บทความให้กำลังใจ

ในห้อง 'จักรวาลคู่ขนาน' ตั้งกระทู้โดย supatorn, 8 พฤษภาคม 2017.

  1. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    26,762
    กระทู้เรื่องเด่น:
    166
    ค่าพลัง:
    +29,443
    (ต่อ)

    ความสุขของเราก็เช่นกันจะมีความทุกข์แฝงอยู่ตลอดเวลา ดังที่กล่าวแล้วว่าความทุกข์เป็นสิ่งที่เราหนีไม่พ้น เราจึงต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันให้ได้ อย่างเช่น ตอนนี้เราเจอความหนาวเย็น เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันโดยไม่ทุกข์ ก็คือทุกข์กายแต่ไม่ทุกข์ใจ อันนี้เราทำได้ ถ้าเราทำไม่ได้ก็จะมีแต่ความหงุดหงิดความไม่พอใจเกิดขึ้น เพราะเราไม่สามารถบังคับหรือควบคุมให้ทุกอย่างเป็นตามใจเราได้ แม้กระทั่งร่างกายของเรา เรายังบังคับควบคุมให้ตัวเองไม่เจ็บไม่ป่วยไม่ได้


    การอยู่กับความทุกข์นั้นทำได้หลายวิธี ทั้งการมองในแง่บวก การปล่อยวางยอมรับมัน หรือการปรุงแต่งใจในทางที่ดี อย่างเช่น บุรุษไปรษณีย์คนหนึ่งนำพัสดุไปส่ง แต่ประตูบ้านปิดเขาจึงเรียกให้เจ้าของบ้านออกมารับ แต่เจ้าของบ้านไม่อยากออกมาเพราะว่าไม่อยากเจออากาศร้อน บุรุษไปรษณีย์ก็รอเจ้าของบ้านมารับ แต่แทนที่จะรอเฉย ๆ ก็ร้องเพลงไปด้วย จนกระทั่งในที่สุดเจ้าของบ้านต้องออกมารับพัสดุ เสร็จแล้วเธอก็ถามบุรุษไปรษณีย์ว่าอากาศร้อนๆ อย่างนี้ คุณมีอารมณ์ร้องเพลงได้อย่างไร เขาตอบว่า “โลกร้อน แต่ใจเราเย็น มันก็เย็นครับ ร้องเพลงเป็นความสุขของผมอย่างหนึ่ง ส่งไปร้องไป” นี่เป็นวิธีหนึ่งในการอยู่กับความร้อนได้โดยใจไม่ทุกข์ แม้เขาร้อนจนเหงื่อไหลชุ่ม แต่ใจเขาไม่ทุกข์ เพราะเขารู้วิธีผ่อนคลายด้วยการร้องเพลงให้ใจเย็น ความร้อนจึงไม่เป็นปัญหา


    อีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้อยู่กับความทุกข์ได้คือสติ เวลาเกิดทุกขเวทนาขึ้น ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการปรุงแต่งใจหรือปลอบใจตัวเองก็ได้ แต่ใช้สติคือรู้ทันจนปล่อยวางมันได้ ความปวดกายที่เกิดขึ้น ถ้าเราเผลอก็จะปวดใจตามมา เวลาเจออากาศร้อน ไม่ใช่ร้อนกายอย่างเดียวแต่ร้อนใจไปด้วย เพราะว่าจิตไม่ปล่อยวางความปวด แถมปรุงแต่งไปในทางลบอีก คนเราเวลาเจอทุกขเวทนาใจก็มักปรุงแต่ง บางทีแค่เห็นหรือสัมผัสนิดหน่อยก็เอาไปปรุงแต่งแล้ว กลายเป็นความทุกข์ทรมาน ทุกขเวทนาเป็นเรื่องของกาย ส่วนความทุกข์ทรมานเป็นเรื่องของใจ เวลาความทุกข์เกิดขึ้นกับเรา ถ้าเราปฏิเสธผลักไสก็ยิ่งทุกข์เข้าไปใหญ่ แต่ถ้าเรามีสติดูใจ คือดูความคิดที่ปรุงแต่ง เห็นใจที่ขุ่นเคืองตีโพยตีพาย หรือเห็นทุกขเวทนาจนปล่อยวางได้ เมื่อนั้นความทุกข์ก็จะคลายไป มีความสงบมาแทนที่


    เราควรเรียนรู้ที่จะอยู่กับทุกขเวทนาให้ได้ ที่วัดป่าสุคะโต ในช่วงเดือนธันวาคม ท้องฟ้าเปิด อากาศร้อนมาก เรามีการเดินธรรมยาตรา คนที่มางานนี้ต้องเดินกลางแดดวันละสี่ห้าชั่วโมงเพื่อรณรงค์ให้ผู้คนช่วยกันอนุรักษ์ธรรมชาติ ดูแลลำธาร รักษาป่า ขณะเดียวกันก็ฝึกตนให้อยู่กับทุกขเวทนาให้ได้ คืออยู่กับความร้อนแต่ใจไม่บ่น จึงมีคำขวัญว่า “กายร้อนแต่ใจไม่ร้อน” หรือ “ร้อนแต่กาย ใจสงบเย็น” ที่ทำอย่างนี้ไม่ใช่เป็นการหาความทุกข์ใส่ตัว แต่เป็นการเดินเข้าหาความทุกข์เพื่อฝึกใจให้อยู่กับความทุกข์ได้ คนที่มีปัญญาเมื่อรู้ว่าหนีสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่พ้นก็ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันให้ได้ ความทุกข์เป็นสิ่งหนึ่งที่เราต้องรู้จักอยู่กับมันให้ได้ จนเห็นมันเป็นมิตร ถ้าเราเป็นมิตรกับทุกขเวทนาได้ เราก็ไม่ต้องร้อนใจ นี่เป็นเรื่องที่เราสามารถฝึกได้ในชีวิตประจำวัน


