๆท่านไม่เชื่อ เลย แต่เมื่อเป็น ความต้องการ ของ ญาติๆก็เลยได้แต่ ลองทำดูเพราะ ไม่มีวิธีอื่นแล้ว
    จนวันหนึ่งได้เชิญ คนทรงมา ซึ่งคนทรง นี้ตามปกติจะไม่ใช่ ร่างทรงของ ท่านองค์ เซียนลื่อตงปิน แต่เป็นร่างทรงเทพ องค์อื่น แต่วันนั้นพอ ทำพิธีอัญเชิญปั๊บ ท่านลื่อตงปิน ก็มาประทับทรง ทันที และ ก็บอกว่าจะ ช่วยให้คุณแม่ ของ อ.เซียน สง่า ลุกเดิน ได้หายภายใน 3 เดือน แต่มีข้อ แม้ว่า อ.เซียน สง่า จะต้องทำงาน รับใช้ท่าน ซึ่งท่าน อ.เซียน สง่า ก็ได้ถามว่าจะให้ทำอะไรถ้า ให้เป็นร่างทรง แบบนี้ ท่านไม่เอา และ ท่านก็ไม่เคย ศึกษาศาสตร์ แนวนี้ มาก่อน ท่านลื่อตงปิน ก็บอกว่าไม่เป็นไร ท่านจะ คอยช่วยบอก ให้เองว่าจะ ต้องทำอะไร แล้วท่าน ก็เขียนฮู้ ให้ อ.เซียน สง่า เก็บไว้เผา ให้ คุณแม่ ของ ท่าน ละลายน้ำดื่ม ซึ่งก็ปรากฏว่าพอ ครบ 3 เดือน คุณแม่ท่านก็แข็งแรง เป็นปรกติเดิน ได้ดังเดิม ท่านลื่อตงปิน ก็มา
    ทวงสัญญา อ.เซียน สง่า จึงต้อง ยอมทำงานรับใช้ ท่านสงเคราะห์มนุษย์ โดยที่ท่าน กับ อ.เซียน สง่า จะสื่อ สัมผัสทางใจ กัน เหมือนเป็น อาจาร.กับลูกศิษย์ อภินิหาร ขององค์ เซียนลื่อตงปิน ที่วิหารเซียนมี เยอะ เอาไว้มีเวลา จะมาเล่า เป็นเรื่องๆไป
    เช่นเรื่อง ตอน ช่วยสร้างวัดญาณสังวร ชลบุรี ตอนปราบมังกรเขียว ตอน ไฟไหม้โรงแรม ที่พัทยา ตอนที่ช่วยกิจการ ของเจ้าของ ผลิตภัณฑ์ ไก่
    รายใหญ่ CP ตอนช่วย เจ้าของ ตึกใบหยกทาวเวอร์ ตอนช่วย แบงค์กสิกร ที่จะ ล่มช่วง IMF
    อีก อย่างหนึ่งคือ มีคนหนึ่งเขาบูชา พระผงท่าน ลื่อตงปิน จากที่ วิหารเซียน เมื่อ ครั้ง อ.สง่า ยังมีชีวิต ไป
    วันหนึ่ง ก็ไป เจอ นักจับ พลังพระ ขณะที่นักจับ พลังพระกำลัง ตรวจพระ ของคนอื่น อยู่ว่า ดียังไง จู่ๆเขาก็หันมา ที่ ชายคนนี้ แล้วถาม ว่า เขา ห้อยพระอะไรอยู่
    (พระ อยู่ใน เสื้อ ไม่ได้ห้อย ออกมาข้างนอก)
    เพราะเขาเห็น แสง รัศมี สีชมพู พุ่งออกมาดีทางเมตตา ร่มเย็น และพลังนี้ หมุนวน กลับไปกลับมา เหมือน หยิน และ หยาง ซึ่งตั้งแต่เขาตรวจพระมาไม่เคยเจอ แบบนี้ เขาก็เลยขอดู พระ พอเขาเห็นพระ แกเลย หายสงสัย ว่าทำไมจึงเกิด มีพลังแบบนี้ได้ เจอ พลังสายญาณเทพเจ้าจีน ครั้งแรก ต้องทึ้ง เพราะ แรง จริง
    และ มีพระเกจิชื่อ ดังทาง ภาคตะวันออก ไม่ขอ เอ่ยนาม มีโยมไปขอ ของดี ท่านบอกกลับไปที่ บ้านโยม นะ มีของดีอยู่ ไปค้นดูดีดี ละ
    คนจีน มีหนวด ยาว ถือแส้ คุ้มครองบ้านโยม พอ
    กลับบ้านไป ค้นดู เจอพระผง ตามรูป ถึงรู้ ตรงตาม ที่พระ ท่านบอกไว้ จริง อัศจรรย์
    วันที่ไคกวง พระผง ชุดนี้ ท่าน อ.สง่า ได้ อัญเชิญ ญาณ ท่าน องค์ลื่อตงปิน มา ประทับทรง ปลุกเสก ที่ วิหารเซียน ครั้งนั้น พิธี ยิ่งใหญ่ ที่สุด คนที่ได้รับไปนั้น เกิดประสบการณ์ ปาฏิหาริย์ เพียบ โดนผีเข้า เจ้าที่แรง ห้อย พระผงไป ร้อง หนี บอกว่า กลัวแล้ว อย่าเข้ามา ร้อน ร้อน แคล้วคลาด จากเที่ยวบิน มรณะ องค์ลื้อตงปิ่น ดลจิตดลใจ ให้ยกเลิก ในการเดินทาง อธิษฐานขอเงินได้เท่าไร ได้เท่าใด ไม่ขาดไม่เกิน เศษเกินไม่มี เหลือเชื่อ มากมาย
    พระผงพระวิสุทธิเทพ “ ลื่อตงปิน ”โจวซือ รุ่นแรก ปี 2536อเนกกุศลศาลา (วิหารเซียน) ชลบุรี พิมพ์ใหญ่
    เพื่อเป็นที่ระลึกในการที่พระบาทสมเด็จพระดเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    ตามสภาพ องค์พระไม่สวย พิมพ์ใหญ่

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20250821_214538.jpg IMG_20250821_214600.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 21 สิงหาคม 2025
  12. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,485
    ค่าพลัง:
    +21,469
    rv.jpg หลวงปู่ละมัย-ฐิตมโน-สำนักสวนป่าสมุนไพร-อ.เมือง-จ.เพชรบูรณ์.jpg FB_IMG_1724410496582.jpg


    พระสมเด็จทรงเครื่อง หลังช้าง วัดช้าง นครนายก
    พิธีไหว้ครู วัดสุทัศน์เทพวรารามปี ๒๕๔๔ หลวงปู่หมุน วัดบ้านจาน เป็นประธานเสก
    พระผง รุ่นไหว้ครู ปี 2544 ขณะนั้นหลวงปู่หมุน อายุ 106 ปี พิธีไหว้ครู ที่วัดสุทัศน์เทพวราราม พ.ศ.2544 หลวงปู่อธิฐานปลุกเสกก่อนงาน 9 วัน 9 คืน และในพิธีไหว้ครูได้ประกอบพิธีพุทธาภิเษกโดย
    หลวงปู่หมุน เป็นประธานพิธี พร้อมด้วย
    หลวงปู่ลมัย อายุ 102 ปี
    หลวงปู่ทอง วัดจักรวรรดิ์ กทม.อายุ96ปี
    ร่วมกันปลุกเสกอีกด้วยครับ
    พิธีไหว้ครูบูรพาจารย์ 2544
    หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล อายุ 107 ปี พิธีอธิษฐานจิตปลุกเสก วันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม 2544 โดย
    1. หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล พระปรมาจารย์อมตะมหาเถระ 5 แผ่นดิน
    2. หลวงปู่ลมัย ฐิตมโน อายุ 102 ปี สำนักสงฆ์สวนสมุนไพร เพชรบูรณ์ พระผู้เชี่ยวชาญในกสิณสมาบัติ และวิชาปรอท เล่นแร่แปรธาตุ
    3. หลวงปู่ทอง อายุ 96 ปี วัดจักรวรรดิ กทม. สหธรรมิกร่วมสมัยกับหลวงปู่หมุน ผู้เคยทดลองวิชาอาคมในยุคอินโดจีน
    พระเครื่องรุ่นนี้ ท่านเจ้าคุณวัดสุทัศน์ เตรียมไว้แจกแก่ผู้ที่มาร่วมงานที่ วัดโดยไม่มีจำหน่าย
    พระชุดนี้เมื่อทำเสร็จก็ได้นำเข้าพิธีที่วัดสุทัศน์ฯ เป็นที่แรก และข้าพเจ้าจำได้ว่าท่าน อาจารย์ต๊ะได้นำมาแจกตอนพรมน้ำมนต์หลังเสร็จพิธี จำนวน ๑กล่องใหญ่ ๔-๕ ร้อยองค์ และที่เหลือได้มอบไว้ที่วัดสุทัศน์ ส่วนที่เหลือได้นำกลับมาเสกต่อที่วัด และทยอยแจกให้ศิษย์เรื่อยมา จำนวนการสร้าง ถ้าจำไม่ผิดอยู่ที่ ๕,๐๐๐ องค์ เห็นจะได้ จะมีด้วยกัน ๓ แบบๆที่ปั๊ม "วัดช้าง" ๕๐๐๐ องค์ แบบที่ปั๊มเป็นรูป "ช้างทรงเครื่อง" ๕๐๐๐ องค์ และแบบ )มรูปช้างทรงเครื่อง ๒ เชือกมี ๑๐๐ องค์
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระสมเด็จทรงเครื่อง หลังช้าง วัดช้าง นครนายก
    พิธีไหว้ครู วัดสุทัศน์เทพวรารามปี ๒๕๔๔ สภาพบิ่นแตกเนื้อหายด้านบน

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250821_220049.jpg IMG_20250821_220107.jpg IMG_20250821_220149.jpg IMG_20250821_220129.jpg
     
  13. pei

    pei เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    819
    ค่าพลัง:
    +2,894
    จองครับ
     
  14. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,485
    ค่าพลัง:
    +21,469
    รับทราบครับขอบคุณครับ

    วันนี้จัดส่ง
    1755842923501.jpg
    ขอบคุณครับ
     
  15. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,485
    ค่าพลัง:
    +21,469
    1755847657840.jpg


