เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 24 กุมภาพันธ์ 2026 at 16:01.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    23,929
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,034
    ค่าพลัง:
    +26,869
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    23,929
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,034
    ค่าพลัง:
    +26,869
    วันนี้ตรงกับวันอังคารที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙ อากาศยามเช้าที่โรงแรม Courtyard by Marriott จังหวัดกิฟุ อยู่ที่ ๒ องศาเซลเซียส พวกเราลงไปรอที่หน้าห้องอาหารตั้งแต่ ๖ โมงเช้า ส่งบัตรอาหารให้แล้วก็ไปตักข้าวปลาอาหารตามแต่ตนเองชอบใจ มานั่งฉันบ้างกินบ้างตามแต่สถานภาพของตน พร้อมกับชมวิวนอกหน้าต่างไปด้วย กระผม/อาตมภาพเพิ่งจะสังเกตว่าเจ้าเนื้อไก่ที่ตักมานั้น เขาทำเป็นรูปไดโนเสาร์เสียด้วย

    เมื่อฉันอิ่มแล้ว คราวนี้สายตาเริ่มซุกซนถึงได้เห็นรูปไดโนเสาร์ตกแต่งอยู่ตามมุมต่าง ๆ ของเคาน์เตอร์บ้าง ทางด้านหลังตู้บ้าง เยอะแยะมากมายไปหมด เมื่อได้เวลาก็ลงไปยังชั้น ๓ เพื่อทำการคืนห้อง ปรากฏว่าโต๊ะของรีเซฟชั่นก็มีรูปไดโนเสาร์ต่าง ๆ วางอยู่ ๔ - ๕ ตัว

    สักครู่หนึ่ง น้องเล็ก (นางสาวจิราพร ซื่อตรงต่อการ) ก็โทรศัพท์ผ่านไลน์ลงมาแจ้งว่า เราต้องไปคืนห้องที่ชั้น ๑๖ แล้วค่อยลงไปที่ชั้น ๓ ฟังดูแล้วยุ่งยากดีเหมือนกัน แต่ตอนนี้พวกเราทราบแล้วว่า สามารถนำรถขึ้นมาเพื่อรับคนถึงชั้น ๓ ได้เลย ถือว่าเป็นเรื่องที่สะดวก พอจะทดแทนกับเรื่องไม่มีที่จอดรถด้านหน้าโรงแรมได้

    เมื่อพร้อมแล้ว พวกเราก็ออกเดินทาง มุ่งตรงไปยังจังหวัดกิฟุ ซึ่งจะใช้เวลาในการเดินทางเกือบ ๒ ชั่วโมงเต็ม มีการแวะพักที่จุดพักรถหรือว่าลานจอดรถต่าง ๆ ซึ่งจุดมุ่งหมายหลักของผู้ร่วมคณะก็คือการช็อปปิ้ง ส่วนการเข้าห้องน้ำเป็นแค่ของแถมเท่านั้น

    เมื่อเสร็จจากการเข้าห้องน้ำแล้ว พวกเราก็วิ่งต่อไป เข้าถึงตัวเมืองกิฟุ ตรงไปยังวัดหลวงพ่อโตเมืองกิฟุ เพื่อที่จะเข้าไปกราบหลวงพ่อโตประจำเมืองนี้ วัดนี้มีชื่อว่าวัดโชโบจิ แต่ชาวบ้านมักจะเรียกว่ากิฟุไดบุตสึ ก็คือวัดของหลวงพ่อโตแห่งจังหวัดกิฟุ ลานจอดรถของวัดเล็กมาก ๆ จอดได้แค่ ๖ คันเท่านั้น ยังโชคดีว่าเราไปกันเช้ามาก จึงมีคนจอดรถอยู่แค่ ๒ คันเท่านั้น
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    23,929
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,034
    ค่าพลัง:
    +26,869
    เมื่อพวกเราซื้อตั๋วเข้าไปด้านในแล้ว ก็ได้กราบสักการะและทำบุญกับหลวงพ่อโตซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังมาก เพราะว่าสร้างจากไม้ไผ่สานแล้วพอกโคลน จากนั้นก็ทำการปั้นขึ้นมา ลงรักปิดทองจนงามสง่าในปางประทานพรอย่างที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ ความสูงอยู่ที่ ๑๗ เมตร