    นักปฏิบัติธรรมที่ดี ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับความทุกข์ให้ได้ แต่ไม่ใช่ด้วยความอดทน ดีกว่านั้นก็คืออยู่กับมันโดยอาศัยสติ คือรู้ทันใจที่ปรุงแต่งเวลามีความทุกข์กาย จนใจเป็นปกติได้แม้กายจะทุกข์ก็ตาม คนเราสามารถรักษาใจให้สงบแม้กายจะปวดได้ อาตมาเคยนำนักปฏิบัติธรรมกลุ่มหนึ่งเดินจงกรมทุกเช้า ไม่ได้เดินธรรมดา แต่เดินเท้าเปล่าตามทางที่มีกรวด เดินวันแรกหลายคนรู้สึกปวดเท้า แถมยังเจอยุงเวลาเดินผ่านสวน เวลายุงเกาะตามแขนตามตัว มันยังไม่ทันกัดเลย หลายคนก็ทุกข์ล่วงหน้าไปแล้ว นั่นเป็นเพราะใจปรุงแต่ง ยิ่งพอโดนมันกัด ก็ยิ่งทุกข์เข้าไปใหญ่ อาตมาก็แนะให้เขาดูความกลัวที่เกิดขึ้นเวลายุงเกาะ หรือดูใจที่ผลักไส ใจที่บ่นโวยวายเวลาเวลาโดนยุงกัด ที่จริงร่างกายเราทนได้แต่ใจต่างหากที่ทนไม่ได้ เพราะเราหนีความทุกข์อยู่ตลอดเวลา พอเจอเข้าก็ผลักไสอย่างเดียว ไม่รู้จักอยู่กับมันด้วยอาการสงบ หลังจากเดินได้สามสี่วัน หลายคนก็ทำใจได้ดีขึ้น รู้ทันเวลาใจมีปฏิกิริยาทางลบต่อทุกขเวทนาที่เกิดขึ้น


    แต่อุปสรรคไม่ได้มีแค่นั้น พอใกล้ถึงวันสุดท้ายมีฝนตกพรำ ๆ แต่เช้า มดแตกรังออกมาเพ่นพ่านตลอดทาง พอเดินจงกรมผ่าน มดก็ไต่มาตามร่างกาย มีเสียงปัดมด บางคนคนก็กระทืบเท้าเพื่อสลัดมดออกไป ไม่มีอาการสำรวมเลย อาตมาจึงย้ำว่าที่จริงร่างกายเราทนได้ แต่ใจต่างหากที่ไม่ยอมทน ทั้ง ๆ ที่ทนได้เหมือนกัน จึงแนะให้เขาดูปฏิกิริยาของใจเวลาโดนมดกัด วันรุ่งขึ้นหลายคนก็ลองทำอย่างที่อาตมาแนะนำ ใจก็สงบมากขึ้น


    ผู้หญิงคนหนึ่งในกลุ่มนี้เล่าให้ฟังว่า เธอเดินมาหยุดตรงรังมดพอดี เห็นความกลัวเกิดขึ้น เพราะมีสติเห็นความกลัว ความกลัวก็คลายไป ทีนี้พอมดกัด เธอก็เห็นความเจ็บเกิดขึ้น ทั้งเจ็บทั้งร้อน เหมือนโดนธูปจี้เธอก็ดูเวทนาที่เกิดขึ้น แล้วยังเห็นต่อไปด้วยว่ากล้ามเนื้อเกร็ง หัวใจเต้นแรงเร็วขึ้น เม้มปากกัดฟัน กะพริบตา แล้วเธอกลับมาดูใจ เห็นใจกระสับกระส่าย พอเห็นเท่านั้น ใจก็สงบลง


    ถ้าเป็นคนที่ยังไม่ผ่านการฝึกมา พอมดกัด ใจจะพุ่งไปที่มดด้วยความโกรธเคือง แต่นักปฏิบัติคนนี้ไม่ส่งจิตออกไปนอกตัว แต่กลับมาดูกายและใจของตน ทำให้ใจสงบ รู้สึกผ่อนคลาย ทั้ง ๆ ที่โดนมดกัด แม้รู้สึกเจ็บ แต่เมื่อมีสติใจก็สงบ ตอนแรกเธอก็แปลกใจว่าทำไมใจสงบได้ ทั้งๆ ที่ความเจ็บปวดยังมีอยู่ แล้วเธอก็รู้ว่ากายกับใจนั้นเป็นคนละส่วนกัน ความเจ็บเป็นเรื่องของกาย แต่ใจไม่จำเป็นต้องเจ็บด้วย เมื่อพบว่าใจสามารถสงบได้แม้กายจะปวด เธอก็ดีใจมาก บอกขอบคุณมด แทนที่จะโกรธมด เธอเรียกมดว่าเป็นอาจารย์ของเธอ


    ผู้หญิงคนนี้อยู่กับความเจ็บปวดได้ ไม่ใช่เพราะความอดทน แต่เพราะใช้สติเป็นเครื่องรักษาใจ ปกติเวลาเราเจอสถานการณ์แบบนี้ก็ต้องเดินหนีมด หรือไม่ก็ทำร้ายมด แต่เนื่องจากเธอต้องเดินจงกรมอยู่ในแถวจะเดินหนีมดก็ไม่ได้ ตบมดก็บาป ก็เลยต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับความเจ็บปวดให้ได้ นั่นก็คือใช้สติช่วยให้ปวดแต่กาย ใจไม่ปวด


    คนส่วนใหญ่เวลามีอะไรมากระทบกาย ใจก็ทุกข์ไปด้วย อันนี้รวมถึงเรื่องความไม่สมหวังด้วย แต่ถ้าหากไม่อยากเป็นทุกข์ เราก็ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับทุกข์ให้ได้โดยที่ใจไม่ทุกข์ ซึ่งรวมถึงเรียนรู้ที่จะอยู่กับความเศร้า เรียนรู้ที่จะอยู่กับความเบื่อให้ได้ โดยไม่ต้องวิ่งหนีมัน เพราะการทำเช่นนั้นบางครั้งไม่ได้แก้ปัญหาจริง เพราะไป ๆ มา ๆ กลับวิ่งไปหาความทุกข์ มีลูกของเพื่อนคนหนึ่งมาปรึกษาว่าเพิ่งเลิกกับแฟน เพราะแฟนเป็นคนเจ้าชู้ แต่เธอก็ยังกลับไปหาเขา ทั้งๆ ที่รู้ว่าผู้ชายคนนี้คบไม่ได้ เธอบอกว่าอยู่คนเดียวไม่ได้ มันเหงา จึงอดไม่ได้ที่จะกดโทรศัพท์ไปคุยกับผู้ชายคนนั้น เธอบอกว่าทรมานใจมากเวลาอยู่คนเดียว เธอพยายามหนีความเหงาแต่กลับวิ่งไปหาคนที่ไม่ซื่อต่อเธอ ถ้าเอาแต่หนีความเหงาแบบนี้ก็ไม่มีทางที่จะพ้นทุกข์จากความเหงาได้


    เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับความเหงาให้ได้ ด้วยการมีสติเห็นมัน สติทำให้เราเห็นว่า ใจเหงา ไม่ใช่ฉันเหงา การปรุงแต่งจะไม่เกิดขึ้นถ้าเรามีสติ แต่ถ้าเรามีสติ ก็จะไม่ปรุงว่าฉันเหงา ฉันปวด ฉันเศร้า ที่จริงไม่มีฉันผู้เหงา ผู้ปวด ผู้เศร้า มันมีแต่ความเหงา ความปวด ความเศร้าเท่านั้นที่เกิดขึ้น วิธีการอยู่กับความทุกข์ด้วยสติ ต้องเริ่มต้นจากความตระหนักว่า ทุกข์เกิดขึ้นเพราะความเผลอ ความลืมตัว ความไม่มีสติ เมื่อใดที่เราลืมตัว ตัวตนก็เกิดขึ้น พูดอย่างนี้พอเข้าใจไหม ถ้าตอนนี้ไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร ให้ลองสังเกตดูว่าเมื่อใดที่ลืมตัว ตัวตนก็จะเกิดขึ้น เช่น เรารู้สึกเป็นทุกข์เป็นร้อนก็เพราะลืมตัว ถ้าใจไม่มีสติ ก็จะปรุงแต่งตัวตนให้เกิดขึ้น ดังนั้นจึงอยากให้เราหมั่นดูกาย ดูใจ ดูเวทนา ด้วยใจที่เป็นกลาง ๆ คือดูเฉย ๆ ไม่ยินดียินร้าย ไม่ผลักไสไม่ไขว่คว้า ถ้าเราดูกาย ดูใจ ดูเวทนาเวลามันเกิดขึ้นโดยไม่ปรุงแต่งมัน หรือไม่มีปฏิกิริยาต่อมัน ก็จะเห็นว่ามันมีอยู่ แต่ทำอะไรใจเราไม่ได้ แม้กายจะทุกข์ แต่ใจไม่ทุกข์ ต่อไปเราก็จะเป็นมิตรกับความทุกข์ ความเหงา ความเศร้าได้ เพราะต่างคนต่างอยู่ ไม่มารังควาญใจเรา


    ถ้าเรารู้จักอยู่กับความทุกข์ได้ เมื่อถึงคราวที่เราจะตาย เราก็จะยอมรับมันได้ ความตายก็ทำอะไรเราไม่ได้ เราสามารถเป็นมิตรกับความตายได้ ถึงตอนนั้นความตายจะไม่ใช่สิ่งน่ากลัวต่อไป อันนี้เป็นศิลปะในการดำเนินชีวิต อะไรก็ตามที่เราหนีไม่พ้น เราควรเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันให้ได้ นี้คือศิลปะการอยู่ในโลกนี้อย่างไม่ทุกข์


    :- https://www.visalo.org/article/dhammamata6_2.htm
     
  2. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    26,762
    กระทู้เรื่องเด่น:
    166
    ค่าพลัง:
    +29,443
    ทุกข์เป็นประตูสู่ธรรม





    images.jpg

    ที่จริงทุกข์กับธรรมเกี่ยวข้องและสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด นักปฏิบัติธรรมจะต้องไม่กลัวทุกข์ เพราะเหตุว่าทุกข์กับธรรมนั้นใกล้กันมาก ที่จริงแล้ว สาเหตุที่คนจำนวนไม่น้อยเข้าหาธรรมก็เพราะเจอทุกข์ คนธรรมดาที่สุขสบาย ไม่มีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจ มีชีวิตราบรื่นเป็นปกติ น้อยคนนักที่จะสนใจธรรมหรือเข้าหาธรรม ก็ไม่รู้จะเข้าหาธรรมไปทำไมในเมื่อชีวิตสุขสบายราบรื่นอยู่แล้ว มีกินมีใช้ มีครอบครัว ที่อบอุ่น มีชื่อเสียงเกียรติยศ

    ดังนั้น เราจึงมักได้ยินคนจำนวนไม่น้อยพูดว่า จะเข้าวัดไปทำไมในเมื่อฉันยังไม่ได้มีความทุกข์อะไรเลย จะปฏิบัติธรรมไปทำไมในเมื่อฉันก็มีความสุขดีอยู่แล้ว ที่เขาพูดเช่นนี้มีส่วนจริงในแง่ที่สะท้อนให้เห็นปรากฏการณ์ที่ว่า คนเราถ้าไม่เจอทุกข์ก็ไม่สนใจธรรมะสำหรับคนเป็นแม่ อะไรจะเลวร้ายเท่ากับการสูญเสียลูก โดยเฉพาะลูกที่ยังเล็กน่ารัก เพียงต่อมาอีกไม่นานสามีของท่านก็เสียชีวิตลงอีกคน เรียกว่าเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ไม่ต่างจากนางปฏาจาราในสมัยพุทธกาล ความทุกข์ที่ซัดกระหน่ำทำให้ท่านแทบจะมีชีวิตอยู่ไปไม่ได้ แต่ในที่สุดมีคนแนะนำให้ท่านลองไปปฏิบัติธรรม ท่านพบว่า ธรรมสามารถเยียวยาความทุกข์ ทำให้ได้พบกับความสุขที่ประเสริฐมาก เหมือนกับได้พบชีวิตใหม่จากการปฏิบัติธรรมภายหลังท่านได้กลายเป็นอาจารย์กรรมฐานที่มีชื่อเสียงมากของอินเดีย
    สำหรับคนทั่วไปหากอยู่ไกลธรรมะก็ยากที่จะเข้าถึงธรรมะได้จนกว่าจะเจอทุกข์แต่บางคนที่แม้จะอยู่ใกล้ธรรมะก็อาจมองไม่เห็นคุณค่าของธรรมะหรือการภาวนาได้เช่นกัน
    ขอบคุณความทุกข์ เรื่องราวแบบนี้เราคงรู้สึกคุ้นๆ เพราะคล้ายกับเรื่องราวที่เราเคยได้ยิน เช่น คนที่เคยสูญเสียลูก ป่วยเป็นมะเร็ง หรือพิการ มีความทุกข์มากจนต้องหันมาพึ่งธรรมะ เมื่อได้ปฏิบัติธรรม ทำสมาธิภาวนา ก็พบกับความสุขอันประเสริฐ หลุดพ้นจากความทุกข์ที่รุมเร้าได้
    เพราะฉะนั้น เมื่อเจอความทุกข์ก็อย่ามัวแต่กลุ้มอกกลุ้มใจหรือสับสนชะตากรรม อาจเป็นโชคของเราก็ได้ที่เจอทุกข์ เพราะทุกข์จะผลักให้เราปรับเปลี่ยนชีวิตหันหน้าเข้าหาธรรมจนพบกับสรณะและความสุขอันประเสริฐ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า เมื่อยังไม่เจอทุกข์ ผู้คนก็มักคิดว่าความเจริญ ความสุข ความสำเร็จ หรือเงินทองคือสรณะ ชื่อเสียงเกียรติยศคือสรณะ แต่เมื่อเจอความทุกข์ เจอความเจ็บปวด พลัดพรากสูญเสีย สามีขอหย่า ภรรยาทิ้ง เงินทองก็ช่วยให้หายทุกข์ไม่ได้เลย