    ประวัติ ครูบาดวงดี สุภัทโท ถือ กำเนิดที่บ้านท่าจำปี ต.ทุ่งสะโตก อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ เป็นคนพื้นเพบ้านท่าจำปีมาแต่กำเนิด บิดามารดา เป็นชาวไร่ชาวนา โยมบิดาชื่อ พ่ออูบ โยมมารดาชื่อ แม่จั๋นติ๊บ (สมัยนั้นยังไม่มีการใช้นามสกุล) หลวงปู่ถือกำเนิดในแผ่นดินรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ตรงกับสมัยพ่อเจ้าอินทวิชยานนท์ (เจ้ามหาชีวิต) เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 26 เดือนเมษายน พ.ศ. 2449 หลวงปู่มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 8 คน เป็นชาย 4 คน เป็นหญิง 4 คน หลวงปู่เป็นลำดับที่ 7 และมีน้องสุดท้องชื่อแม่นิน
    เริ่มต้นชีวิตในผ้ากาสาวพัตร
    เมื่อ หลวงปู่อายุได้ 11 ปี ได้ติดตามพ่อแม่ไปทำบุญตักบาตรถวายภัตตาหารแด่ท่านครูบาเจ้าศรีวิชัย ซึ่งขณะนั้นท่านครูบาถูกทางการจังหวัดลำพูน นำตัวมากักขังบริเวณที่วัดพระธาตุเจ้าหริภุญชัย (วัดหลวงลำพูน) ในข้อหาเป็นพระอุปัชฌาย์เถื่อนไม่มีหนังสืออนุญาตบวชพระ เมื่อท่านครูบาเจ้าฯได้เห็นเด็กชายดวงดี ท่านก็มีเมตตาอย่างสูงเรียกเข้าไปหาพร้อมกับบอกพ่อแม่ว่า “กลับไปให้เอาไปเข้าวัดเข้าวา ต่อไปภายหน้าจะได้พึ่งพาไหว้สามัน” นับเป็นพรอันประเสริฐ ยิ่งในการที่ท่านครูบาเจ้าฯได้พยากรณ์พร้อมกับประสาทพรให้หลวงปู่ตั้งแต่ยัง เด็กหลังจากที่เดินทางกลับถึงบ้าน ไม่กี่วันต่อมา บิดาก็นำขันข้าวตอกดอกไม้ พร้อมกับนำตัวเด็กชายดวงดีไปถวายฝากตัวเป็นศิษย์ (ขะโยม) ในท่านครูบาโปธิมา ซึ่งเป็นอธิการวัดท่าจำปี ใกล้ๆบ้านนั่นเอง ครูบาโปธิมาก็ได้พร่ำสอนหนังสือของทางการบ้านเมืองสมัยนั้น หลังจากสั่งสอนเด็กชายดวงดีจนพออ่านออกเขียนได้ ท่านครูบาโปธิมาก็ย้ายจากวัดท่าจำปีไปเป็นเจ้าอาวาสวัดศรีบุญเรือง ห่างจากวัดท่าจำปีไปเล็กน้อย
    ท่าครูบาสิงหะ เจ้าอาวาสท่านต่อมาได้ให้เด็กชายดวงดีศึกษาเป็นขะโยม(เด็กในวัด) อยู่กับคณูบาสิงหะได้ไม่นาน ครูบาสิงหะก็มรณภาพ คงเหลือสามเณรสิงห์แก้วดูวัดท่าจำปีแทนและทำหน้าที่สั่งสอนลูกศิษย์ไปด้วย หลังจากทำบุญประชุมเพลิงครูบาสิงหะแล้วสามเณรสิงห์แก้วก็ลาสิกขาจึงทำให้วัด ท่าจำปีร้างรกไม่มีเจ้าอาวาสติดต่อกันถึง 3 ปี ในขณะที่วัดร้างรานั้น หลวงปู่หรือเด็กชายดวงดีขณะนั้นก็ทำหน้าที่ดูแลวัดอย่างที่เคยปฏิบัติมา เช่น ปัดกวาดกุฏิวิหาร จัดขันดอกไม้บูชาพระ ตักน้ำคนโท(น้ำต้น)ถวายพระพุทธรูปตลอดเวลา
    ต่อมาคณะศรัทธาวัดท่าจำปี ได้อาราธนานิมนต์ท่านครูบาโสภามาเป็นเจ้าอาวาสวัดท่าจำปี เป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่จึงได้ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าคณะตำบลทุ่งสะโตกอีก ตำแหน่งด้วย ทำให้วัดท่าจำปีเกิดความสำคัญขึ้นมาอย่างยิ่ง เพราะนอกจากท่านครูบาโสภณจะเป็นเจ้าคณะตำบลแล้ว ท่านยังเป็นพระสหธรรมมิกที่มีอายุพรรษารุ่นราวคราวเดียวกันกับม่านคณุบาศีล ธรรมศรีวิชัย มีผู้คนเคารพนับถือมากมายถึงกับขนานนามท่านว่า “ตุ๊เจ้าตนบุญตนวิเศษแห่งล้านนา” จริงๆ เพราะท่านมีบุญญาอภินิหารปรากฏแก่สายตาคนทั้งหลาย ซึ่งเป็นที่ร่ำลือถึงเหตุการณ์ต่างๆอย่างไม่ลดละตราบจนทุกวันนี้
    หลัง จาก เด็กชายดวงดีศึกษาภาษาพื้นเมืองได้คล่องแคล่ว อายุได้ 13 ปีพอดีท่านครูบาโสภาจึงนำเด็กชายดวงดีไปปรึกษากับท่านครูบาศรีวิชัย ซึ่งขณะนั้นท่านได้ขึ้นมาบูรณะปฏิสังขรณ์ทางเมืองเชียงใหม่ พ.ศ.2462 ท่านครูบาศรีวิชัยมีความพอใจเด็กชายดวงดีมาก ท่านครูบาโสภาก็เล่าเรื่องการบวชเณรให้ท่านครูบาศรีวิชัยฟัง ท่านก็บอกกับครูบาโสภณว่า “ถ้าบวชพระแล้วก็หื้อขึ้นมาจำพรรษาอยู่วัดพระสิงห์นี่แหละ จะได้เป็นเพื่อนกับนายสิงห์ดำ” (ซึ่งเป็นหลานแท้ๆของท่านครูบาศรีวิชัย)ซึ่งมีหน้าที่ปลงเกศาให้กับท่าน ครูบาศรีวิชัย
    ในขณะที่หลวงปู่อยู่จำพรรษากับท่าครูบาเจ้าศรีวิชัย นับ ตั้งแต่เป็นสามเณรใหม่ๆนั้นและเดินทางปฏิบัติเล่าเรียนอยู่กับท่านครูบาเจ้า ศรีวิชัยนั้น ท่านอายุได 28 ปี เป็นช่วงที่ท่านครูบาเจ้าศรีวิชัยต้องอธิกรณ์ข้องกล่าวหาต่างๆนาๆ เช่นการบุกรุกป่าสงวน ซ่องสุมผู้คน ตั้งตนเป็นผีบุญ จนถึงกับถูกจับส่งตัวไปตัดสินความที่กรุงเทพฯ เนื่องจากถูกกลั่นแกล้ง ซึ่งเรื่องนี้ทำให้เกิดเหตุการณ์ใหญ่โต เมื่อคณะสงฆ์ในเขตปกครองแขวงบ้านแมง (อ.สันป่าตอง)ขอลาออกจากการปกครองเมืองเชียงใหม่ถึง 60 วัด ท่านครูบาโสภาวัดท่าจำปี ท่านครูบาปัญญา วัดท่ากิ่งแลหลวง ก็ถูกไต่สวนจนต้องนำคณะศิษย์หนีหนีไปแสวงบุญก่องสร้างวิหานพระพุทธบาท ฮังฮุ้ง ในเขตประเทศพม่าจนไม่ยอมกลับมาอีกเลย บรรดาลูกศิษย์ลูกหาของท่านครูบาศรีวิชัยต้องแยกย้ายกันไปแสวงบุญคนละทิศละ ทาง คงค้างแต่ท่านครูบาขาวปีทำหน้าที่ดูแลวัดสิงห็ และเป็นหัวแรงในการก่อสร้างวัดวาอารามที่ค้างไว้
    ต่อมาท่านครูบาศรี วิชัยถูกชำระความพ้นผิดเดินทางกลับเมืองลำพูนอยู่ได้ไม่นาน ก็ถึงแก่มรณภาพที่วัดจามเทวี เมื่ออายุได้ 61 ปี ซึ่งขณะนั้นหลวงปู่ดวงดีอายุได้ 32 ปี หลวงปู่ได้เดินทางไปก่อสร้างวัดวาอารามเจริญรอยตามท่านครูบาศรีวิชัยผู้เป็น พระอาจารย์ หลังจากนั้นก็ติดตามครูบาเจ้าอภิชัยผ้าขาวปีมาสร้างวิหารวัดท่าจำปีหลวงปู่ เดินทางกลับมาก่อสร้างวัดท่าจำปี ขณะนั้นอายุได้ 42 ปีได้รับตำแหน่งเจ้าคณะตำบลทุ่งสะโตกจากท่านครูบาโสภาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แม้ว่าหลวงปู่จะมีตำแหน่งหน้าที่ทางการคณะสงฆ์ก็ตาม ท่านก็มิได้ละเลยข้อวัตรปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งท่านมีความเชี่ยวชาญอยู่แล้ว ในระหว่างที่มาดำรงค์ตำแหน่งเจ้าอาวาสสืบต่อจากท่านครูบาโสภา หลวงปู่ก็มิได้สร้างแต่เฉพาะวัดท่าจำปีเท่านั้น ทุกวัดในละแวกเดียวกันหลวงปู่ก็ช่วยเหลือเป็นแรงสำคัญไม่ว่าถนนหนทาง อุโบสถ วิหาร เจดีย์ สะพาน หรือแม้แต่โรงเรียน โรงพยาบาล หลวงปู่ก็ให้ความอุปถัมภ์บำรุง แม้กระทั่งวัดในเขตอำเภอสันป่าตอง หรือต่างอำเภอ หรือต่างจังหวัด จนไม่สามารถนำมาบรรยายได้ทั้งหมด
    หน้าที่การคณะสงฆ์และสมณศักดิ์
    ครูบาดวงดี สุภัทโท วัดท่าจำปี เชียงใหม่ ปฏิบัติหน้าที่เจ้าคณะตำบลทุ่งสะโตก อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่พ.ศ. ๒๔๙๒
    -วันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๐ ได้รับสถาปนาประทวนสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นประทวนเจ้าคณะตำบล
    -วันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๐ ได้รับการเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นโทที่ “พระสุภัทรสีลคุณ” ณ พุทธมณฑล จังหวัด นครปฐม
    เมื่อ ช่วงเช้ามืดวันที่ 6 ก.พ. ที่พระมงคลวิสุต (หลวงปู่ครูบาดวงดี) พระครูสุภัทรสีลคุณ ฉายา สุภัทโท อายุ 104 ปี พรรษา 83 เจ้าอาวาสวัดท่าจำปี อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ พระเกจิชื่อดังที่มีอายุยืนที่สุดของแผ่นดินล้านนา มีลูกศิษย์อยู่ทั่วประเทศ ซึ่งได้อาพาธด้วยโรคชรา มีโรคแทรกซ้อน อาการทรุด พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลมหาราชเชียงใหม่ ตึกศรีพัฒน์ ชั้น 4 ห้อง 1 และได้มรณภาพลงแล้วที่ห้องไอซียู ชั้น 4 ตึกศรีพัฒน์ ยังความเศร้าโศกเสียใจแก่ศิษยานุศิษย์เป็นอย่างยิ่ง
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระรอดครูบาดวงดีวัดท่าจำปี เชียงใหม่