    กระผม/อาตมภาพก็ยังสงสัยอยู่ว่าทำไมญี่ปุ่นถึงใช้เลข ๑๗ เนื่องเพราะว่าถ้าเป็นเมืองไทยก็จะใช้เลข ๑๘ ที่เรียกว่าอัฏฐารส หรือบาลีอ่านว่า อัด-ถา-ระ-สะ ก็คือ ๑๘ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นความสูงขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันนี้ ภายในมหาวิหารหลวงพ่อโตเมืองกิฟุนั้นเยือกเย็นไปด้วยพลังงานแห่งพุทธานุภาพ พวกเราอยู่ภายในแล้ว เหมือนอย่างกับอยู่ในตู้เย็นก็ไม่ปาน เย็นชื่นใจเป็นที่สุด

    เมื่อวนดูสิ่งสำคัญต่าง ๆ จนรอบวัดเล็ก ๆ แห่งนี้แต่มีชื่อเสียงใหญ่โตมโหฬารแล้ว พวกเราก็ออกจากวัดแล้วเดินทางกันต่อไป เป้าหมายก็คือเข้าชมปราสาทของท่านโชกุนโอดะ โนบุนากะ

    พวกเราต้องซื้อตั๋วเพื่อขึ้นรถกระเช้า ซึ่งสามารถขึ้นพร้อมกันได้ ๒๐ คน ตรงขึ้นไปยังยอดเขาด้านบน แล้วก็เดินเท้าต่อไป จุดแรกที่เราพักก็คือจุดชมวิว ซึ่งสามารถเห็นทั่วทั้งตัวจังหวัดกิฟุในลักษณะ ๓๖๐ องศา ทางด้านล่างจุดชมวิวนั้นเป็นร้านอาหาร และห้องน้ำห้องส้วม นับว่ารอบคอบเลยทีเดียว เนื่องเพราะว่ามีบุคคลจำนวนมาก ที่ไม่ยอมเสียค่ากระเช้า ๑,๓๐๐ เยน หากแต่ใช้วิธีเทรคกิ้งก็คือเดินทางภูเขาขึ้นมาจากข้างล่างเลย

    พวกเราเมื่อลงจากจุดชมวิวแล้ว ก็เดินขึ้นเขาต่อไปยังด้านใน มีเส้นทางที่มาสมทบจากพวกที่เดินจากเชิงเขาขึ้นมา เมื่อถึงด้านหน้าปราสาทของท่านโชกุนโอดะ โนบุนากะ ก็รอพรรคพวกของเราทั้งหมดอยู่ตรงนี้ โดยเฉพาะคุณนายปุ๊ก (นางสาวพิกุลฉัตร พิจารณ์จิตร) ซึ่งเคยไปหกล้มหัวเข่าพังมาแล้ว ตอนนี้ก็เลยต้องเดินแบบระมัดระวังและทะนุถนอมตัวหน่อย

    เมื่อมากันครบครันและถ่ายรูปหมู่แล้ว พวกเราก็ซื้อตั๋วเข้าไปชมภายในตัวปราสาท ซึ่งมีประวัติว่าน่าจะเป็นคนจีนคนแรกที่เป็นเจ้าเมืองที่นี่ ร่วมกันสร้างปราสาทแห่งนี้ขึ้นมา แล้วได้รับการต่อเติมสร้างเสริมจนสวยงามสง่าในสมัยของท่านโชกุนโอดะ โนบุนากะนี้เอง

    ภายในนั้นจะมีประวัติ เครื่องแต่งกาย ชุดเกราะ ตลอดจนกระทั่งตราประทับเจ้าเมือง เหล่านี้เป็นต้น ให้พวกเราค่อย ๆ วนดูขึ้นไปทีละชั้น ๆ พร้อมกับลักษณะแบบแปลนของปราสาท ซึ่งสามารถถอดแบบไปสร้างเป็นหลังใหม่ได้เลย จนกระทั่งไปถึงด้านบนสุด