    จากหนังสือเจอทุกข์พบธรรม พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล

    :- https://web.ybatnet.org/th/blog/detail.php?id=22&page=
     
  3. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    26,762
    กระทู้เรื่องเด่น:
    166
    ค่าพลัง:
    +29,443
    e2180.jpg
     
  4. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    26,762
    กระทู้เรื่องเด่น:
    166
    ค่าพลัง:
    +29,443
  5. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    26,762
    กระทู้เรื่องเด่น:
    166
    ค่าพลัง:
    +29,443
    A Moonlight Night - The Most Beautiful Ukrainian Song (Dedicated to All Brave Ukrainian People)

    zevnikov
    2,702,731 viewsFeb 27, 2022
    This is Gimnazija Kranj Symphony Orchestra and Choir's dedication to brave Ukrainian people who suffer under the brutal Russian invasion. Our musicians performed this beautiful love song a couple of years ago. Diana Novak did an amazing arrangement. It was composed by Mykola Lysenko with lyrics written by Mykhailo Starytsky. Arrangement: Diana Novak, Soloists: Rok Zupanc, Lovro Krišelj, Chorus Master: Erik Šmid, Conductor: Nejc Bečan. PPZ production dedicates this beautiful love song to all brave Ukrainian people, who will never surrender. Their freedom is our freedom. Their lives are our lives! Just turn on English subtitles. English translation: Tog Hoath Gimnazija Kranj Symphony Orchestra
     
  6. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    26,762
    กระทู้เรื่องเด่น:
    166
    ค่าพลัง:
    +29,443
    introublehappy.jpg
     
  7. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    26,762
    กระทู้เรื่องเด่น:
    166
    ค่าพลัง:
    +29,443
    lpteaching.jpg
     
  8. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    26,762
    กระทู้เรื่องเด่น:
    166
    ค่าพลัง:
    +29,443
    คติธรรมก่อนนอน เห็นคุณค่าก่อนสูญเสีย : พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล (มีคำบรรยายไทย)

    อ่านให้ฟัง by She
    Apr 1, 2022
     
  9. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    26,762
    กระทู้เรื่องเด่น:
    166
    ค่าพลัง:
    +29,443
    ความสุขที่ถูกมองข้าม

    เขียนโดย sothorn เมื่อ 17 ตุลาคม, 2008 - 07:14

    คุณเป็นคนหนึ่งหรือไม่ที่เชื่อ ว่า ยิ่งมีเงินทองมากเท่าไร ก็ยิ่งมีความสุขมากเท่านั้น ความเชื่อดังกล่าวดูเผิน ๆ ก็น่าจะถูกต้องโดยไม่ต้องเสียเวลาพิสูจน์ แต่ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ประเทศไทยน่าจะมีคนป่วยด้วยโรคจิตน้อยลง มิใช่เพิ่มมากขึ้น ทั้ง ๆ ที่รายได้ของคนไทยสูงขึ้นทุกปี ในทำนองเดียวกันผู้จัดการก็น่าจะมีความสุขมากกว่าพนักงานระดับล่าง ๆ เนื่องจากมีเงินเดือนมากกว่า แต่ความจริงก็ไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป
    ไม่นานมานี้มหาเศรษฐีคนหนึ่งของไทยได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ว่า เขารู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิต เขาพูดถึงตัวเองว่า “ชีวิต(ของผม)เริ่มหมดค่าทางธุรกิจ” ลึกลงไปกว่านั้นเขายังรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความหมาย เขาเคยพูดว่า “ผมจะมีความหมายอะไร ก็เป็นแค่….มหาเศรษฐีหมื่นล้านคนหนึ่ง” เมื่อเงินหมื่นล้านไม่ทำให้มีความสุข เขาจึงอยู่เฉยไม่ได้ ในที่สุดวิ่งเต้นจนได้เป็นรัฐมนตรี ขณะที่เศรษฐีหมื่นล้านคนอื่น ๆ ยังคงมุ่งหน้าหาเงินต่อไป ด้วยความหวังว่าถ้าเป็นเศรษฐีแสนล้านจะมีความสุขมากกว่านี้ คำถามก็คือ เขาจะมีความสุขเพิ่มขึ้นจริงหรือ ?