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250822_145121.jpg IMG_20250822_145146.jpg IMG_20250822_145220.jpg
     
  16. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,485
    ค่าพลัง:
    +21,469
    Dhammavitakko_Bhikkhu_(Phraya_Noraratanarajamanit,_Truek).jpg 203224-519b3.jpg 1389026-5074a.jpg FB_IMG_1755851333077.jpg

    พระผงชุดวิญญาณสมเด็จขาว ปี2513 เจ้าคุณนรฯ
    วัดศีลขันธาราม อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง
    เจ้าคุณนรฯ ภิกษุพระยานรรัตนราชมานิต วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพฯ
    -ทำไมจึงเรียกพระเครื่องชุดนี้ว่าชุดวิญญาณ แต่พระเครื่องชุดนี้ก็เป็นที่ยอมรับว่าเป็นของดีน่าใช้มากที่สุดอีกชุดหนึ่งของหลวงปู่ธมฺมวิตกฺโก เพราะว่าไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลังในการสร้างให้คนหวั่นไหวเล่นๆ เจตนาในการสร้างบริสุทธิ์สะอาดอย่างแท้จริง ไม่มีเรื่องของผลประโยชน์มาแปดเปื้อน สร้างแล้วแจกฟรี ไม่มีการจำหน่ายแม้แต่องค์เดียว ของปลอมก็ยังไม่มีออกมารังควาน เพราะว่าผู้สร้างแจกแหลกจนมือผียังผงะ คิดไม่ออกว่าจะปลอมมาขายได้ไง ในเมื่อของแท้ยังแจกสะบั้นยังงั้น จะทำปลอมออกมาแจกแข่งก็บ้ากันไปเท่านั้น
    นั่นเป็นความจริงของ 20 ปีที่แล้ว เดี๋ยวนี้ไม่ทราบว่าของปลอมมีออกมาหรือยัง แต่ผมก็ยังไม่เคยเห็นของปลอมเลยแม้สักหนเดียว จึงพอจะวางใจได้ว่า พระชุดวิญญาณของวัดศีลขันธารามนี้ยังเป็นของบริสุทธิ์น่าใช้อยู่อย่างเก่า
    -ผู้สร้างพระเครื่องชุดวิญญาณนี้คือท่านเจ้าคุณศีลขันธโศภณ เป็นผู้มีความเคารพเลื่อมใสหลวงปู่ธมฺมวิตกฺโก อย่างยิ่งอีกผู้หนึ่ง ต่อมาได้ถูกส่งตัวไปเป็นเจ้าอาวาสวัดศีลขันธาราม แทนเจ้าอาวาสองค์เดิมที่มรณภาพไป เมื่อไปอยู่ที่วัดศีลขันธารามแล้วก็มิได้เหินห่างวัดเทพศิรินทราวาสแต่อย่างใด ยังคงไปมาหาสู่เป็นปกติ และยังคงสร้างพระเครื่องมาถวายหลวงปู่ธมฺมวิตกฺโก อธิษฐานจิตปลุกเสกให้แล้วนำกลับไปแจกที่วัดศีลขันธารามตลอดเวลา และทำอย่างนี้มากมายหลายรุ่น แม้แต่พระนับร้อยก็ยังเอามาถวายให้ท่านเสกแล้วนำไปแจก ซึ่งพระนับร้อยก็คงจะเว้นไว้ไม่กล่าวถึง ไม่รู้จะกล่าวถึงได้ยังไง
    สำหรับพระเครื่องชุดวิญญาณนี้ ท่านเจ้าคุณศีลขันธโสภณ ได้จัดสร้างขึ้นเป็นการเฉพาะเพื่อนำเข้าร่วมในพิธีปลุกเสกในวันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2513 ซึ่งเป็นพิธีปลุกเสกครั้งสุดท้ายของหลวงปู่ธมฺมวิตกฺโก โดยมีพิมพ์ต่างๆดังนี้
    1.สมเด็จ 3 ชั้น หูบายศรี หลังเรียบไม่มียันต์ดูเหมือนจะมีเพียงเนื้อเดียว คือ สีดำ
    2.สมเด็จ 3 ชั้น หรือสมเด็จดำ และสมเด็จขาว ด้านหลังมียันต์ภควัมนูนออกมาและมีคำว่า “ธมฺมวิตกฺโกนิรมิต” มี 2 เนื้อ คือ สีดำและสีขาว
    3.สมเด็จประทานพร มี 2 เนื้อ คือ ดำกับขาว
    4.สมเด็จพระพุทธกวัก ดูเหมือนจะมีเนื้อเดียวคือ สีดำ
    5.พระปิดตา หลังยันต์นูน
    6.พระสมเด็จปางมารวิชัย
    ทุกพิมพ์ทุกเนื้อ สร้างประมาณอย่างละ 2,500 องค์
    นอกจากจะมี 2 เนื้อ คือ ดำและขาว ในบางพิมพ์แล้ว เนื้อสีเทาก็มีนะครับ ถ้าพบเนื้อสีเทาอย่าไปตีขลุมว่าเป็นของเก๊ หรือของไม่ทันพิธีบาปกรรมเปล่าๆ
    มวลสารของพระผงชุดวิญญาณค่อนข้างจะพิถีพิถันในการแสวงหามาผสม ซึ่งแสดงถึงความตั้งใจจริงจะให้พระเครื่องชุดนี้เป็นของดีมีมงคล ซึ่งส่วนผสมในเนื้อพระผงชุดวิญญาณมีดังนี้
    1.แร่ธาตุจากวัดโคกหอม อ.ไชโย จ.อ่างทอง 2.ผงพระหักจากกรุวัดโคกหอม
    3.ดินโป่งจากโป่ง 7 แห่ง
    4.ดินจอมปลวกจาก 7 จอม
    5.ดินจากทางสามแพร่ง 7 แห่ง
    6.ดิน 7 ทุ่ง
    7.ดิน 7 สระ
    8.ว่าน 108
    9.ใบโพธิ์ 7 วัด
    10.คราบไคลเสมาและเจดีย์เก่า
    11.ผงสูตรของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ)
    12.ผงอิทธิเจ จากวัดต่างๆ
    ***ที่สำคัญคือมีเส้นเกศาของหลวงปู่ธมฺมวิตกฺโก ผสมอยู่ด้วย***
    -ในบางองค์จะเห็นเส้นเกศาแทงออกมานอกเนื้อชัดเจน ส่วนผสมนี้อยู่ในเนื้อดำและขาวเหมือนกัน
    สีดำเกิดจากการผสมผงเถ้าใบลานเท่านั้นเอง พอผสมลงไปก็เกิดสีดำขึ้นมา
    ทั้งดำและขาวดีเหมือนกันแหละครับ
    เกี่ยวกับพระผงชุดวิญญาณนี้ มีเรื่องเล่าว่า ใครก็ไม่ทราบอยู่ในจังหวัดไหนก็ไม่ทราบอีกเหมือนกัน (ที่ไม่ทราบก็เป็นเพราะผมจำไม่ได้ และไม่มีเวลาค้นตำรามาดู) แกเกิดฝันเห็นหลวงปู่ธมฺมวิตกฺโก มาบอกว่าให้ไปรับแจกพระสมเด็จดำกับสมเด็จขาวที่วัดศีลขันธาราม และไม่รู้เรื่องพระสมเด็จดำกับสมเด็จขาวแต่อย่างใด
    พอดั้นด้นสืบสืบไปจนถึงวัดศีลขันธาราม ก็ได้รับแจกสมเด็จดำกับสมเด็จขาวอย่างละองค์จริงๆ
    ได้รับแจกโดยไม่ได้เอ่ยปากขอด้วยนะครับ
    แปลกประหลาดดีเหมือนกัน
    พระเครื่องของหลวงปู่ธมฺมวิตกฺโกที่ผสมเกศาของหลวงปู่ เท่าที่ทราบแน่ชัดก็มีของยุวพุทธิกสมาคม จังหวัดชลบุรี ที่เรียกว่า “ชุดไตรภาคี” และก็ของวัดศีลขันธาราม “ชุดวิญญาณ” นี่แหละครับ
    ของแพงไม่ได้แปลว่าศักดิ์สิทธิ์กว่า คือเป็นของสร้างจำนวนน้อย หามาสะสมได้ยากกว่า ถ้าอยากจะได้ก็ทุ่มเงินออกไป เลยเป็นเหตุให้ของนั้นแพงขึ้นทันที
    ของแพงนี่อันตรายนะครับ เพราะว่ายิ่งแพงเท่าไรมือผียิ่งชอบ สนุกปลอม สนุกหลอกไปเลย ยิ่งแพงมากยิ่งปลอมแนบเนียนมาก ระวังเอาไว้เถอะ
    พระเครื่องชุดวิญญาณนี้เท่าที่สังเกตดูและได้เห็นว่าดูเหมือนสมเด็จดำ กับสมเด็จขาวที่เรียก “ธมฺมวิตกฺโกนิรมิต” นั้นจะปรากฏหมุนเวียนอยู่ในสนามพระเครื่องมากกว่าพิมพ์อื่น นั่นคงเป็นเพราะว่าสมเด็จดำกับสมเด็จขาวเป็นที่รู้จักกันมาก และได้รับความนิยมมากกว่าพิมพ์อื่นๆในชุดเดียวกัน
    รองๆลงไปก็ได้แก่พิมพ์สมเด็จประทานพร เห็นบ่อยเหมือนกัน แต่ไม่ถี่เท่าสมเด็จดำกับสมเด็จขาว ส่วนสมเด็จหูบายศรีแทบจะไม่ปรากฏเลย รวมทั้งพระปิดตากับพระสมเด็จพุทธกวัก
    มีข้อสังเกตที่พอจะบอกได้อีกประการหนึ่งคือเรื่องของขนาดพระเครื่องแต่ละพิมพ์นั้น บางตำราจะระบุขนาดแน่ชัดไว้เลยว่า กว้างเท่าไหร่ สูงเท่าไหร่ ซึ่งผมเห็นว่าผู้อ่านจะยึดเอาเป็นบรรทัดฐานในการพิสูจน์พระแท้ พระปลอม สำหรับชุดวิญญาณนี้ไม่ได้ เนื่องจากว่าการตัดขอบพระแต่ละองค์ไม่แน่นอนจนไม่อาจเกิดเป็นมาตรฐานได้ บางองค์ก็ตัดขอบได้สวยงามพอเหมาะพอดี บางองค์ก็ดูไม่จืดเหมือนกัน ถึงขนาดตัดเอาซุ้มพระหายไปก็มี ถ้าจะวัดความกว้างและความสูงของพระชุดนี้ คงทำได้เพียงประมาณเอาเท่านั้น
    พระเครื่องของหลวงปู่ธมฺมวิตกฺโก หรือเจ้าคุณนรฯนี้ถ้าใครมีอยู่แล้วรักษาไว้ให้ดีเถิดคับ ถ้ายังไม่มีก็น่าจะหาไว้สักองค์ เงินน้อยก็เลือกชุดวิญญาณองค์ไหน พิมพ์ไหนก็ได้