    พวกเราก็วนดูวิวเมืองกิฟุจนรอบ จากนั้นก็ชักชวนกันเดินย้อนกลับลงมา เข้าห้องน้ำกันแล้วก็มาขึ้นกระเช้าลงมาทางด้านล่าง ซึ่งเส้นทางนั้นบังคับให้ผ่านร้านขายของที่ระลึก
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    23,929
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,034
    ค่าพลัง:
    +26,869
    กระผม/อาตมภาพไม่ทราบเหมือนกันว่าบริเวณนี้มีกระรอกเป็นจำนวนมากหรือเปล่า เพราะมีชื่อว่า Squirrel Village ก็คือหมู่บ้านกระรอก จึงมีการขายสินค้าเป็นรูปกระรอกอยู่เป็นจำนวนมากต่อมากด้วยกัน กระผม/อาตมภาพเองหยิบขึ้นมาตัวหนึ่ง ตั้งใจซื้อไปฝากลูกอ้วน (นางสาวภัทรวรรณ จะหวะ) ซึ่งอยู่ที่วัดท่าขนุน ปรากฏว่าดูราคาแล้ว ๑,๔๐๐ กว่าเยน คิดเป็นเงินไทยก็แพงเอาการอยู่ทีเดียว มีบุคคลในคณะแย่งกันจ่าย ไม่ว่าจะเป็นเถ้าแก่ตี๋ (นายชวาลภพ วิทูรสุนทร) ก็ดี หรือว่าเสี่ยกัง (นายนิพนธ์ แซ่กัง) ก็ตาม ท้ายสุดไม่ทราบเหมือนกันว่าใครเป็นคนจ่ายกันแน่

    แล้วเราก็เดินกลับมาขึ้นรถ ตรงไปยังร้านอาหาร ซึ่งคราวนี้ต้องบอกว่ากล้ามากที่เข้าร้านอาหาร เนื่องเพราะว่าจะได้รับอาหารค่อนข้างช้า กระผม/อาตมภาพส่งงานทางไลน์จนเกือบจะเสร็จ จึงได้ข้าวสวย พร้อมด้วยเนื้อย่าง ปลาซาบะ และซุปหอยกาบ พร้อมทั้งมิโซะ ซึ่งเป็นอาหารประจำชาติญี่ปุ่นไปแล้ว มาถึงก็จัดการฉันเป็นการใหญ่

    ตากล้องเอ๋ (นายสุรชาติ บุญเจริญ) ส่งห่อมาให้ บอกว่าเป็นฮื่อก้วย กระผม/อาตมภาพก็งง ๆ อยู่ว่ามันคืออะไรกันแน่ เมื่อเปิดออกมาถึงได้เห็นว่าน่าจะเป็นแท่งปลาอัด จึงจัดการดึงออกมาส่วนหนึ่ง ที่เหลือส่งคืนเจ้าของเขาไป กินกันจนอิ่มล้นถึงคอหอยทุกมื้อแบบนี้ แทนที่จะผอมลง ดูท่าว่าจะอ้วนขึ้น

    เมื่ออิ่มแล้ว พวกเราก็วิ่งตรงไปยังวัดอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งก็คือวัดนิตไตจิ คำว่านิตไตจินั้น คำว่านิตก็คือนิฮอนหรือญี่ปุ่น ไตก็คือไทย จิก็คือวัด ก็คือวัดญี่ปุ่น - ไทย เป็นวัดที่สร้างขึ้นมาเพื่อรองรับพระบรมสารีริกธาตุที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระปิยมหาราชของเรา ได้รับการถวายจากรัฐบาลอินเดียในปี ๒๔๔๑ แล้วแบ่งพระราชทานมาให้เป็นขวัญกำลังใจของชาวพุทธญี่ปุ่น