    คำถามข้างต้นคงมีประโยชน์ไม่มากนักสำหรับคน ทั่วไป เพราะชาตินี้คงไม่มีวาสนาแม้แต่จะเป็นเศรษฐีร้อยล้านด้วยซ้ำ แต่อย่างน้อยก็คงตอบคำถามที่อยู่ในใจของคนจำนวนไม่น้อยได้บ้างว่า ทำไมอัครมหาเศรษฐีทั้งหลาย รวมทั้งบิล เกตส์ จึงไม่หยุดหาเงินเสียที ทั้ง ๆ ที่มีสมบัติมหาศาล ขนาดนั่งกินนอนกินไป ๗ ชาติก็ยังไม่หมด

    แต่ ถ้าเราอยากจะค้นพบคำตอบให้มากกว่านี้ ก็น่าจะย้อนถามตัวเองด้วยว่า ทำไมถึงไม่หยุดซื้อแผ่นซีดีเสียทีทั้ง ๆ ที่มีอยู่แล้วนับหมื่นแผ่น ทำไมถึงไม่หยุดซื้อเสื้อผ้าเสียทีทั้ง ๆ ที่มีอยู่แล้วเกือบพันตัว ทำไมถึงไม่หยุดซื้อรองเท้าเสียทีทั้ง ๆ ที่มีอยู่แล้วนับร้อยคู่ แผ่นซีดีที่มีอยู่มากมายนั้น บางคนฟังทั้งชาติก็ยังไม่หมด ในทำนองเดียวกัน เสื้อผ้า หรือรองเท้า ที่มีอยู่มากมายนั้น บางคนก็เอามาใส่ไม่ครบทุกตัวหรือทุกคู่ด้วยซ้ำ มีหลายตัวหลายคู่ที่ซื้อมาโดยไม่ได้ใช้เลย แต่ทำไมเราถึงยังอยากจะได้อีกไม่หยุดหย่อน

    ใช่หรือไม่ว่า สิ่งที่เรามีอยู่แล้วในมือนั้นไม่ทำให้เรามีความสุขได้มากกว่าสิ่งที่ได้มา ใหม่ มีเสื้อผ้าอยู่แล้วนับร้อยก็ไม่ทำให้จิตใจเบ่งบานได้เท่ากับเสื้อ ๑ ตัวที่ได้มาใหม่ มีซีดีอยู่แล้วนับพันก็ไม่ทำให้รู้สึกตื่นเต้นได้เท่ากับซีดี ๑ แผ่นที่ได้มาใหม่ ในทำนองเดียวกันมีเงินนับร้อยล้านในธนาคารก็ไม่ทำให้รู้สึกปลาบ ปลื้มใจเท่ากับเมื่อได้มาใหม่อีก ๑ ล้าน

    พูดอีกอย่างก็คือ คนเรานั้นมักมีความสุขจากการได้ มากกว่าความสุขจากการมี มีเท่าไรก็ยังอยากจะได้มาใหม่ เพราะเรามักคิดว่าของใหม่จะให้ความสุขแก่เราได้มากกว่าสิ่งที่มีอยู่เดิม

    บ่อยครั้งของที่ได้มาใหม่นั้นก็เหมือนกับของ เดิมไม่ผิดเพี้ยน แต่เพียงเพราะว่ามันเป็นของใหม่ ก็ทำให้เราดีใจแล้วที่ได้มา จะว่าไปนี่อาจเป็นสัญชาตญาณที่มีอยู่กับสัตว์หลายชนิดไม่เฉพาะแต่มนุษย์ เท่านั้น ถ้าโยนน่องไก่ให้หมา หมาก็จะวิ่งไปคาบ แต่ถ้าโยนน่องไก่ชิ้นใหม่ไปให้ มันจะรีบคายของเก่าและคาบชิ้นใหม่แทน ทั้ง ๆ ที่ทั้งสองชิ้นก็มีขนาดเท่ากัน ไม่ว่าหมาตัวไหนก็ตาม ของเก่าที่มีอยู่ในปากไม่น่าสนใจเท่ากับของใหม่ที่ได้มา

    ถ้า หากว่าของใหม่ให้ความสุขได้มากกว่าของเก่าจริง ๆ เรื่องก็น่าจะจบลงด้วยดี แต่ปัญหาก็คือของใหม่นั้นไม่นานก็กลายเป็นของเก่า และความสุขที่ได้มานั้นในที่สุดก็จางหายไป ผลก็คือกลับมารู้สึก “เฉย ๆ” เหมือนเดิม และดังนั้นจึงต้องไล่ล่าหาของใหม่มาอีก เพื่อหวังจะให้มีความสุขมากกว่าเดิม แต่แล้วก็วกกลับมาสู่จุดเดิม เป็นเช่นนี้ไม่รู้จบ น่าคิดว่าชีวิตเช่นนี้จะมีความสุขจริงหรือ ?

    เพราะไล่ล่าแต่ละครั้งก็ต้องเหนื่อย ไหนจะต้องขวนขวายหาเงินหาทอง ไหนจะต้องแข่งกับผู้อื่นเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ ครั้นได้มาแล้วก็ต้องรักษาเอาไว้ให้ได้ ไม่ให้ใครมาแย่งไป แถมยังต้องเปลืองสมองหาเรื่องใช้มันเพื่อให้รู้สึกคุ้มค่า ยิ่งมีมากชิ้นก็ยิ่งต้องเสียเวลาในการเลือกว่าจะใช้อันไหนก่อน ทำนองเดียวกับคนที่มีเงินมาก ๆ ก็ต้องยุ่งยากกับการตัดสินใจว่าจะไปเที่ยวลอนดอน นิวยอร์ค เวกัส โตเกียว มาเก๊า หรือซิดนีย์ดี

    ถ้าเราเพียงแต่รู้จักแสวงหาความสุขจากสิ่ง ที่มีอยู่แล้ว ชีวิตจะยุ่งยากน้อยลงและโปร่งเบามากขึ้น อันที่จริงความพอใจในสิ่งที่เรามีนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่ที่เป็นปัญหาก็เพราะเราชอบมองออกไปนอกตัว และเอาสิ่งใหม่มาเทียบกับของที่เรามีอยู่ หา ไม่ก็เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เมื่อเห็นเขามีของใหม่ ก็อยากมีบ้าง คงไม่มีอะไรที่จะทำให้เราทุกข์ได้บ่อยครั้งเท่ากับการชอบเปรียบ เทียบตัวเองกับคนอื่น การเปรียบเทียบจึงเป็นหนทางลัดไปสู่ความทุกข์ที่ใคร ๆ ก็นิยมใช้กัน