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 400 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20250822_154255.jpg IMG_20250822_154322.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 22 สิงหาคม 2025
  17. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,485
    ค่าพลัง:
    +21,469
    1755853781446.jpg 1755853788597.jpg 1755853791887.jpg 1755854019072.jpg
    ประวัติของหลวงปู่เสถียร มานะทัดสี หรือหลวงปู่ใหญ่ นั้น เป็นชาว จ.อุบลราชธานี โดยกำเนิด เกิดที่บ้านหนองกุงใหญ่ ต.สำโรง อ.พิบูลมังสาหาร เป็นบุตรคนโตในบรรดาพี่น้อง 3 คน ของ นายทา ทัดสี และนางเพ็ง ทัดสี หลวงปู่ใหญ่ เกิดเมื่อปี 2479 แต่เป็นกำพร้ามาตั้งแต่เด็กจึงอาศัยกินข้าววัด นอนวัด และเรียนจบชั้น ป. 4 ที่บ้านหนองกุงใหญ่ บวชเณรที่วัดสระปทุมมาลัย และเรียนต่อที่วัดวรรณวารี อ.วารินชำราบ จ.อุบลฯ จบนักธรรมตรี จึงลาสิกขาบทมาช่วยญาติทำนา
    ระหว่างที่ลาสิขาบทออกมานี้มีอยู่วันหนึ่งช่วงเวลาประมาณ 1-2 ทุ่ม ได้ปรากฎการณ์ที่เหนือธรรมชาติเกิดขึ้นที่หลังบ้านหลวงปู่โดยจู่ๆ มีผ้าขาวปลิวลงมาจากท้องฟ้าบริเวณป่าหลังบ้าน ท่านได้ไปดูพบมีกลิ่นหอมฟุ้งเหมือนดอกไม้ป่ากระจายทั่วบริเวณ จากนั้นมีชายนุ่งชุดขาวได้ออกมา หลวงปู่รู้สึกกลัวแต่ก้มกราบชายชุดขาว ๆ สั่งกับท่านว่าให้ตั้งอยู่ในศีลและปฏิบัติธรรม สวดมนต์ภาวนาเป็นประจำอย่าได้ขาด จากนั้นก็ลอยกลับขึ้นท้องฟ้าจนลับตาไป และหลังจากนั้นชายนุ่งขาวคนเดิมก็มักจะมาหาหลวงปู่อีกเกือบทุกคืน ซึ่งทราบต่อมาว่าชายชุดขาวก็ คือ ‘ท้าวมหาพรมชินะปัญจะ’ ซึ่งหลวงปู่เรียกว่า ‘พ่อ’ และท้าวมหาพรหมให้นึกถึงท่านในเวลาที่ต้องการซึ่งท่านจะมาช่วยเหลือทุกครั้งไป
    ช่วงวัยหนุ่ม หลวงปู่ได้ไปสมัครเป็นทหารรับจ้างที่ประเทศลาว ได้รับการฝึกความอดทนทุกรูปแบบ ทั้งต่อสภาพดินฟ้าอากาศ การโดนรอบยิง ลอบวางระเบิด โดนจับติดคุกดอน คุกน้ำ ทรมานกลางแสงแดดจนแทบทนไม่ได้ แต่ก็ไม่ตาย เนื่องจากมักจะมีคนมาช่วยเหลือไว้ทุกที ภายหลังทราบว่าท้าวมหาพรหมต้องการให้ฝึกร่างกายและจิตใจ ก่อนที่จะเข้าสู่การปฏิบัติธรรมอันยิ่งใหญ่ เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา ซึ่งระหว่างที่เป็นทหารรับจ้างอยู่นี้หลวงปู่ก็ยังคงฝึกสมาธิภาวนาในใจอยู่ตลอดเวลา กระทั่งลาออกจากทหารรับจ้างในหลายปีต่อมา และมาอาศัยอยู่กับญาติที่ อ.ตาลสุม จ.อุบลราชธานี
    ระหว่างนี้ท่านได้หมั่นทำบุญ นุ่งขาวห่มขาว ทุกวันพระปฏิบัติธรรมเข้าวัดฟังธรรมเป็นนิจ และมักจะเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับปู่ฤาษี และนิทานโบราณ พระคัมภีร์โบราณ พร้อมกับสั่งสอนลูกหลานให้หมั่นฝึกจิตและยึดมั่นในธรรมโดยการให้ภาวนาหายใจเข้า บริกรรม “พุทธ” หลายใจออกบริกรรม “โธ” และว่าต่อไปบ้านเมืองจะเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา เกิดความวุ่นวาย ผู้คนจะไม่ค่อยรู้จักบาป บุญ คุณโทษ ต่างๆ กระทั่งท่านอายุได้ 45 ปี เกิดความเบื่อหน่ายทางโลก จึงได้ออกบวชตามพระประสงค์ของท้าวมหาพรหมฯ โดยบวชที่วัดเกษตรรัตนสิงห์ ปฏิบัติธรรมเคร่งครัดไม่ฉันท์เนื้อสัตว์ เป็นเวลา 3 ปี กว่าจึงได้ออกธุดงค์ไปตามป่าตามเขาโดยมีเพียงกลดและบาตรติดตัว
    <table width="20%" align="left" border="0"><tbody><tr><td style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: 14px; color: rgb(0, 102, 0); "></td></tr></tbody></table> ช่วงแรกจำพรรษาอยู่ที่วัดบ้านค้อแขม ต.เมืองศรีไค อ.วารินชำราบ ระหว่างนั้นได้พบพระน้องชายในอดีตชาติ จึงได้ร่วมกันปฏิบัติธรรมในสำนักสงฆ์โดยไม่ฉันท์เนื้อสัตว์ จำพรรษาเป็นเวลา 1 ปี จึงออกธุดงค์ต่อตามเสียงที่ได้ยินก้องในหูท่านเพียงผู้เดียว
    หลวงปู่ใหญ่ออกธุดงค์ไปตามผาแต้ม ถ้ำมรกต ผาเย็น เขาหลวงไกรราช แดนอาถรรพ์ศักดิ์สิทธิ์ และเขตชัยบาดาล เขาสระบุรี เป็นต้น นอกจากนี้ยังไปภาคเหนือ ภาคตะวันออก ยกเว้นกลางกลางและภาคใต้ที่หลวงปู่บอกว่าไม่ใช่ดินแดนที่จะธุดงค์ โดยเมื่อไปที่ต่างๆ ก็จะทำสัญลักษณ์เป็นพระพุทธรูปไว้ให้ลูกหลานได้ขอพร กราบไว้บูชา จนกระทั่งครบกำหนดตามความตั้งใจจึงได้กลับมาที่บ้านหนองกุงใหญ่ จ.อุบลราชธานี ซึ่งอยู่ได้ระยะหนึ่งก็ต้องไปที่วัดดอนไร่ จ.อำนาจเจริญเพื่อบูรณะวัดดังกล่าว
    อย่างไรก็ตามมีช่วงหนึ่งที่หลวงปู่ได้ไปที่บ้านโกลขี้หนู อ.หนองกี่ จ.บุรีรัมย์ เพื่อพบกับ ‘ตาสี’ โยมผู้ใกล้ชิด โดยไปในช่วงพลบค่ำ ‘ตาสี’ เห็นพระธุดงค์อยู่หน้าบ้านก็ไม่ได้สนใจ ต่อมาหลวงปู่ได้เดินออกจากหน้าบ้าน เพราะไม่มีผู้สนใจ ไม่นานเมียตาสีชักตาตั้งอย่างไม่ทราบสาเหตุ ตาสีรีบวิ่งออกไปหาพระธุดงค์รูปเดิมแต่ไม่พบ ต้องวิ่งตามหาจนเจอหลวงปู่พบและบอกกับตาสีว่า “บักสีมึงจำกูบ่ได้” ตาสีได้ยินถึงกับนั่งคุกเข่ากราบเท้าและกอดขาหลวงปู่ไว้ร้องไห้ แล้วบอกว่าหลวงปู่มาในแบบของพระจึงทำให้จำกันไม่ได้
    จากนั้นจึงได้นิมนต์ให้เข้าไปในบ้านและหลวงปู่ได้ให้เมียของตาสีดื่มน้ำมนต์สักพักก็หายเป็นปกติ ระหว่างนี้หลวงปู่ได้ถามหาพระคัมภีร์ ตาสีจึงนำมาถวาย จากนั้นท่านจึงเดินทางกลับวัดดอนไร่ แล้วไปวัดสว่าง ต.คึมใหญ่ อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ เพื่อพบพระอาจารย์เสือ พอพบหน้าพระอาจารย์เสือไม่ได้พูดอะไรแต่ไปนำใบลาน 2 ผูกมาถวายหลวงปู่ พร้อมกับบอกว่าขอถวายคืนให้หลวงปู่ หลังจากที่รักษามานานและหมดหน้าที่รักษาใบลานนี้เสียที
    พ.ศ. 2537 ท่านธุดงค์ไปที่ภูนกหงส์ ท่านได้ปักกรฎที่ ‘ถ้ำโลกุตตะระ’ แรกๆ ไม่มีแม้กระทั่งน้ำฉันท์ทำให้ท่านต้องกลับวัดดอนไร่ จากนั้นประมาณปี 2538 ท่านได้กลับมาที่ภูนกหงส์อีกครั้ง อันเนื่องจากปริศนาธรรมที่ท้าวมหาพรหมได้ตรัสว่า “ปลูกข้าวบนพะลานหิน ให้เอาศีลรดต้นข้าว” ซึ่งหมายถึงหากปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามหลักขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็จะมีพุทธศาสนิกชนเลื่อมใสศรัทธาไม่แร้นแค้น และด้วยความยึดมั่นในคำสอนอย่างเคร่งครัด จึงเป็นเหตุให้ชาวบ้านต่างเคารพศรัทธาท่านมากเป็นลำดับ
    มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านฝันว่าได้รับนิมนต์ไปวัดพระเชตุพน ที่ประเทศศรีลังกา โดยเข้าไปในพระอุโบสถและพบว่าถูกตีตราธรรมจักรที่ฝ่าเท้าขวา ส่วนฝ่าเท้าซ้ายถูกตีรูปใบโพธิ์ พอตื่นมาจึงรู้ว่าฝันไป แต่ที่มากกว่านั้นคือ เมื่อดูที่เท้าปรากฏว่ามีตราสัญลักษณ์ทั้งสองอยู่บนฝ่าเท้าจริงๆ อย่างเหลือเชื่อ นอกจากนี้ ท่านยังเคยได้รับนิมนต์ในนิมิตให้ไปวัดพระเชตุพนอีกครั้งในเวลาต่อมา โดยภายในห้องประชุม