    ดังนั้น ทางชาวพุทธญี่ปุ่น จึงร่วมใจกันสร้างวัดนิตไตจิแห่งนี้ขึ้นมา แล้วก็ไม่มีการสังกัดนิกายใด ๆ ทั้งสิ้น เป็นวัดประหลาดอยู่วัดเดียวภายในญี่ปุ่น ก็คือบรรดานิกายหลัก ๆ ทั้ง ๑๙ นิกายของประเทศญี่ปุ่น จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันส่งบุคคลของนิกายตนเองมาเป็นเจ้าอาวาสที่นี่
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    23,929
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,034
    ค่าพลัง:
    +26,869
    พวกเราเข้าไปถึงทางด้านขวามือก็จะเป็นระฆัง ซึ่งสลักภาษาไทยว่าพระพุทธศากยมุนี ลำดับถัดมาก็เป็นเจดีย์ ๕ ชั้น ที่ดูเด่นสง่า เมื่อเข้ามาทางหน้าวิหารหลักเบื้องหน้า ก็จะมีกระถางธูปสำหรับจุดธูปอธิษฐาน ทางด้านซ้ายมือเป็นพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งอยู่ข้างต้นสนแคระต้นหนึ่ง ดูงดงามสง่ามาก ๆ เป็นพระบรมราชานุสาวรีย์ที่หล่อขึ้นมาจากโลหะสำริดเขียว

    พวกเราเข้าไปในวิหารหลัก สิ่งที่สะดุดตาเลยก็คือช้างซึ่งเป็นลวดลายแบบช้างทรงเชียงใหม่ ซึ่งน่าจะเป็นของขวัญจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้แก่วัดนี้คู่หนึ่ง

    เมื่อกราบสักการะพระพุทธศากยมุนีและทำบุญแล้ว คุณนายปุ๊กกับเถ้าแก่จิ๊บ (นายอรรถสิทธิ์ พึ่งอุตสาหะ) ก็ไปบอกกับพระเจ้าหน้าที่ว่า ขออนุญาตให้กระผม/อาตมภาพเข้าไปภายในเพื่อถวายพวงมาลัยแก้วแก่หลวงพ่อพระพุทธศากยมุนีได้หรือไม่ เจ้าหน้าที่บอกว่าไม่เคยอนุญาตให้ใครเข้าไปได้เลย กระผม/อาตมภาพจึงตัดสินใจให้ท่านนำเข้าไปถวายแทน

    พระเจ้าหน้าที่ท่านก็ดีเหลือใจ เดินเข้าไปถึงเบื้องหน้าหลวงพ่อพระพุทธศากยมุนีแล้ว ก็ขนเอาเครื่องบูชาอื่นลงมาทั้งหมด ยกเอาพานแก้วที่มีพวงมาลัยแก้ว สร้างสรรค์โดยคุณนายโย (นางสาวทัศน์วรรณ พิพัฒน์รังสรรค์) ซึ่งตอนเดินทางมา แม่เจ้าประคุณก็คำนวณว่าจะต้องเข้าวัดกี่วัด นำเอาพวงมาลัยแก้วและพานแก้วมาเท่ากับจำนวนเลยทีเดียว มิน่าว่ากระเป๋าถึงได้หนักขนาดนั้น

    เมื่อดูพระท่านถวายเครื่องสักการะแทนพวกเราจนชื่นใจแล้ว ก็ขึ้นรถวนออกมาทางด้านนอก เมื่อถึงลานจอดรถ กระผม/อาตมภาพตอนแรกก็ต้องร้องโอ้โฮ เพราะว่าบรรดาท่านผู้ไม่เห็นตัวมืดฟ้ามัวดิน ถ้าไม่ถึง ๑ หมื่นก็น่าจะ ๘ - ๙ พันเป็นอย่างต่ำ ด้วยความที่อุทานออกมา ทำให้ทุกคนรู้กันหมด ถึงได้ทำท่าขนพองสยองเกล้า

    ตอนแรกก็สงสัยว่าทำไมกระผม/อาตมภาพต้องร้องขนาดนั้น เมื่อพวกเราวนรถเพื่อไปยังพระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ปรากฏว่าสองข้างทางยาวเป็นกิโลเมตร เป็นสุสานที่มีแต่ป้ายเต็มแน่นไปหมด ก็อย่างที่บอกว่า ถ้าไม่ถึง ๑ หมื่นก็น่าจะได้ ๘ - ๙ พัน มิน่าถึงได้ว่ามากันมากมายขนาดนี้ เรียกกระผม/อาตมภาพว่า "เซ็นเซย์ เซ็นเซย์" ซึ่งน่าจะแปลว่าท่านอาจารย์ จึงได้อุทิศส่วนกุศลให้เขาทั้งหลายเหล่านั้นไปด้วย
     
