บทความให้กำลังใจ(แม่ไก่ฟังธรรม)

ในห้อง 'จักรวาลคู่ขนาน' ตั้งกระทู้โดย supatorn, 8 พฤษภาคม 2017.

  1. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    56,906
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,645
    Dogtell.jpg
    มาฟังแม่สุนัขกับลูกสุนัขคุยกัน
    (นิทานคำกลอนของท่านพุทธทาสภิกขุ)

    เมื่อมนุษย์ทั้งหลายเบื่อที่จะเข้าวัด แม่หมาตัวหนึ่งก็พาลูกหมาไปฟังเทศน์
    ทางที่จะเข้าวัดนั้นต้องผ่านป่าช้าที่ทิ้งศพมนุษย์ ด้วยความเคารพในธรรม
    แม่หมาจึงเร่งลูกเพราะกลัวจะไปสายส่วนลูกหมานั้นกำลั งหิว จึงขอกินศพก่อน

    … ผู้อ่านลองฟังคำโต้ตอบของหมาแม่ลูกคู่นี้ดู …

    แม่หมา : เจ้าจะกินตรงไหนไวบอกแม่
    ลูกหมา : รสเลิศแท้ตาผีไม่มีสอง

    แม่หมา : อย่าเลยลูก ตามันแส่แต่มอง ทั้งโขนหนังนั่งจ้องกระจกเงา จะหาแลแต่สิ่งที่สวยงาม อย่าน่ะ...เจ้าจะทรามขืนกินเข้า
    ลูกหมา : ถ้าอย่างนั้นฉันกินหูมันได้ไหมเล่า

    แม่หมา : หูมันเฝ้าแต่จะฟังเสียงสอพลอ
    ลูกหมา : (รำพึง) แม่จ๋า หูมันคงไม่ฟังพระสั่งสอน
    ลูกขอวอนกินจมูกได้ไหมหนอ

    แม่หมา : อย่าเลย ถ้าเจ้าหยิ่งในเหล่ากอ มันชอบพอแต่จะดมกลิ่นดีๆ
    ลูกหมา : ถ้าอย่างนั้นลูกจะกินลิ้นมันนะ

    แม่หมา : ตายละ...สับปลับ ปล้อนปลิ้นลิ้นคนนี่ ปากว่า ชอบนิพพานอย่างโน้นนี้ แท้จริงซิ สังสารวัฏฏ์ เต็มอัตรา
    ลูกหมา : ถ้าอย่างนั้นฉันกินมือได้ไหมแม่

    แม่หมา : อับ-ปรีย์ แท้เทียวลูก มือคนหนา หน้าไหว้หลังหลอกต่อครูบา ทั้งเข่นฆ่าเฆี่ยนตีพ่อแม่ตัว
    ลูกหมา : ถ้าอย่างนั้นลูกขอกัดกินตีนของมัน
    แม่หมา : ลูกเอ๋ยนั้นมันร้ายอยู่ใช่ชั่ว ไม่ย่างเท้าเข้าฟังธรรมประจำตัว เดินไปทั่วแต่ทางแห่งอบาย
    ลูกหมา : แม่จ๋าลูกขอกินหัวใจผี(นะแม่นะ)

    แม่หมา : (ขนตั้งชัน) หยุดนะอย่านะนั้น กาลีน่าใจหาย ตัวกู-ของกู อยู่นั้น นะลูกชาย ใจคนร้ายโสมมเสียสิ้นดี...
    นั้นแหละ ลูกหมาที่น่าสงสารจึงได้รู้จักสัตว์ที่เรียกตนเองว่า "มนุษย์" ซึ่งแปลว่า
    "มีใจสูง" ดีขึ้น จึงจ้องมองดูศพด้วยดวงตาเหยียดหยาม ถ่มเขฬะรดแล้วว่า….

    "อ้ายมนุษย์ชาติชั่วเรียกตัวว่ามนุษย์
    ผลที่สุดไม่มีดีอะไรนี่
    อนิจจาหมาไม่กินขำสิ้นดี
    เสียแรงที่ฉลาดอ้ายชาติคน"

    "ดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ...สูงต่ำอยู่ที่ทำตัว"
    :- http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=17330
     
  2. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    56,906
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,645
    ตายกี่ชาติก็ขาดเธอไม่ได้
    ปัจจุบันนี้มีเรื่องร้ายๆ ให้ได้ยิน ได้ฟัง ได้เห็นอยู่เสมอๆ เรื่องร้ายๆ ส่วนใหญ่มักเกิดจากตัณหาตัวเดียว ตัณหาที่ทำให้คนต้องอยู่ในห้วงแห่งอวิชชา หน้ามืดตามัว เห็นผิดเป็นชอบ ประกอบกรรมชั่วร้าย

    มีชาย ๒ คนพี่น้อง คนผู้พี่มีภรรยาแล้ว ส่วนผู้น้องนั้นก็ไปคบหาทำชู้กับพี่สะใภ้ พี่สะใภ้เกิดอาการหลงรักผู้น้องขึ้น จึงยุยงให้น้องฆ่าพี่เสียจะได้อยู่ด้วยกันอยางมีความสุข ฝ่ายน้องชายด้วยความรักที่ท่วมทับอย่างโงศีรษะไม่ขึ้นจึงเชื่อนางอย่างสนิทใจหวังจะได้อยู่ร่วมชายคาฉันผู้ผัวตัวเมียกับพี่สะใภ้