    ขนาดใหญ่มีพระสงฆ์นั่งอย่างเป็นระเบียบอยู่เต็มห้อง ด้านหน้าห้องประชุมมีธรรมาสต์เพชรตั้งอยู่ ไม่นานมีเสียงบอกให้ท่านไปนั่งที่ธรรมาสต์ หลังนั่งบนธรรมาสต์พระสงฆ์ในที่นั้นได้สาธุพร้อมกันดังกึกก้อง ก่อนจะมีจานผลไม้ทิพย์ปรากฏเบื้องหน้าให้พระสงฆ์ทุกรูปฉันท์มังสวิรัติ พอฉันท์เสร็จก็หายวับไปกับตา จากนั้นหลังประชุมเสร็จท่านพบว่ามีชายชุดขาวนำม้าสีแดงมาถวายให้ท่านแต่ท่านไม่รับบอกว่ามีม้าสีหมอกแก่อยู่แล้ว แต่ชายชุดขาวไม่ยอมและให้ท่านขึ้นบนหลังม้า ๆ ตัวดังกล่าวได้เหาะขึ้นบนฟ้า ต่อมาทราบว่าม้าดังกล่าวชื่อ‘ม้ามณีกาบ’ และกลายเป็นม้าประจำตัวของหลวงปู่ในที่สุด
    โดยทั่วไปแล้วหลวงปู่ใหญ่จะไม่ค่อยปลงผมจะปลงผมเพียงปีละ 2 ครั้งคือ วันวิสาขบูชา และวันลอยกระทง และท่านได้ปลงผมครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2542 จากนั้นก็ไม่ปลงอีก ขณะที่ความเป็นมาอีกส่วนหนึ่งของวิหารดอกบัวคู่ ซึ่งเป็นที่ตั้งของเจดีย์ดอกบัวเงิน-ดอกบัวทอง ในช่วงที่หลวงปู่มียังไม่ละสังขารญาติโยมที่ศรัทธาร่วมกันทำการก่อสร้างขึ้น หลวงปู่ได้ทำพิธีบวงสรวงเทพยาดา ปรากฏว่าฟ้าเปิดแต่มีฝนตกลงมาเฉพาะบริเวณที่จะทำการก่อสร้างเป็นอัศจรรย์
    อย่างไรก็ตามตลอดเวลาหลวงปู่ไม่รับกฐิน หรือทำซองผ้าป่าใด แต่เน้นให้พุทธศาสนิกชนที่เลื่อมใสอย่างแท้จริงได้เข้ามาทำการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาเองโดยสมัครใจ ทำให้ภูนกหงส์มีสิ่งปลูกสร้างขึ้นมาพอสมควรในขณะนี้ และยังมีไฟฟ้าให้แสงสว่างกับพระสงฆ์ นอกจากนี้ในบริเวณสำนักสงฆ์แห่งนี้ยังมีหินที่คล้ายรูปหงส์ 2 ตัว อยู่บริเวณ
    ด้านทิศตะวันตก หรือหน้าผาทางเข้าวัด เหมือนหงส์ 2 ตัว หันหน้าเข้าหากัน แต่มีคนไปทำลายทำให้ช่วงหัวนกทั้งสองหักลง ซึ่งชาวบ้านเล่าว่าผู้ที่ทำลายหินรูปนกดังกล่าว หลังทำลายก็กลับไม่ถึงบ้านเกิดการตายระหว่างทางกลับบ้านนั่นเอง ระยะหลังหลวงปู่ได้สั่งให้มีการบูรณะส่วนหัวและคอนกหงส์ที่หักไปขึ้นมาใหม่ ให้พุทธศาสนิกชนเคารพบูชาพร้อมกับให้สร้างศาลาครอบไว้เป็นอนุสรณ์ ซึ่งช่วงที่พุทธศาสนิกชนได้ขึ้นมาที่ภูนกหงส์กันมากคือช่วงปี 2544
    ส่วนอดีตชาติของหลวงปู่ใหญ่นั้น ในช่วงที่ท่านยังมีชีวิตอยู่นั้นได้เปิดเผยว่า อดีตชาติท่านคือ หลวงปู่โพนเสม็ดแห่ง สปป.ลาว , หลวงปู่สมเด็จลุน, หลวงปู่เทพโลกอุดร และมาหลวงปู่เสถียรหรือหลวงปู่ใหญ่ และในอดีตชาติเคยเป็นผู้บูรณะพระธาตุพนมที่ จ.นครพนม ในสมัยที่เป็นหลวงปู่โพนเสม็ด หลวงปู่ใหญ่ยังพูดได้ 12 ภาษา แม้ไม่ได้ร่ำเรียนมาก็ตาม โดยเฉพาะรูปภาพและสถานที่ที่ท่านอยู่บำเพ็ญเพียรมักจะมีตัวอักษรจีนปรากฎอยู่เสมอ
    ในปี 2543 ท่านได้เทศน์ว่า สิ่งปลูกสร้างที่เกิดขึ้นในภูนกหงส์แห่งนี้ ทุกอย่างล้วนเป็นการเสี่ยงทายผู้ใดจะได้ร่วมสร้าง โดยบอกว่าเบื้องบนกำลังคัดเลือกคนดีคนชั่ว เนื่องจากโลกถึงเวลาและจะมีแต่ความวุ่นวาย ภัยพิบัติธรรมชาติเกิดขึ้นเป็นลำดับ สำหรับพระธาตุดอกบัวทอง ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาท และสังขารที่ไม่เน่าเปื่อยของหลวงปู่นั้น ท่านได้ให้สร้างขึ้นในช่วงปี 2544 โดยมีฐานสูงจากพื้น 50 เซนติเมตร กว้าง 30 เมตร มณฑป 30X30 เมตร มี 3 ฐานเป็นลำดับ ตลอดระยะเวลาการก่อสร้างท่านไม่สามารถไปไหนได้กระทั่งสร้างเสร็จสิ้นเป็นส่วนๆ จึงไปไหนมาไหนได้ ดังหนึ่งว่าเป็นคำสั่งของเบื้องบน อย่างไรก็ตามหลวงปู่ใหญ่เป็นผู้มีเมตตาดังโดยท่านได้พูดเสมอว่า “เมตตาธรรมค้ำจุนโลก ให้มีเมตตาต่อกันรักกัน ช่วยเหลือจุนเจือซึ่งกันและกัน”
    ประมาณปี 2544 ท่านจึงเริ่มอาพาธ ช่วงแรกอาพาธโดยไม่ทราบสาเหตุ มีอาการหนาวสั่นตลอดเวลา หมอไม่สามารถวินิจฉัยได้ รักษากว่า 1 เดือนจึงเริ่มดีขึ้น พอหายแล้วท่านบอกว่า ได้ไปรับแต่งตั้งให้เป็นยอดขุนพลอัจฉริยะเทพยุวกษัตริย์มา และระหว่างที่ขึ้นไปสมเด็จย่าได้ประทับอยู่บนชั้นดาวดึงและได้ประทานจีวรทองคำให้หลวงปู่ (ซึ่งท่านเคยสวมเพียงครั้งเดียว คนที่เห็นคือตาสี ปัจจุบันมีรูปปั้นหลวงปู่ห่มจีวรทองคำอยู่ในพระอุโบสถวัดภูนกหงส์) จนกระทั่งปี 2546 ท่านได้สั่งให้สร้างพระศรีอารยะเมตไตรถือดอกบัว นั่งบนสิงห์ หน้าตักกว้าง 1 นิ้ว ทำด้วยทอง เงิน นาค ทองคำขาว ตะกั่วนม ชิน ทองแดง ทองเหลือง และสำริด จำนวน 999 องค์ มีระยะเวลาทำ 1 เดือนกว่า เพื่อเก็บไว้ให้ลูกหลานที่มาร่วมสร้างทำนุบำรุงศาสนา
    จากนั้นในราวเดือนกรกฎาคมของปีเดียวกัน ท่านได้อาพาธหนัก ไม่ยอมฉันท์เนื้อสัตว์ ยกเว้นผลไม้เป็นเวลา 3 เดือน และได้สั่งให้สร้างพระเจดีย์ทองให้เสร็จในเดือนมกราคมปี 2547 พอถึงเดือนสิงหาคมปี 2546 ท่านเริ่มอาการดีขึ้น ต่อมาวันที่ 15 สิงหาคม 2546 อาการได้ทรุดหนักอีกครั้งต้องเข้า รพ.ประจำจังหวัดอุบลราชธานี พอถึงวันที่ 17 ส.ค. 2546 ท่านได้สั่งให้เขียนประวัติท่านไว้ และสั่งให้ทำพระเจดีย์ให้เสร็จใน 3 ปี จากนั้นจึงได้ละสังขารโดยสงบ ในวันอาทิตย์ที่ 17 ส.ค. 2546 แรม 5 ค่ำ เดือน 9 ปีมะแม รวมศิริอายุได้ 67 พรรษา
    นายพงษ์ บุญเลิศ อายุ 67 ปี มัคทายกวัดภูนกหงส์ ชาวบ้านแก้งอะฮวน ซึ่งเป็นผู้หนึ่งซึ่งรับใช้วัดภูนกหงส์และหลวงปู่ใหญ่อยู่เสมอ กล่าวว่า ในช่วงที่หลวงปู่ใหญ่มาธุดงค์และตั้งวัดแห่งนี้ตั้งแต่เริ่มแรก ตนได้ช่วยเหลือท่านในการปรับปรุงถ้ำโลกุตตะระที่ใช้สำหรับนั่งวิปัสสนากัมมฐาน จนเป็นที่เหมาะต่อการเจริญภาวนา และได้เป็นส่วนหนึ่งร่วมกับญาติโยมในการสร้างและบูรณะวัดภูนกหงส์
    ซึ่งในช่วงที่หลวงปู่ยังมีชีวิตอยู่ มีญาติโยมที่ศรัทธาส่วนใหญ่มาจากในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ขณะที่ชาวบ้านในระแวกนี้ต่างก็รู้กิตติศัพท์ของหลวงปู่ดี และมาร่วมทำบุญกันต่อเนื่อง ส่วนที่น่าอัศจรรย์ใจสำหรับชาวบ้านในแถบนี้ มีครั้งหนึ่งที่หลวงปู่รับกิจนิมนต์จากญาติโยมที่มานิมนต์พร้อมกันหลายเจ้าในเวลาเดียวกัน 5 เจ้า ครั้นจะปฏิเสธก็จะเสียน้ำใจญาติโยม ท่านจึงได้รับนิมนต์ทั้ง 5 เจ้า แต่พอถึงเวลาจริง ชาวบ้านที่ไปร่วมงานต่างพบว่าหลวงปู่ไปร่วมงานที่ได้รับนิมนต์ทุกที่พร้อมๆ กันในเวลาเดียวกัน จึงทำให้ชาวบ้านต่างอัศจรรย์ใจเป็นอย่างมาก ล่ำลือกันว่าท่านสามารถแยกร่างได้ ส่วนบารมีของท่านเชื่อว่ามาพร้อมกับการปฏิบัติธรรมที่เป็นไปอย่างเคร่งครัดและไม่ขาด จึงทำให้ญาติโยมศรัทธามาก
    และต่อเมื่อท่านได้ละสังขารแล้ว ร่างกายก็แห้งไปโดยธรรมชาติไม่มีการเน่าเปื่อย แม้ไม่แช่เย็นหรือฉีดสารใดๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่หลวงปู่ได้กล่าวไว้ก่อนจะละสังขารว่า หลังจากมรณภาพแล้วห้ามไม่ให้ญาติโยมประชุมเพลิงศพของท่านโดยเด็ดขาด เพราะร่างกายท่านจะไม่เน่าเปื่อย โดยเป็นการรู้ล่วงหน้าก่อนที่ท่านจะละสังขารไป นายพงษ์ กล่าว
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระคุ้มภัย หลวงปู่เสถียร
    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20250822_161639.jpg IMG_20250822_161659.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 22 สิงหาคม 2025
  18. shaj