    นิสัย ชอบเปรียบเทียบกับคนอื่น ทำให้เราไม่เคยมีความพอใจในสิ่งที่ตนมีเสียที แม้จะมีหน้าตาดี ก็ยังรู้สึกว่าตัวเองไม่สวย เพราะไปเปรียบเทียบตัวเองกับดาราหรือพรีเซนเตอร์ในหนังโฆษณา

    การมองแบบนี้ทำให้ “ขาดทุน” สองสถาน คือนอกจากจะไม่มีความสุขกับสิ่งที่มีอยู่แล้ว ยังเป็นทุกข์เพราะไม่ได้สิ่งที่อยาก พูดอีกอย่างคือไม่มีความสุขกับปัจจุบัน แถมยังเป็นทุกข์เพราะอนาคตที่พึงปรารถนายังมาไม่ถึง ไม่มีอะไรที่เป็นอุทธาหรณ์สอนใจได้ดีเท่ากับนิทานอีสปเรื่องหมา คาบเนื้อ คงจำได้ว่า มีหมาตัวหนึ่งได้เนื้อชิ้นใหญ่มา ขณะที่กำลังเดินข้ามสะพาน มันมองลงมาที่ลำธาร เห็นเงาของหมาตัวหนึ่ง (ซึ่งก็คือตัวมันเอง) กำลังคาบเนื้อชิ้นใหญ่ เนื้อชิ้นนั้นดูใหญ่กว่าชิ้นที่มันกำลังคาบเสียอีก ด้วยความโลภ (และหลง) มันจึงคายเนื้อที่คาบอยู่ เพื่อจะไปคาบชิ้นเนื้อที่เห็นในน้ำ ผลก็คือเมื่อเนื้อตกน้ำ ชิ้นเนื้อในน้ำก็หายไป มันจึงสูญทั้งเนื้อที่คาบอยู่และเนื้อที่เห็นในน้ำ
    บ่อเกิด แห่งความสุขมีอยู่กับเราทุกคนในขณะนี้อยู่ แล้ว เพียงแต่เรามองข้ามไปหรือไม่รู้จักใช้เท่านั้น เมื่อใดที่เรามีความทุกข์ แทนที่จะมองหาสิ่งนอกตัว ลองพิจารณาสิ่งที่เรามีอยู่และเป็นอยู่ ไม่ว่า มิตรภาพ ครอบครัว สุขภาพ ทรัพย์สิน รวมทั้งจิตใจของเรา ล้วนสามารถบันดาลความสุขให้แก่เราได้ทั้งนั้น ขอเพียงแต่เรารู้จักชื่นชม รู้จักมอง และจัดการอย่างถูกต้องเท่านั้น

    แทน ที่จะแสวงหาแต่ความสุขจากการได้ ลองหันมาแสวงหาความสุขจากการมี หรือจากสิ่งที่มี ขั้นต่อไปคือการแสวงหาความสุขจากการให้ กล่าวคือยิ่งให้ความสุข ก็ยิ่งได้รับความสุข สุขเพราะเห็นน้ำตาของผู้อื่นเปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม และสุขเพราะภาคภูมิใจที่ได้ทำความดีและทำให้ชีวิตมีความหมาย จากจุดนั้นแหละก็ไม่ยากที่เราจะค้นพบความสุขจากการไม่มี นั่นคือสุขจากการปล่อยวาง ไม่ยึดถือในสิ่งที่มี และเพราะเหตุนั้น แม้ไม่มีหรือสูญเสียไป ก็ยังเป็นสุขอยู่ได้
    เกิดมาทั้งที น่าจะมีโอกาสได้สัมผัสกับความสุขจากการให้ และ การไม่มี เพราะนั่นคือสุขที่สงบเย็นและยั่งยืนอย่างแท้จริง

    พระไพศาล วิสาโล
    :- https://www.bansuanporpeang.com/node/65
     
  10. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    26,762
    กระทู้เรื่องเด่น:
    166
    ค่าพลัง:
    +29,443
    cry.jpg
     
  11. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    26,762
    กระทู้เรื่องเด่น:
    166
    ค่าพลัง:
    +29,443
    crying-cry-baby.gif
     
  12. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    26,762
    กระทู้เรื่องเด่น:
    166
    ค่าพลัง:
    +29,443
    file1.gif
     
  13. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    26,762
    กระทู้เรื่องเด่น:
    166
    ค่าพลัง:
    +29,443
    file2.gif
     
  14. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    26,762
    กระทู้เรื่องเด่น:
    166
    ค่าพลัง:
    +29,443
    happiness.gif
     
  15. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    26,762
    กระทู้เรื่องเด่น:
    166
    ค่าพลัง:
    +29,443
    อาจารย์ยอด : ธรรมะยามทุกข์ยาก [น่ารู้]

    อาจารย์ยอด
    28,146 views May 1, 2022
     
  16. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    26,762
    กระทู้เรื่องเด่น:
    166
    ค่าพลัง:
    +29,443
  17. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    26,762
    กระทู้เรื่องเด่น:
    166
    ค่าพลัง:
    +29,443
    DhammaGuard.jpg
    เวลารู้สึกท้อแท้ จะมีวิธีสร้างกำลังใจให้ตัวเองอย่างไร มีสาระดีๆมาฝาก ให้ทุกๆท่านอ่านกันอีกแล้วค่ะ
    มีหลายท่านนะค่ะที่กำลังทำงาน ก้าวเดินไปตามรอยความฝันของตัว แต่บางครั้งก็รู้สึกท้อแท้และสิ้นหวัง หมดเรี่ยวแรง และไร้ซึ่งพลังจะเดินสู้ต่อเหลือเกิน แต่ไม่รู้จะทำยังไงดี วันนี้ดิฉันเลยมีแนวคิดในการสร้างกำลังใจให้ตัวเองมาฝาก พอดีว่าได้อ่านบทความในหลายๆคัมลัมทั้งไทยและเทศ ดิฉันคิดว่าน่าจะมีประโยชน์สำหรับคุณผู้อ่านทุกๆท่านที่กำลังรู้สึกท้อแท้และรู้สึกใจห่อเหี่ยวได้อ่านกัน และปลุกพลังและสร้างกำลังใจใหักับตัวเองเพื่อจะก้าวเดินต่อไปข้างหน้าค่ะ

