เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๖๕

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 21 ตุลาคม 2022.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    17,929
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2,387
    ค่าพลัง:
    +26,202
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๖๕


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    17,929
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2,387
    ค่าพลัง:
    +26,202
    วันนี้ตรงกับวันศุกร์ที่ ๒๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๕ เมื่อคืนกระผม/อาตมภาพและคณะ เดินทางมาถึงสนามบินนานาชาติดอนเมืองตอน ๒ ทุ่ม ก็ต้องบอกว่ายังปลอดภัยดี แล้ววันนี้ต้องเข้าประชุมพระสังฆาธิการในเขตปกครองคณะสงฆ์จังหวัดกาญจนบุรีต่อ อยู่ในห้องปรับอากาศครึ่งค่อนวัน พักผ่อนก็ไม่พอ ทำให้อาการมาลาเรียเรื้อรังกำเริบ

    มาลาเรียนั้นเป็นโรคที่มีเพื่อนมาก พอตัวเองมาก็ชักชวนพรรคพวกเพื่อนฝูงทั้งหมดมาด้วย ดังนั้น..เคยเจ็บเคยป่วยด้วยอะไรไว้ ก็จะกำเริบกลับขึ้นมาใหม่ทั้งหมด กระผม/อาตมภาพซึ่งไปหกล้มที่ประเทศลาว มาถึงวันนี้บาดแผลทุกอย่างก็เลยอักเสบขึ้นมากกว่าเดิมหลายเท่า ส่วนใหญ่แล้วที่เขาตาย ๆ กันเพราะมาลาเรีย ก็คือทนการอักเสบแบบนี้ไม่ไหว

    คราวนี้การประชุมคณะสงฆ์จังหวัดกาญจนบุรีนั้น ส่วนใหญ่ก็เป็นงานการปกครองคณะสงฆ์ ๖ ด้านที่จะต้องปฏิบัติ ติดตาม รายงานผลเป็นปกติ ไม่มีอะไรที่น่ากล่าวถึง

    แต่ในระหว่างที่ประชุมอยู่นั้น กระผม/อาตมภาพต้องเข้าระบบซูม เพื่อร่วมอบรมในโครงการ Up skill การสอนวิชาทางพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นการอบรมที่อาจารย์ในระดับผู้บังคับบัญชาระดับสูงมาสอนวิธรการสอนให้แก่อาจารย์ทั่วไป ในสังกัดของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นวิทยาเขต วิทยาลัยสงฆ์ และหน่วยวิทยบริการต่าง ๆ เป็นต้น

    ในช่วงของการถามคำถาม มีการแลกเปลี่ยนโดยอาจารย์ท่านหนึ่งที่กล่าวว่า พระอรหันต์สุกขวิปัสสโกไม่ได้ฌาน ไม่ได้สมาบัติ จึงไม่สามารถที่จะแสดงฤทธิ์ได้เหมือนกับพระอรหันต์ที่ได้อภิญญา เรื่องตรงนี้ ถ้าฟังก็ดูแล้วก็เหมือนกับใช่ แต่เป็นการเข้าใจผิดที่หนักมากสำหรับผู้ที่ไม่ได้ปฏิบัติเอง ดีแต่ศึกษาตำราอย่างเดียว

    พระอริยเจ้าทุกประเภท ไม่ว่าจะสุกขวิปัสสโก เตวิชโช ฉฬภิญโญ และปฏิสัมภิทัปปัตโต ต้องได้ฌานสมาบัติทั้งสิ้น ถ้าไม่ได้ กำลังก็จะไม่พอในการตัดกิเลส

    ถ้าเป็นพระประเภทสุกขวิปัสสโกในระดับโสดาบันและสกทาคามี อย่างน้อยต้องทรงปฐมฌานละเอียดได้

    ถ้าตั้งแต่ระดับอนาคามีหรือว่าพระอรหันต์ ต้องทรงฌาน ๔ ละเอียดได้ ไม่อย่างนั้นกำลังจะไม่เพียงพอในการตัดกิเลสในระดับนั้น ๆ