    shaj เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    8,721
    ค่าพลัง:
    +7,972
    ขอจองครับ
     
  19. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,485
    ค่าพลัง:
    +21,469
    FB_IMG_1755879355649.jpg FB_IMG_1755879350688.jpg FB_IMG_1755879263698.jpg

    เรื่องนี้เกิดขึ้นมานานแล้ว ราวปี 2527 ลงในนิตยสารมหัศจรรย์ เกี่ยวกับมีผู้ค้นพบต้นไม้ประหลาดต้นหนึ่งในจ.กาญจนบุรี มีนกมาเกาะอยู่เต็มต้นโดยไม่ยอมบินไปไหนจนกระทั่งตาย บุคคลผู้นั้น คือนาย บูรพา สพรรณอ่อง ซึ่งมี ที่พำนักอยู่ในซอยลาดพร้าว 42 (ซอยคลองน้ำแก้ว)ต่อมาได้เขียนลงคอลัมน์ในนิตยสารมหัศจรรย์เกี่ยวกับไม้กาหลงรังต้นนี้ โดยมีแม่กาหลงสามนาง คือ แม่ทองคำ แม่ทองดำ และแม่ทองเปลว และได้มีการนำไม้ต้นนี้มาตัดแบ่งออกทำเป็นรูปวัตถุมงคลต่างๆที่เกี่ยวกับมหานิยม มหาเสน่ห์ เช่น สาลิกา, รูปแม่กาหลงรัง,ตะกรุด(กิ่งก้านขนาดเล็กของต้นไม้นี้) ส่วนดินโคนต้นก็ได้นำมาทำเป็นวัตถุมงคลเช่นกัน นิตยสารมหัศจรรย์ลงตลอดเกี่ยวกับผู้มีไว้บูชาจะเกิดโชคลาภ ทำมาค้าขึ้น น่าใช้ครับ
    วัตถุมงคลที่เสกจนนกกากลงบินมาเกาะวัตถุมงคลถึงจะใช้ได้เด่นด้านเมตตามหาเสน่ห์
    “เจ้าแม่แห่งความรัก” เล่าลือกันถึงความเชื่อและศรัทธาที่ว่า...ใครไม่มีแฟน ครอบครัวร้าวฉาน ต้องมาบนบานกับเจ้าแม่กาหลง สองตำนานที่ชวนสะพรึง ณ สะพานข้ามแม่น้ำแคว จ.กาญจนบุรี เริ่มกันที่ความเชื่อ ความศรัทธาในจังหวัดกาญจนบุรี นอกจากสะพานข้ามแม่น้ำแควที่มีความเป็นมาที่โลกต้องจดจำความเจ็บปวดของสงครามที่ต้องสูญเสียชีวิตนับหมื่นนับแสน จนเป็นที่มาของเส้นทางรถไฟสายมรณะแล้ว ณ ที่แห่งนี้ ว่ากันว่ายังมี “ศาลเจ้าแม่กาหลง” ถือว่ามีความสำคัญมาก ด้วยความศักดิ์สิทธิ์และเปี่ยมไปด้วยฤทธานุภาพแห่งพลังเมตตาจิตของท่าน ที่ส่งผลทำให้ไม่ว่าใครที่พบรักแล้วผิดหวัง เจ้าแม่กาหลงท่านจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ขจัดปัดเป่าความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นในแต่ละบุคคลให้หมดไปได้
    ตำนานที่มาของ “เจ้าแม่กาหลง” นั้นเกิดจากพระธุดงค์รูปหนึ่งเดินทางออกจาริกมาถึงบริเวณใกล้สะพานข้ามแม่น้ำแควซึ่งวันหนึ่งท่านได้นั่งสมาธิและได้นิมิตพบว่ามีต้นกาหลงอยู่ในบริเวณที่แห่งนั้น ซึ่งมีหญิงสาวผมยาวผิวเหลืองดุจขมิ้น แต่งกายเหมือนสาวชาววังสมัยโบราณด้วยผ้าสีเขียวอร่ามสิงสถิตอยู่ เมื่อชาวบ้านทราบเรื่องจึงเกิดความศรัทธาและพากันจัดสร้างศาลเจ้าแม่กาหลงขึ้นมา โดยบริเวณที่ตั้งศาลเจ้าแม่กาหลงนั้นอยู่ใกล้กับศาลข้ามแม่น้ำแคว เดินทางไปจะอยู่ฝั่งซ้ายมือ ใครที่สักการะด้วยของหอม แม่กาหลงท่านโปรดของหอม เช่น น้ำปรุง น้ำอบ จัดใส่โหลแก้วถวายท่านได้เลย
    วิธีการบูชา จุดธูปหอมสักการะ 7 ดอก ตามด้วยพระคาถาบูชาดังนี้....... “มะอะอุ ศิวังพรหมมา จิตตัง วิญญานังพระแม่กาหลงรัง พระแม่ทองคำ พระแม่ทองเปลว พระแม่กาหลง และองค์พระพุทธนารายณ์มานิมา มานิมา มานิมา”......บอกกล่าวเล่าเรื่องราวที่จะขอได้เลยทุกปัญหาความรัก ผิดหวังความรัก สามีไปมีภรรยาน้อย ภรรยานอกใจ ขอให้ธุรกิจการค้ารุ่งเรือง ขอเข้ารับราชการ หน้าที่การงาน หรือ แม้แต่มาขอหวย มาบอกกล่าวให้เจ้าแม่ช่วยเหลือได้ ซึ่งท่านก็ไม่ทำให้ผิดหวังเลย“...มีเรื่องเล่ากันว่า ในอดีตจะมีหนุ่มสาวที่ผิดหวังในความรัก มาจุดธูปให้เจ้าแม่กาหลงช่วยให้สมหวังในความรัก เจ้าแม่กาหลง...ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นนางไม้ที่อยู่ในต้นกาหลงจะชอบยื่นมือมาช่วยคนที่ผิดหวังในความรัก ท่านมีความสามารถชักจูงและหว่านล้อมให้คนรักกัน ต่อให้เลิกรักกันไปหลายปีก็จะกลับมารักกันได้อีก” อีกหนึ่งเรื่องราวเล่าขานความเป็นมา “ศาลเจ้าแม่กาหลง” มีว่า...ไม้กาหลงรัง ที่มี นก-กา พากันมาลุ่มหลงตายเป็นจำนวนมาก จึงเป็นที่มาของศาลแห่งนี้ เมื่อ บูรพา สุพรรณอ่อง ได้ติดตามมาพบ ณ ในบริเวณสถานีรถไฟของจังหวัดกาญจนบุรีตรงนี้แล้ว จึงมีเหตุให้มานั่งสมาธิด้วยความจำเป็นนาน 7 วัน 7 คืน ระหว่างที่กำลังมอบไม้กาหลงรังให้กับทุกคน เวลานั้นก็เกิดอัศจรรย์อันเหลือเชื่อ เป็นนกสาลิกาลิ้นทองบินลงมาจับต้องตามตัว ตั้งแต่สายยันใกล้เย็น ให้ทุกคนเห็นจริง แล้วจึงสร้างศาลไว้ตรงนี้ เช่นเดียวกับผู้ที่เข้ามากราบไหว้ขอพรยังศาลเจ้าแม่กาหลงเป็นครั้งแรก เมตตา เผือกอ่อน เจ้าของธุรกิจอุปกรณ์เสริมความงาม จ.กาญจนบุรี บอกเล่าถึงความรู้สึกถึงสัมผัสแรกที่เข้ามากราบไหว้ศาลเจ้าแม่กาหลงว่า...“รู้สึกขนลุกตลอดเวลา เหมือนสัมผัสได้ถึงบารมี เข้ามาก็ร่มเย็น ทำให้เกิดความสบายใจ สิ่งที่ขอก็เรื่องของครอบครัวเรื่องสุขภาพ และทำมาค้าขายขอให้เศรษฐกิจดีในเร็ววัน.....”แขกผู้มาเยือนเจ้าของสัมผัสพิเศษ ยังเล่าต่ออีกว่า โดยส่วนตัวเชื่อในเรื่องบุญเรื่องกรรม อยู่ในดินแดนทหารที่มีประวัติศาสตร์ ก็จะรู้สึกถึงความปลอดภัย “เคยเจอเรื่องด้วยตัวเอง ซึ่งเกิดกับคุณแม่ ตอนนั้นปลูกบ้านหลังใหม่ โดยตั้งศาลไม่ถูกจุดกับที่เคยตั้งศาลเก่าอยู่ ทำให้แม่ป่วยหนักถึงขั้นเข้าโรงพยาบาล หาสาเหตุไม่พบ เลยต้องพึ่งทางไสยศาสตร์ โดยให้ตั้งศาลใหม่เดินออกไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ 47 ก้าว ปรากฏว่าเจอศาลเก่าที่เคยมีก่อนหน้านี้ จึงต้องทำพิธีให้ถูกต้อง แม่ก็หายเป็นปกติ” นอกจากเรื่องราวของความรักแล้ว “เจ้าแม่กาหลง” ก็ยังช่วยเหลือในเรื่องค้าๆขายๆ ผู้ใดมีไม้กาหลงที่ผ่านจากการปลุกเสกจากอาจารย์ที่เรืองเวท ก็จะมีลูกค้ามาอุดหนุนไม่มีขาด ค้าขายร่ำรวย
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ๑.หรียญเจ้าแม่หลงจุดเทียนหลังปู่ฤาษี
    ๒.พระผงเจ้าแม่กาหลง เนื้อผงกาหลงรัง
    อ.บูรพา สุวรรณอ่อง จ.กาญจนบุรี ปัจจุบัน ท่านบวชพระเป็นเจ้าอาวาสที่จังหวัดกาญจนบุรี

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ(ปิดรายการ)