    วันนี้ดิฉันเลยขอมาแนะนำวิธีการสร้างกำลังใจสั้นๆ แบบฉบับคุณนายเว่อร์ เธอเป็นคนบ้าเที่ยวมาให้ทุกๆท่านได้อ่านฆ่าเวลากัน ดังนี้ค่ะ

    1.เวลาที่รู้สึกท้อแท้ ให้มองและหรือนึกถึงคนที่ลำบากมากกว่าเราค่ะ ข้อนี้ถือว่าสามารถสร้างกำลังใจและปลุกพลังให้เราได้เยอะมากนะค่ะ สำหรับตัวดิฉันเองก็ใช้วิธีนี้ค่ะ วิธีการก็คือพยายามนึกคนที่เค้าไม่มีโอกาสเท่าๆเร ยกตัวอย่างเช่น หากเรานั่งทำงานในออฟฟิส แอร์เย็นๆ แต่รู้สึกใจมันหดหู่ ทอแท้มากๆเลย ให้เรานึกถึงคนที่ลำบากมากกว่าเรา เช่น นึกถึงคนทุกข์คนยากที่กำลังตกระกำลำบาก หรือนึกถึงคนหาบเร่ขายของ ต้องเดินท่ามกลางแดดร้อนๆ ฝ่าลมฝนๆ ซึ่งการที่เรานึกถึงภาพหรือมองเห็นคนที่ลำบากนี้เองนะค่ะ จะทำให้เรามีพลังและมีกำลังใจที่จะไม่ท้อแท้และสู้ต่อไปค่ะ

    2.เวลาท้อแท้ ให้นึกถึงเรื่องราวๆดีๆ การที่เรานึกถึงเรื่องเรื่องราวดีๆจะทำให้เรามีกำลังใจ และมีพลังวังชาไม่น้อยเลยค่ะ ยกตัวอย่างเช่น นึกถึงวันเราได้ทำบุญตักบาตรตอนเช้า หรือว่าได้ร่วมบริจาคสิ่งของช่วยเหลือผู้ยากไร้ หรือทำบุญออนไลน์สงเคราะห์ผู้ยากไร้ ก็ทำให้จิตใจของเรามีความอิ่มเอิม รวมทั้งมีพลังและกำลังใจขึ้นมาเยอะเลยค่ะ หากใครที่เคยทำบุญ ทำทาน คงจะมีความรู้สึกถึงความสุขเลยไม่น้อยใช่ใหม๊ค่ะ ดังนั้นหากเวลาท้อแท้ ให้นึกเรื่องราวดีๆของตัวเองที่ได้ทำไว้ค่ะ

    3.เวลาท้อแท้ พยายามสร้างรอยยิ้มและอารมณ์ขันให้กับตัวเองค่ะ เพราะการยิ้มเป็นการเรียกขวัญและกำลังใจให้กับตัวเองได้มากทีเดียวค่ะ เมื่อใดก็ตามที่เรายิ้ม ก็จะทำให้อารมณ์แจ่มใส เบิกบาน สมองก็จะได้รับความสุขก็จะพีพลังด้านบวกเข้ามา ทำให้เรามีกำลังใจสู้แล้วก้าวเดินต่อไปค่ะ เหมือนที่เค้ากล่าวไว้ว่า ยิ้มนิดๆ จิตแจ่มใส หากใครยังยิ้มไม่ออก ลองนึกถึงเรื่องราวขบขำ

    4.เวลาท้อแท้ ให้เรานึกถึงข้อดีของตัวเอง ว่าเรามีข้อดีอะไรบ้าง ส่วนข้อไม่ดีไม่ต้องเอามาคิดค่ะ เดียวจะหมดกำลังใจไปปล่าวนะค่ะ ยกตัวอย่างเช่น เป็นคนชอบทำบุญ ทำทาน ชอบทำอาหาร ทำขนมนมเนย ชอบเผื่อแผ่และแบ่งปัน เพราะยามที่เรารู้สึกหดหู่ สิ้นหวัง หมดเรี่ยวแรง และไร้พลัง และต้องการกำลังใจอย่างยิ่งนั้น การไดหวนกลับไปนึกถึงข้อดีของตัวเอง ก็ช่วยเรียกขวัญและกำลังใจได้ไม่น้อยเลยค่

    5.เวลาท้อแท้ ให้ตั้งเป้าหมายเล็กๆ หากเมื่อใดว่าเรามีภารกิจ และความรับผิดชอบมากมายในแต่ละวันที่ทำมันเยอะเสียเหลือเกิน ขอให้ท่านลองทำเรื่องเล็กๆง่ายๆ ที่ไม่ต้องใช้เวลานานมากนักก่อนค่ะ ตัวอย่างเช่น การรถน้ำต้นไม้ ทำอาหารง่าย ทอดไข่ดาว ทำไข่เจียว ทำความสะอาดห้องน้ำ หรืออื่นๆ บลาๆ ที่เป็นงานเล็กๆที่ถนัดค่ะ ดูเป็นเป้าหมายทั่วไปที่ทำได้ง่ายๆนะค่ะ แต่เมื่อได้ทำเสร็จมีจะมีกำลังใจ และมีพลังในการที่จะทำเป้าหมายที่ใหญ่ต่อไปค่ะ

    6.เวลาท้อท้อให้มองโลกในแง่ดี เข้าไว้ค่ะ เพราะการมองโลกในแง่ดี จะทำให้ใจของเรามีพลังด้านบก มีแรงฮึสู้ และมีความเชื่อว่าเราทำได้ และจะได้มีพลังและกำลังใจทำสิ่งทีมุ่งหวังให้สำเร็จค่ะ

    7.เวลาท้อแท้ พยายามละวางความโกรธค่ะ เพราะการที่เราโกรธเพราะทำอะไรผิดพลาดหรือไม่ได้รับความยุติธรรมในอดีตก็จะะทำให้เราท้อแท้และรู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณสมบัติพอ ดังนั้นต้องพึงระลึกไว้เสมอว่าความโกรธ ย่อมเป็นความรู้สึกที่ไม่ก่อประโยชน์ใดๆค่ะ ละวางความโกรธแค้นในอดีตและสนใจเป้าหมายปัจจุบันของเราก็พอค่ะ