    เพียงแต่ว่าพระอรหันต์สุกขวิปัสสโกนั้น บางทีท่านทรงฌาน ท่านเองก็ยังไม่รู้ตัว เพราะว่าพิจารณาวิปัสสนาญาณไปเรื่อย ๆ สภาพจิตดิ่งลึกลงเป็นสมาธิ จึงทรงฌานโดยอัตโนมัติ เมื่อกำลังเพียงพอ ก็ตัดกิเลสในระดับที่ท่านพิจารณาอยู่ได้ เรียกง่าย ๆ ว่าทรงฌานเหมือนกับไม่ได้ทรงฌาน เพราะว่าแม้แต่ท่านเอง บางทีก็ไม่รู้ตัวว่าท่านกำลังทรงฌานอยู่
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    17,929
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2,387
    ค่าพลัง:
    +26,202
    บุคคลที่จะมีความคล่องตัว รู้ในเรื่องเหล่านี้ได้ละเอียด อย่างน้อยก็ต้องเป็นพระแบบวิชชา ๓ ที่มีการซักซ้อมจนเกิดความคล่องตัวเป็นอย่างสูง ถ้าเป็นพระสุกขวิปัสสโกทั่วไป ก็มักจะกล่าวกันว่า ไม่ได้ฤทธิ์ ไม่ได้เดช ไม่ได้ฌานสมาบัติอะไรทั้งสิ้น

    แต่ในชีวิตของกระผม/อาตมภาพเจอพระอรหันต์สุกขวิปัสสโก ที่แสดงฤทธิ์ได้เหมือนกับพระอภิญญาเลย นั่นก็คือหลวงปู่ท่านเจ้าคุณพระภาวนาปัญญาวิสุทธิ์ (อำพัน อาภรโณ บุญ-หลง) แห่งวัดเทพศิรินทราวาส ที่เป็นครูบาอาจารย์ของกระผม/อาตมภาพท่านหนึ่ง

    ตัวอย่างที่จะยกให้ฟังก็คือ มีอยู่วันหนึ่งหลวงปู่ท่านอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ มีข่าวว่าเกิดภัยแล้งเป็นวงกว้างในภาคกลาง ถ้าหากว่าฝนฟ้ามาไม่ทันภายในอาทิตย์นั้น ข้าวกล้าอาจจะแห้งตาย เกิดความเสียหายและเดือดร้อนแก่ชาวนาเป็นจำนวนมาก

    หลวงปู่ท่านมองหน้ากระผม/อาตมภาพแล้วก็ถอนใจ บอกว่า "สงสารเขานะ" แล้วท่านก็หลับตาลง ทันทีทันใดนั้น ทั้ง ๆ ที่ฟ้าใส ๆ ฝนก็ได้ตกกระหน่ำอย่างหนัก ต่อหน้าต่อตาเดี๋ยวนั้นเลย..! ๒ ชั่วโมงเต็มก็ขาดเม็ดเหมือนอย่างกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นมาเลย รุ่งขึ้นหนังสือพิมพ์ลงข่าวว่าชาวนาภาคกลางรอดตาย เพราะว่ามีฝนหลงฤดูตกหนักถึง ๒ ชั่วโมง แล้วท่านทั้งหลายคิดว่าเป็นฝีมือใคร ? เมื่อลืมตาขึ้นมา หลวงปู่ท่านกำชับกระผม/อาตมภาพว่า "อย่าเที่ยวพูดไปนะ"..!

    อีกครั้งหนึ่งระหว่างที่เฝ้าไข้หลวงปู่ท่านอยู่ที่โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า ที่ชาวบ้านเรียกง่าย ๆ ว่าโรงพยาบาลทหารเรือ หลวงปู่มหาอำพันท่านได้ข่าวว่า พลเรือโทบรรยงค์ ถาวรามร อดีตเจ้ากรมแพทย์ทหารเรือ ลูกศิษย์ผู้ใหญ่ของท่านป่วยเข้าโรงพยาบาลอยู่เหมือนกัน แต่ว่าช่วงนั้นหลวงปู่ท่านไม่มีกำลัง เดินไปเยี่ยมไม่ได้ ท่านจึงนอนหลับตาภาวนา