    IMG_20250822_232737.jpg IMG_20250822_232802.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 23 สิงหาคม 2025
  20. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,485
    ค่าพลัง:
    +21,469
    1755883957376.jpg
    1755884683736.jpg
    เทวโพธิสัตว์ธรรมปู่หลวงวิสุทธิเทพ...หลวงปู่สีมั่น เทพอินโท วัดห้วยหลาด จ.สงขลา
    หลวงปู่สีมั่น เทพ อินโท ไม่ใช่ชาวใต้ เป็นชาวจังหวัดเพชรบุรี เดินธุดงค์ จากจังหวัดเพชรบุรี มาถึงตำบลคูหาใต้ อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา ที่ในอดีตยังเป็นป่า พบชาวบ้านที่ศรัทธาในตัวหลวงปู่ได้ขอร้องให้หลวงปู่สีมั่นได้ดำเนินการสร้างวัด มีชาวบ้านมาช่วยกันสร้าง โดยเริ่มสร้างเป็นสำนักสงฆ์ก่อน แล้วค่อย ๆ ใหญ่ขึ้นเป็น วัดห้วยลาด ตั้งแต่สร้างวัดมาจนถึงปัจจุบันมีเจ้าอาวาสทั้งหมด ๕ รูป แต่หลวงปู่สีมั่น เทพอินโท เมือ่ได้สร้างวัดห้วยหลาด เรียบร้อยแล้วท่านไม่รับตำแหน่งเจ้าอาวาส
    อดีตเจ้าอาวาส วัดห้วยลาด ดังนี้
    รูปที่ ๑ พระอธิการห้อง ธมฺมปาโล ดำรงตำแหน่ง พ.ศ. ๒๔๗๐-๒๔๘๙
    รูปที่ ๒ พระอธิการไล่ จนทสุวณโณ ดำรงตำแหน่ง พ.ศ. ๒๔๙๑-๒๔๙๓
    รูปที่ ๓ พระอธิการขาว ติสสวโส ดำรงตำแหน่ง พ.ศ. ๒๔๙๔-๒๔๙๘
    รูปที่ ๔ พระอธิการเขี้ยว เตชวโร ดำรงตำแหน่ง พ.ศ. ๒๔๙๘-๒๕๐๒
    รูปที่ ๕ พระครูโกวิทธรรมสาร (กลาย) ดำรงตำแหน่งวันที่ ๒๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๓ – ปัจจุบัน
    ในช่วงปี ๒๔๙๖ วัดห้วยลาด มี พระอธิการขาว ติสสวโสเป็นเจ้าอาวาส วันหนึ่งที่วัดห้วยลาดมีการอุปสมบท หลวงพ่อขาวกำลังอุปสมบท พระภิกษุอยู่นั้น เกิดอาภาธ ขึ้นมาอย่างกระทันหัน แล้วล้มลง พระเณรและชาวบ้านตกใจ และช่วยกันปฐมพยาบาล และเมื่อฟื้นขึ้นมา ก็กล่าวว่า อาตมาคือ หลวงปู่สีมั่น เทพอินโท ขอยืมร่างหลวงพ่อขาวประทับทรง เพื่อช่วยให้เพื่อนมนุษย์และสัตว์โลก พ้นจากโรคภัย ไข้เจ็บและทุกข์ทั้งปวง เมื่อสร้างบุญครบวาระแล้ว จะกลับสู่เบื้องบนต่อไป นับตั้งแต่นั้นมา หลวงพ่อขาวถือเสมือนเป็นตัวแทนร่างทรง ของหลวงปู่สี่มั่น ได้ช่วยขจัดปัดเป่าโรคร้ายต่าง ๆ ของประชาชนที่มาให้ท่านรักษาทุกคน จนถึงในปี ๒๕๐๙ ชายฉกรรจ์ในละแวกนั้นหลายท่านจะไปรบที่ประเทศเวียดนาม ชาวบ้านอยากได้ วัตถุมงคล เพื่อให้ลูกหลาน ของตนติดตัว เพื่อปกป้อง คุ้มครองภัย จึงมาบอกกล่าวกับหลวงพ่อขาว หลวงพ่อขาวในร่างทรงหลวงปู่สีมั่น ให้สร้างเหรียญ 84,000 องค์เท่ากับพระธรรมขันธ์ เพื่อนำไปแจกให้แก่ทหารที่ไปรบที่ประเทศเวียดนาม จากการสอบถามพระครูโกวิทธรรมสาร ที่ปรึษาเจ้าคณะอำเภอรัตภูมิ และเจ้าอาวาสวัดห้วยหลาด มีงานบวช และเป็นวันสุกดิบประมาณ พ.ศ. ๒๔๙๖ พระอธิการขาว ติสสวโส (อดีตเจ้าอาวาสรูปที่ ๓) มีอาการอ่อนเพลียถึงกับเป็นลมและสลบไปหลังจากปฐมพยาบาลจนหายจากเป็นลมและวันนั้นเป็นวันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ ถึงเวลาทำอุโบสถกรรม ได้เตรียมตัวพร้อมกันทั้งหมดรวมกันที่กุฎิพระอธิการขาว
    เจ้าอธิการขาวบอกกับพระช่วง พูลช่วยว่า "สวดปาฏฺโมกข์ให้ด้วยรู้สึกว่ายังอ่อนเพลีย น่ากลัวจะนั่งไม่ไหว" พระช่าง พูลช่วย ได้หยิบหนังสือพระปฏิโมกข์จากท่านขาวแล้วเดินไปอุโบสถประชุมพระทำบุพพกิจ บุพพกรรมแล้วสวดปาฏิโมกข์ ได้ใช้เวลาสวดปาฎิโมกข์ได้ใช้เวลาสวดปาฏิโมกข์ ๓๐-๔๐ นาที
    แล้วเดินมาที่กุฎิเจ้าอาวาสเห็นสามเณรกลายมะรุทและสามเณรอื่น ๆ วิ่งกันไปหมด จึงถามว่า "เกิดอะไรขึ้น"
    สามเณรกลายตอบว่า "พระอธิการขาวเป็นลมอีก"
    พระช่วง ดูนาฬิกาขณะนั้นเวลา ๑๗.๓๐ น. ร่างของพระอธิการขาวนอนแน่นิ่งอยู่ข้างเตียงถามพระที่อยู่ที่กุฏิ พระอธิการขาวว่า "ท่านเป็นลมนานแล้วหรือ"
    พระตอบว่า "ประมาณ ๒๐ นาทีเห็นจะได้" แล้วช่วยกันบีบนวด
    และอุบาสกที่ชื่อแดง นั่งทำน้ำพระพุทธมนต์อยู่ข้างเตียง
    พระช่วงเรียกท่านขาวไม่มีเสียงขานตอบรับนึกในใจว่า "พระอธิการขาวจะมรณภาพกระมัง"
    สามเณรกลาย มะรุท บอกกับพระช่วง พูลช่วยว่า"เมื่อสองสามวันก่อนท่านขาวก็เป็นลมเหมือนกัน"
    พระช่วงและพระอาจารย์เจียร มณีรักษ์ ไม่อยู่ไปทำงานบุญอายุของพระวัดตวนเนียง เมื่อกลับที่วัดแล้ว
    พระอธิการขาวเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟังเลยนึกว่า "ถ้าเช่นนั้น พระอธิการขาว ไม่มรณภาพแน่นอน"
    พอสักพักได้ยินเสียงพูดมาจากพระอธิการขาวว่า "เอาสังฆาฏิให้ทีลูก"
    แต่เป็นเสียงนั้น ผิดจากเสียงพระอธิการขาวเป็นเสียงใหญ่ ก้องกังวานทันที
    ทันใดพระและสามเณรพากันถอยและวิ่งออกมาข้างนอกกุฏิเจ้าอาวาสกลัวถูกพระช่วงถามว่าท่านใคร
    ท่านตอบว่า "ใครเล่าละลูก" ผมนึกได้ตามที่พระอธิการขาว เคยบอกเอาไว้
    แล้วถามว่าพระท่านหรืออุบาสกในร่างทรงของพระอธิการขาว ตอบว่า "คนสกเขาใช้สังฆาฏิกันด้วยหรือลูก"
    เลยเข้าใจว่าจะต้องเป็นพ่อท่านสามเณรกลาย มะรุธ เอาผ้าสังฆาฏิพร้อมด้วยผ้ารัดอก ส่งให้ร่างของพระอธิการขาวลุกขึ้นยืน แต่ตาของท่านทั้งสองยังปิดสนิท ห่มจีวรเอาเอง และพาดสังฆาฏิรัดอกเรียบร้อยเดินมานั่งบนเตียงกระแอมเสียงเครือเป็นเสียงที่พระและสามเณรทั้งหมดไม่เคยได้ยินมาก่อนเรียกให้เข้ามาใกล้ ๆ ทั้งหมด ทั้งพระและสามเณร ทั้งอุบาสกพระครูโกวิทธรรมสาร เจ้าคณะอำเภอรัตภูมิ เจ้าอาวาสวัดห้วยหลาด เล่าต่อไปว่า ท่านเรียก "เจ้ามาแด่ ๆ โปหลวง" (คนสมัยก่อนเขาพูดคำว่า ปู่เป็นโป)
    ให้ทุกคน เข้ามาใกล้ ๆ กราบไหว้ตามสมควร
    พระช่วงถามท่านว่า "ทำไมท่านจึงได้มาทำเช่นนี้ หลวงปู่เอาพระเป็นคนทรงไม่สมควรมันผิดนะครับ"
    หลวงปู่เลยถามว่า "มันผิดพระวินัยข้อไหนละลูก ตามี่ลูกเรียนมาแล้ว"พระช่วงพูลช่วย ตอบว่า "ไม่ผิดวินัยบัญญัติจริง แต่มันเกี่ยวกับมารยาทของพระและระเบียบอันดีงามทั้งจะถูกสำทับจากท่านผู้ใหญ่ในวัดนี้ ท่านอาจารย์เป็นใหญ่กว่าลูกศิษย์ทุกคน ลูกศิษย์ว่าอะไรท่านไม่ได้ในอำเภอนี้ เจ้าคณะอำเภอเป็นใหญ่ ในจังหวัดเจ้าคณะจังหวัดเป็นใหญ่ ในภาคนี้ เจ้าคณะเป็นใหญ่ ในประเทศไทยฝ่ายสงฆ์ มีพระสังฆราชเป็นใหญ่กวาคณะสงฆ์ทั้งหมด เมื่อเขากล่าวว่า สำหรับท่าน อย่างโน้น อย่างนี้ พวกลูกศิษย์ก็ไม่พลอยอับอายเขาบ้างหรือ"
    ท่านตอบว่า "ลูกกลัว อย่างนั้นดอกหรือครับ" ผมกลัวอย่างนี้
    หลวงปู่พูดว่า "ไม่ต้องกลัวสิลูก ให้มันสวมมงกุฏมา เมื่อมันเข้ามาในวัด หลวงปู่จะไม่ให้มันพูดสักคำก็ได้"
    พระเณรที่นั่นตอบรับท่านเป็นเสียงเดียวกันว่า "ถ้าหลวงปู่รับรองอย่างนั้น พวกกระผมก็ไม่ขัดข้อง"
    พระช่วงถามท่านว่า "หลวงปู่มาเพื่อประสงค์อะไร"