    8.เวลาท้อแท้ พยายามคลายความกลัว ก็หมายถึงพยายามละลดความกลัวนั้นเองค่ะ เพราะความกลัวก็เหมือนกับความโกรธนั้นแหละค่ะ ถ้าเรากลัวความล้มเหลวหรือไม่เคยปฎิบัติเป้าหมายที่สำคัญให้สำเร็จลุล่วงไปได้ เราก็จะไม่กล้าทำอะไรเลย การหาวิธีการคลายความกลัวจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะเอาชนะความกลัว

    9.เวลาท้อแท้ หาคนคอยปรึกษาให้คำแนะนำ ถ้าเรารู้สึกท้อแท้เวลาพบเจอปัญหาหรืออุปสรรคในการทำงานหรือชิ้นงานนั้นๆอยู่ ลองขอคำปรึกษาจากเพื่อนๆที่ร่วมงานที่มีประสบการณ์นั้นดูค่ะ โดยผู้ให้คำปรึกษาควรเป็นคนมองโลกในแง่ดีและอยากทำงานร่วมกับเรานะค่ะ เพราะว่าการ สร้างความสัมพันธ์กับที่ปรึกษาของเราอย่างค่อยเป็นค่อยไปค่ะ และขอคำปรึกษาคนที่เราสามารถทำงานร่วมกับเขาได้ดีค่ะ

    10.เวลาท้อแท้ ให้ไปออกกำลังกายเลยค่ะ เพราะการออกกำลังกายเป็นการต่อสู้กับจิตใจที่ซึมเศร้าของเราอยู่ค่ะ และการออกกำลังกายก็ทำให้อารมณ์และสุขภาพจิตดีขึ้นมากด้วย ในการออกกำลังใจเพื่อสร้างกำลังใจนี้นะค่ะ ก็ควรออกไปเดิน หรือไปวิ่งเยอะ ไปทำกิจกรรม เต้นแอโรบิค เดินจ๊อกกิ้ง ก็ช่วยเพิ่มความสุขให้กับจิตใจไม่น้อยเลยค่ะ

    เป็นยังไงบ้างค่ะ สำหรับ 10 ข้อสั้นๆกะจิ๊กลิ๊ดวันนี้ คงสร้างพลังให้คุณทุกๆท่านที่ท้อแท้อยู่ได้ไม่มากก็น้อยนะค่ะ บางข้ออาจซ้ำกันไปมา แต่จริงๆแล้วแนวคิดในการสร้างกำลังใจ ยังมีอีกหลายข้อเลยนะค่ะ แต่ดิฉันเอามาแค่ส่วนนึงค่ะ แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่ง สิ่งใดสิ่งที่สำคัญที่สุดในการสร้างกำลังใจให้กับตัวเอง ก็คงหนีไม่พ้น จิตใจของเราที่ต้องเข้มแข็ง เพื่อที่จะก้าวเดินต่อไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและแข็งแรง พร้อมมอบความรักให้กับคนรอบข้าง ก็คงจะทำให้เรามีความสุข และสร้างสรรสิ่งดีงามให้สังคมนี้อยู่ได้อย่างร่มเป็นสุขแน่นอนค่ะ

    สำหรับบทความเล็กๆสั้นๆในวันนี้ น่าจะมีประโยชน์ สำหรับคุณผู้อ่านไม่มากก็น้อยนะค่ะ หากข้อมูลดังกล่าวที่ดิฉันได้นำเสนอไปนี้ มีข้อผิดพลาด หรือบกพร่องประการใด ดิฉันเองต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะค่ะ ขอบพระคุณทุกๆท่านที่เข้ามาติดตามอ่านกันค่ะ
    จากคุณนายเว่อร์ เทอร์ชอบเที่ยวกินนอน
    บล็อกเกอร์สมัครเล่น
    :- https://khunnaiver.blogspot.com/2017/08/Encouragementbyself.html

     
  18. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    26,762
    กระทู้เรื่องเด่น:
    166
    ค่าพลัง:
    +29,443
    happiness-success-52.jpg
     
  19. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    26,762
    กระทู้เรื่องเด่น:
    166
    ค่าพลัง:
    +29,443
    cheerup.jpg
    Funny and Cute Penguin Video Compilation | Try not to smile 2018 ( Winter edition )

    Funny Moments
     
  20. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    26,762
    กระทู้เรื่องเด่น:
    166
    ค่าพลัง:
    +29,443
    e5932.gif
     
  21. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    26,762
    กระทู้เรื่องเด่น:
    166
    ค่าพลัง:
    +29,443

    ชีวิตที่คุ้มค่า

    โดย พระครูปลัดสุวัฒนโพธิคุณ (สมชาย ฐานวุฑโฒ)

    คำถาม : ทำอย่างไรจึงจะเรียกว่าใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่า

    พระอาจารย์ : ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่า คือ ใช้โอกาสที่เราเองได้กายหยาบ คือ กายมนุษย์ มาทำความดีอย่างเต็มที่ เทวดาเป็นช่วงเสวยผลบุญ เปรต อสุรกาย สัตว์นรก เป็นช่วงเสวยผลบาป จะมาสร้างบุญสร้างกุศล มันได้ผลน้อยเบาบาง สัตว์นรกไม่มีโอกาสในการสร้างบุญ เพราะว่า ถูกทุกทรมานเยอะแยะเทวดามีโอกาส แต่ว่าทำแล้วผลมันก็น้อย เพราะเป็นกายละเอียด แต่เป็นมนุษย์มีกายหยาบทำบุญได้บุญเต็มที่ ทำบาป บาปมหาศาล อยู่ที่เราเลือกกว่าจะทำอะไร ดังนั้นใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าคือ ได้ใช้กายมนุษย์นี้ในการสร้างบุญสร้างกุศลทั้งให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา อย่างเต็มที่ นั้นแหละคือความคุ้มค่า ของชีวิต เจริญพร
     
  22. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    26,762
    กระทู้เรื่องเด่น:
    166
    ค่าพลัง:
    +29,443
  23. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    26,762
    กระทู้เรื่องเด่น:
    166
    ค่าพลัง:
    +29,443
    e5941.gif
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • e5941.gif
      e5941.gif
      ขนาดไฟล์:
      884.6 KB
      เปิดดู:
      3

แชร์หน้านี้

Loading...