    พอดีเป็นช่วงสายที่หมอจะต้องออกตรวจอาการคนไข้ทุกห้อง ที่ภาษาทางแพทย์เขาเรียกว่า "ออกราวน์" ปรากฏว่าผู้ที่มาตรวจก็คือนาวาตรี นายแพทย์สุรเสน ตวงวรนันท์ เมื่อคุณหมอสุรเสนจับชีพจรหลวงปู่ก็ตกใจ ประมาณว่าช็อก..! เพราะว่าหลวงปู่ไม่มีชีพจรเลย คลำจนแน่ใจแล้ว ทั้ง ๆ ที่คุณหมอค่อนข้างอ้วน แต่วิ่งตัวปลิวไปรายงานท่านเจ้ากรมแพทย์ทหารเรือคนปัจจุบัน คือ พลเรือโทพนิต ศรียาภัย คงประมาณว่า ครูบาอาจารย์ของท่านเจ้ากรมมรณภาพแล้ว..!
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    17,929
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2,387
    ค่าพลัง:
    +26,202
    กระผม/อาตมภาพเห็นท่าไม่ดีก็เลยสะกิดหลวงปู่ บอกว่า "หมอมาตรวจ เขาตกใจครับ" หลวงปู่ท่านลืมตาขึ้นมา ก็พอดีท่านเจ้ากรมฯ กับหมอสุรเสนกลับเข้ามาพอดี พอเห็นหลวงปู่นั่งอยู่ก็ทำหน้าเหวอ..! หลวงปู่ท่านยิ้มให้ บอกว่า "เมื่อกี้นี้ฝันว่าไปเยี่ยมลูกศิษย์มา" พวกท่านสามารถฝันในลักษณะอย่างนี้ได้ไหม ?

    นั่นคือการเอากายในไปแบบมโนมยิทธิเต็มกำลัง ซึ่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีฯ วัดท่าซุงย้ำนักย้ำหนากับกระผม/อาตมภาพว่า "ถ้าไปเต็มกำลัง อย่าลืมล็อกประตูด้วย ไม่อย่างนั้นคนเข้ามาจะคิดว่าแกตายแล้ว จะเอาไปเผาซะ..!"

    กระผม/อาตมภาพได้รับการกำชับมาก็จริง แต่ตอนสมัยที่มาอยู่วัดท่าขนุนนี้ไม่นาน อาการมาลาเรียกำเริบมาก ก็ใช้วิธีทิ้งไปเลย ขี้เกียจทนกับอาการเวทนาต่าง ๆ ของร่างกาย แต่ปรากฏว่าช่วงนั้น ไม่ว่าจะพระ จะแม่ชี ต่างคนต่างมีกุญแจกุฏิของกระผม/อาตมภาพอยู่ เมื่ออาจารย์ที่ไม่เคยขาดทำวัตรสวดมนต์ อยู่ ๆ ขาดไป ก็เปิดประตูเข้าไปดู แล้วทุกคนก็ลงความเห็นว่าน่าจะมรณภาพไปแล้ว ก็พยายามช่วยกันแก้ไข เอาน้ำร้อนใส่กะละมัง เอาผ้าขนหนูชุบ แล้วก็รูดไปซะทั้งตัว เพราะว่าต้องการจะให้ร่างกายร้อนขึ้น เผื่อว่าจะฟื้น..!

    ท้ายที่สุดพอกระผม/อาตมภาพตื่นขึ้นมาก็คือ ผิวหนังแทบจะถลอกปอกเปิก แสบไปทั้งตัว แล้วหลังจากนั้นเป็นต้นมา ถ้าหากว่ากระทบอากาศหนาว หรือว่าอยู่ในห้องปรับอากาศเมื่อไรก็จะคัน เพราะว่าผิวเสียตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา ถ้าไม่ได้ทาพวกโลชั่นต่าง ๆ เอาไว้เสมอก็ต้องเกาเป็นลิงไปเลย..!

    ดังนั้น..ในส่วนที่อาจารย์ท่านนั้นแสดงทัศนคติมา เป็นทัศนคติของบรรดานักวิชาการที่เข้าไม่ถึงหลักการปฏิบัติอย่างแท้จริง ถึงได้ไปยืนยันว่าพระอรหันต์สุกขวิปัสสโกไม่สามารถที่จะแสดงฤทธิ์ได้ แล้วที่หลวงปู่มหาอำพันท่านทำคืออะไร ? เพราะว่าท่านเป็นพระอรหันต์สุกขวิปัสสโก