  6. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    23,929
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,034
    ค่าพลัง:
    +26,869
    เมื่อไปถึงพระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ปรากฏว่าเขาเอาโต๊ะสแตนเลสตัวหนึ่งวางขวางไว้หน้าประตูรั้ว เพื่อที่ให้วางเครื่องสักการะทั้งหลายตรงนี้ แปลว่าไม่อนุญาตให้เข้าไปด้านใน พวกเราจึงทำการกราบสักการะทางด้านนอก จากนั้นก็ได้เดินทางต่อไปยังวัดอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งใจกันแล้วว่าจะต้องมาถึงให้ได้ ก็คือวัดที่ชื่อว่าโคโชจิ เป็นวัดที่มีพระเจดีย์ ๕ ชั้นเก่าแก่มาก ๆ

    ทางด้านซ้ายมือที่พวกเราเดินเข้าไป ไม่ทราบว่ามีต้นอะไรหน้าตาคล้ายกับดอกกุหลาบ แต่ต้นใหญ่มาก ๆ ออกดอกแดงสะพรั่งอยู่ทั้งแถบ พวกเราเข้าไปทางด้านใน เห็นทางขวามือมีพระพุทธรูปหล่อโลหะอยู่องค์หนึ่ง ปกติแล้วพระพุทธรูปในประเทศญี่ปุ่นจะเป็นสนิมเขียวทั้งสิ้น แต่ว่าองค์นี้กลับเป็นสนิมแดง พวกเรากราบพระ ทำบุญ และถ่ายรูปหมู่กันแล้ว มองขึ้นไปเห็นอาคารลักษณะคล้ายกับหอพระบนเขา ตอนแรกจะชวนกันเดินขึ้นบันได กระผม/อาตมภาพสั่นหัว พลางเดินออกด้านข้างมาแล้วก็เจอบันไดเลื่อนที่ให้พวกเราขึ้นไปง่าย ๆ ทำเอาหลายคนหัวเราะกันกลิ้งว่ามิน่าทำไมหลวงพ่องวดนี้ไม่ยอมเดินขึ้นบันได ที่แท้มีทางลัดนี่เอง

    เมื่อพวกเราถ่ายรูปหมู่กันทางด้านบนอีกรอบหนึ่งแล้ว ก็เดินดูวัดของเขาจนทั่ว สิ่งที่วัดญี่ปุ่นทุกแห่งมีอยู่ ก็คือความสงบร่มเย็น และสะอาดสะอ้านมาก เป็นเรื่องที่เราทั้งหลายจำเป็นอย่างยิ่งจะต้องเลียนแบบและทำตาม

    เมื่อพวกเรากลับขึ้นรถแล้ว คุณนายปุ๊กแจ้งว่าถ้าเข้าโรงแรมตอนนี้ พวกเราเองก็จะต้องเข้าไปพักตั้งแต่เวลาบ่าย ๓ โมง เนื่องเพราะว่าเขาเริ่มเปิดเช็คอินตอนนั้น จึงเดินทางตรงไปยังโรงแรมของเรา สิ่งที่ไม่น่าเชื่อก็คือเป็นโรงแรมที่อยู่ในเขตสนามบิน เมื่อไปถึง พวกเราไปเช็คอินกันที่ชั้น ๓ แต่ว่าห้องพักอยู่ชั้น ๘ ที่เลิศเลอเพอร์เฟคกว่านั้นก็คือมีอ่างให้แช่น้ำร้อนได้ด้วย รู้สึกว่าสวรรค์เป็นของเราเลยทีเดียว จึงได้ทำการแช่น้ำและส่งงานจนเสร็จ แล้วก็มาบันทึกเสียงธรรมสำหรับทุกท่านอยู่ในขณะนี้

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้



    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันอังคารที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...