    ท่านพูดว่า "หลวงปู่มาเพื่อลูก ๆ ทุกคนหวังว่าจะเอาลูกหลวงนี้เป็นที่ประทับเพื่อสร้างบารมีสักเล็กน้อย ให้เป็นปัจจัยภายหน้าจะได้มีความสุขกับเขาบ้าง หลวงปู่จะสร้างอยู่นานแล้ว แต่ยังไม่มีโอกาสเพราะได้ตรวจอุปนิสัยมาถึง ๙ สมภาร ก็ไม่เหมาะสมเหมือนลูกหลวงรูปนี้เลย และเคยได้สร้างนิสัยร่วมกันมาในกาลก่อนหลายครั้งแล้ว และพวกลูก ๆ ทุกคนเคยอยู่ร่วมกันมาเหมือนกันละลูก ความหมุนเวียนของกรรมและหละลูกจะชักพาให้เรามาพบกันอีกแต่จะพบกันในรูปใดสุดแล้วแต่ชื่อว่าเป็นโชคที่ดี เหมาะแล้วที่หลวงปู่จะมาสั่งสอนพวกลูกอีกในคราวต่อไป"
    พระครูโกวิทธรรมสาร เล่าต่อไปอีกว่า "ทุกคนถาม หลวงปู่จะสั่งสอนในทางไหน"
    ท่านตอบว่า "แล้วแต่ความต้องการของลูก หลวงปู่จะให้ตามที่ลูกต้องการพุทธศาสตร์ไสยศาสตร์ ได้ทั้งนั้น"
    พอได้ยินเท่านั้น บางคนขอทางคงทนฟันไม่เข้า ยิงไม่เข้า
    หลวงปู่ท่านห้าม "อย่าเอาเลย มันต้องเจ็บตัว และมันก็ต้องตายในที่สุด นี่ตัวหลวงปู่เอง ถึงจะฟันจะยิง สักเท่าไรก็ไม่เจ้า ไม่อันตราย และในที่สุดก็ตายเหมือนกัน คนเราจะเอาชนะความตายไม่ได้ ต้องแพ้ต่อความตายอยู่เสมอ" และท่านได้ตรวจนิสัยของพระภิกษุแต่ละรูปแล้วจึงบอกมนต์คาถาให้ตามนิสัยนั้น ๆ จนทั่วทุกคน
    ได้มีพระภิกษุรูปหนึ่งถามท่านว่า "หลวงปู่จะมาสอนทางปฏิบัติเพื่อเป็นนิสัยในภายหน้า ทำไมมาสอนไสยศาสตร์ให้พวกกระผมอีกเล่า"
    หลวงปู่พูดตอบว่า "ไสยศาสตร์แขนงนี้เป็นของพุทธศาสตร์ จำเป็นจะต้องสอบควบคู่กันไป หลวงปู่จะถามลูกว่า ลูกต้องการจับไก่ แต่ว่าไก่มันกลัว ไม่ยอมเข้ามาใกล้ ลูกจะทำอย่างไรจึงจะจับไก่ได้"
    พระช่วงได้ตอบหลวงปู่ว่า "ต้องโปรยข้าวให้มันมากิน จึงจะจับไก่ได้"
    หลวงปู่พูดว่า "ถูกแล้ว นี่ก็เหมือนกัน หลวงปู่จะต้องโปรยด้วยของนี่ก่อน เพื่อเหยื่อล่อให้คนเข้ามา แล้วหลวงปู่จะต้องจับมัดด้วยศีลธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ลูกรู้ฟังไหม (เข้าใจไหม)"
    พระช่วงตอบท่านว่า "รู้ฟังครับ (เข้าใจครับ)"
    ทั้งพระและสามเณรพร้อมด้วยอุบาสก อุบาสิกา ๕๐ คน นั่งฟังเลื่อมใสคำสอนของหลวงปู่และถามท่านว่า
    "แต่เดิมหลวงปู่เป็นคนทีไหน"
    ท่านตอบว่า "ปู่เป็นชาวเมืองเพชรบุรี ได้ออกธุดงค์จนมาถึงที่นี่"
    พระช่วงถามว่า " พ่อท่านชื่ออะไร"
    หลวงปู่ตอบว่า "ชื่อสีมั่น ลูก ๆ ทุกคนมาดีแล้ว ก็ขอให้ไปดี ถ้ามาด้วยกรรมชั่วส่งมาก็ขอให้กลับตัว สร้างความดี กรรมดี เพื่อเห็นแก่ตัวเอง และสงสารตัวเอง ยกตัวเองให้พ้นกองทุกข์ถึงไม่พ้นชาตินี้ ก็จะเป็นนิสัยให้พ้นในภพสืบ ๆ ไป และลูกทั้งหญิง ลูกชาย ภิกษุสามเณร แต่ก่อนหลวงปู่นึกไว้ว่าจะมาสั่งสอนเหมือนครั้งแรก (ทำให้ร่างทรงสติ) คือพาลูกหลวงองค์นี้ไปสอนแล้วนำมาสั่งสอนลูกทุกคน แต่ลูกทุกคนก็ร้องไห้ กลัวว่าร่างทรงนี้จะตาย แท้จริงแล้วถึงจะพาไปสักคืน หลวงปู่ไม่ให้ตายได้" แล้วหลวงปู่ถามว่า "จะให้สั่งสอนด้วยวิธีก่อนหรือมาด้วยวิธีนี้หล่ะลูก"
    พระภิกษุ สามเณรตอบว่า " เอาอย่างวิธีที่มาวันนี้ หลวงปู่ให้ทำบุญถวายสังฆทาน ต้อนรับหลวงปู่ในวันแรมแปดค่ำคืนนี้แหละลูก"
    แล้วบอกลูกร่างทรง (พระอธิการขาว ติสสวโส) นี้ว่า "ให้ฉันข้าววันละหน"
    หลวงปู่อวยพรเสร็จแล้วก็จากไป เมื่อท่านไปแล้ว ร่างทรงก็นั่งปกติ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
    แต่แปลกใจว่า ทำไมคน พระภิกษุ สามเณร อุบาสก กำลังปลื้มใจก็ดีใจ ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า "เมื่อท่านอาจารย์เป็นลมหลวงปู่สีมั่น มาทรงและสั่งสอนพวกเรา ท่านพูดเหลือเกิน ไม่เคยได้ยินพระองค์ใดที่พูดดีอย่างท่านหลวงปู่สีมั่น"พระอธิการขาวถามพระภิกษุ สามเณรว่า "ท่านมานานแล้วหรือไม่ ก็บอกมาตั้งแต่ ๑๘.๐๐ น.- ๒๑.๐๐ น. "
    พระภิกษุ สามเณร อุบาสกบอก พระอธิการขาว ให้นิมนต์พระมารับถวายสังฆทานสัก ๙ รูป เพื่อต้อนรับเป็นมงคลพิธีในการประดิษฐานของหลวงปู่สีมั่น
    พระอธิการขาว ก็ยอมรับทำตามทุกประการเมื่อใกล้จะถึงเวลา พระช่วงไปช่วยนิมนต์ พระครูวีระโสภณ วัดเขาจกน้ำ รวมทั้งพระภิกษุอื่น ๆ จำนวน ๙ รูป มาทำพิธีถวานสังฆทาน เพื่ออุทิศผลให้เป็นความดีในการมาของหลวงปู่สีมั่น ตามความของหลวงปู่สีมั่น พระครูโกวิทธรรมสาร เล่าให้ฟังในที่สุด
    ประวัติเจ้าอาวาสวัดห้วยหลาด
    รูปที่ ๕ (ปัจจุบัน) โดยสังเขป
    พระครูโกวิทธรรมสาร หรือหลวงพ่อกลาย มะรุท เจ้าอาวาสวัดห้วยหลาด ตำบลคูหาใต้ อำเภอรัตนภูมิ จังหวัดสงขลา
    สถานะเดิม เกิดในสกุล "มะรุท" ที่บ้านเลขที่ ๕๓ หมู่ที่ ๓ ตำบลคูหาใต้ อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา โยมบิดา ชื่อ นายรักษ์ โยมมารดาชื่อ นางนุ่ม มะรุท อาชีพครอบครัวทำกสิกรรม พี่น้องทั้งหมด ๕ คน ท่านเป็นบุตรคนที่ ๓ อายุเข้าเกณฑ์การศึกษา โยมบิดานำท่านเข้าศึกษาที่โรงเรียน วัดห้วยหลาด เรียนจบชั้นระดับประถมศึกษาปีที่ ๔ ไม่เรียนต่อ ออกมาช่วยโยมบิดา มารดาทำงานที่บ้าน นำผลไม้ ผัก ไปขายที่ตลาด
    พออายุ ๒๐ ปี โยมบิดา มารดา ปรึกษาจะนำบุตรชายบวชเรียนอุปสมบท
    ณ พัทธสีมา วัดห้วยหลาด โดยมีพระครูรัตภูมิคณานุรักษ์ เป็นพระอุปัชฌาย์
    พระครูวีระโสภณ วัดเขาตกน้ำ เป็นพระกรรมวาจาจารย์
    พระอธิการขาว เป็นพระอนุสาวนาจารย์
    หลังจากอุปสมบทเรียบร้อย แล้วท่านจำพรรษา ที่วัดห้วยหลาด ศึกษาพระปริยัติธรรมสอบนักธรรมตรี โท เอก แล้ว ท่านออกแสวงธรรมศึกษา เรียนวิชาพุทธคุณ ไสยเวทจากบรรดาพระเกจิอาจารย์ชื่อดังสมัยนั้นภาคเหนือ ภาคอีสาน ออกธุดงค์เป็นเวลา ๒ ปี กลับจากธุดงค์จำพรรษาที่วัดห้วยหลาด และเรียนวิชาไสยเวทเพิ่มเติมจากหลวงปู่สีมั่น เทพอินโท ผู้สร้างวัดจนมีความเก่งกาจด้านวิชาอาคม พ.ศ. ๒๕๐๒ พระอธิการเขี้ว เตชวโร เจ้าอาวาสมรณภาพ ว่างเว้นเจ้าอาวาสมา ๓ ปี ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน และเจ้าคณะจังหวัดสงขลา แต่งตั้งให้ท่านดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดห้วยหลาด วันที่ ๒๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๘ ถึงปัจจุบัน นับเป็นเจ้าอาวาสรูปที่ ๕ และวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๓๖ ได้รับการแต่งตั้งดำรงตำแหน่ง เจ้าคณะอำเภอรัตภูมิ
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    เหรียญพระสังกจายน์หลังหลวงปู่สีมั่นออกที่จังหวัดลพบุรี ปี๒๕๒๑
    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20250822_235150.jpg IMG_20250822_235222.jpg
     

แชร์หน้านี้

Loading...