    สิ่งที่ท่านทำก็เป็นฤทธิ์ แต่ไม่ใช่วิกุพพนาฤทธิ์ ซึ่งเป็นฤทธิ์ผาดแผลง สามารถทำโน่นนี่ได้เกินมนุษย์สามัญ แต่ของท่านเป็นฌานฤทธิ์ คือฤทธิ์ที่เกิดจากกำลังสมาธิ อธิษฐานฤทธิ์ ฤทธิ์ที่เกิดจากความตั้งใจมั่น และท้ายที่สุด บุญฤทธิ์ ฤทธิ์ที่เกิดจากการสั่งสมคุณงามความดีมาเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน เพราะฉะนั้น..เมื่อท่านตั้งใจอย่างไร ? ท่านแค่คิดก็เป็นไปตามนั้นแล้ว
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    17,929
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2,387
    ค่าพลัง:
    +26,202
    ถ้าถามว่าพระอรหันต์สุกขวิปัสสโกสามารถพัฒนาตนเองเป็นพระอรหันต์วิชชา ๓ อภิญญา ๖ หรือปฏิสัมภิทาญาณ ๔ ได้ไหม ? ถ้าท่านต้องการก็น่าจะแค่ "ชั่วเคี้ยวหมากแหลก" อย่างที่โบราณว่า เหมือนอย่างกับคนที่มีเงินอยู่เต็มกระเป๋า แค่บอกวิธีว่าล้วงเงินมาใช้อย่างไรก็จบแล้ว..!

    แต่เนื่องจากว่าท่านเข้าถึงความหมดกิเลสแล้ว ไม่รู้ว่าจะเอาเรื่องทั้งหลายเหล่านั้นไปทำอะไร ก็เลยไม่ได้คิดที่จะพัฒนาต่อให้เป็นพระอรหันต์วิชชา ๓ อภิญญา ๖ หรือปฏิสัมภิทาญาณ ๔ แต่อย่าลืมว่ามโนมยิทธิที่หลวงปู่มหาอำพันใช้ ถ้าใช้แบบครึ่งกำลังก็คือประเภทวิชชา ๓ ถ้าใช้เต็มกำลังก็คืออภิญญา ๖ เพราะว่าหลวงปู่ท่านฝึกมโนมยิทธิกับหลวงพ่อวัดท่าซุงมาตั้งแต่ต้น

    โดยเฉพาะท่านทั้งหลายที่เคยเห็นจดหมาย ตลอดจนกระทั่งเนื้อหาบันทึกข้อความที่กระผม/อาตมภาพตอบคำถามในการปฏิบัติมโนมยิทธิถวายแก่หลวงปู่ ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นกระผม/อาตมภาพเป็นพระบวชใหม่ แค่ ๒ - ๓ พรรษาเท่านั้น แต่หลวงปู่ท่านไม่มีมานะ ท่านรู้ว่าใครมีความสามารถ ท่านก็ขอความรู้จากคนนั้น

    ปัจจุบันนี้บรรดาสมุดบันทึก ตลอดจนกระทั่งจดหมายเหล่านั้น ก็ไม่ทราบว่ามีท่านใดเก็บเอาไว้บ้าง แต่ว่าเป็นหลักฐานว่าหลวงปู่ท่าน แม้จะเป็นพระอรหันต์สุกขวิปัสสโก แต่ก็ฝึกมโนมยิทธิได้และคล่องตัวมาก ถึงขนาดถอดจิตไปเยี่ยมลูกศิษย์ที่ป่วยไข้ ถ้าไปลักษณะนั้น ลูกศิษย์จะเห็นหลวงปู่ไปเป็นกายเนื้อ ๆ อย่างที่ภาษาวัยรุ่นสมัยนี้เรียกว่า "ตัวเป็น ๆ" แต่ว่าอีกทางหนึ่งนั้น ถ้าไม่มีใครเฝ้าอยู่ คนก็จะตกใจ แบบเดียวกับที่หมอสุรเสนตกใจ คิดว่าหลวงปู่มรณภาพไปแล้ว

    เรื่องพวกนี้จึงเป็นเรื่องของนักปฏิบัติ ไม่ใช่นักวิชาการจะมา "คิดว่า" "คาดว่า" ต้องทำเท่านั้นถึงจะเข้าถึงความเป็น "ปัจจัตตัง" ความรู้เฉพาะตน ที่วิญญูชนผู้ปฏิบัติแล้วจักสามารถรู้ได้ด้วยตนเอง

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันศุกร์ที่ ๒๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๕
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...