    พี่ชายนั้น เมื่อถูกฆ่าตาย เขาได้คิดถึงความรักที่เฝ้าฟูมฝักต่อนางตั้งแต่ต้นจนถึงบัดนี้ทำให้เกิดความรักยิ่งในนาง ด้วยความนั้นเอง ทำให้เขามาบังเกิดเป็นงูเขียวอยู่ที่เรือนหลังนั้น ไม่ว่านางผู้เคยเป็นภรรยาจะนั่งในที่ไหน งูเขียวคงวนเวียนไปใกล้ๆ นางด้วยความรักใคร่อยู่ไม่ห่าง

    แต่แล้วเหตุการณ์ซ้ำสองก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เหมือนเหตุการณ์ที่หน้ารัฐสภาที่วนเวียนเกิดขึ้นไปมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าระหว่างผู้มีอิทธิพลกับคนจนติดดิน...เมื่อนางบังเกิดโทสะฆ่างูเขียวซึ่งอดีตคือสามีของนางเสีย

    ฝ่ายงูเขียวครั้นตายแล้ว ก็ยังมิวานจืดจางความรักที่มีต่อนางได้ จึงมาบังเกิดเป็นสุนัขอยู่ในบ้านนั้นนั่นเอง

    ครั้นสุนัขนั้นเจริญเติบใหญ่ก็บังเกิดความรักใคร่หญิงนั้นอีก ไม่ว่านางจะไปไหน ก็คอยติดสอยห้อยตามไปเสียทุกที จนคนทั้งหลายพากันหัวเราะเยาะเย้ยว่านั่นพรานสุนัขไปแล้วๆๆ จนนางหมดความอดทน เธอสวนวิญญาณฆาตกรอีกครั้ง

    สุนัขผู้โชคร้ายจึงกลายเป็นศพในเวลาต่อมา

    สุนัขนั้น แม้เมื่อตายก็มิได้หายรักไม่ ยังคงรักนางอยู่ไม่จืดจาง จึงได้มาเกิดเป็นโคอยู่ในบ้านนั้น เมื่อเติบใหญ่ก็มีจิตรักใคร่ในหญิงนั้น จะไปไร่ไถนาก็ติดตามไป จนหญิงนั้นเกิดความไม่พอใจ ฆ่าโคตายไปในที่สุด

    โคผู้น่าสงสาร แม้เกิดมาในกำเนิดแห่งเดรัจฉานแต่มันก็ยังมีความรักที่ได้ฟูมฝักมาแต่ครั้งยังเป็นคน ด้วยความรักอันนั้นจึงได้เกิดในท้องแห่งหญิงนั้นนั่นเอง

    เมื่อนางคลอดบุตรมาแล้ว ปรากฏว่าเป็นชาย ตายายญาติพี่น้องต่างดีใจกันเป็นหนักหนาได้บุตรสักคราละทีนี้ ฝ่ายบุตรนั้น ทันทีที่คลอดออกมาก็ระลึกชาติได้ในหนหลังว่า หญิงผู้เป็นแม่นี้เป็นอริศัตรูกับเราทุกชาติทุกครา ไม่ว่าเราจะเกิดในกำเนิดใดก็ตามจองเวรจองภัยฆ่าไปเสียในทุกครา เมื่อระลึกได้ดังนี้แล้ว จึงไม่ให้หญิงผู้เป็นแม่นั้นจับต้องเลย พอนางจะอุ้มแกก็ร้องไห้จนลั่นบ้าน ตายายจึงนำมาเลี้ยงอุปการะไว้ตลอดมา

    ครั้นทารกนั้นเติบใหญ่สอนพูดจาได้ ตายายจึงไต่ถาม ทารกนั้นจึงบอกความว่า หญิงนี้ไม่ใช่มารดาเป็นหญิงข้าศึก เบียดเบียนฆ่าให้ตายมาหลายชาติแล้ว คนทั้งหลายยายตาได้ฟังหลานเล่าเรื่องราวมาให้ฟังก็รู้เหตุ จึงมีความสังเวชสลดใจแล้วก็เลี้ยงไว้ ครั้นหลานโตใหญ่ตาก็พาหลานไปสู่วิหารแห่งหนึ่ง

    ๒ คนตาหลานก็บวชในพระพุทธศาสนา เจริญพระวิปัสสนาก็ได้สำเร็จพระอรหัต ตัดกิเลสขาดจากxxx ดับขันธ์แล้วเข้าสู่พระนิพพานพ้นจากกองทุกข์...

    ตัณหา ไม่มีใครไม่รู้จัก แต่ส่วนใหญ่รู้กันไม่จริง ปล่อยให้มันครอบงำ เหมือนรู้จักโทษของสุรา ยาเสพติด บุหรี่ เหล้า เบียร์ แต่ก็ยังดื่ม ยังเสพ คนเหล่านั้น ไม่มีใครไม่รู้จักโทษของยาเสพติด แต่พวกเขาปล่อยให้ตัณหาครอบงำ การจะตัดตัวตัณหา ไม่จำเป็นจะต้องสละเรือน ออกบวชอย่างในนิทานธรรมบท แต่การพยายามถอนตัวเองจากอบายมุข และสิ่งไม่ดีทั้งหลาย อันเป็นการไม่สนองแก่ตัณหาตัวเอง ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีสำหรับการจะห่างจากอบาย

    ****************

    นิทานธรรมะ จากวัดไตรมิตร
    :- http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=751
     
  3. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    56,906
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,645
    ชายชราทั้งสาม
    ผู้หญิงคนหนึ่งออกมาจากบ้านของเธอ
    และได้เห็นชายชราที่มีเคราสีขาว 3 คน
    นั่งอยู่ที่สนามหญ้าหน้าบ้านของเธอ
    เธอไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นใคร เธอพูดกับเขาว่า

    "ฉันไม่คิดว่าฉันรู้จักพวกคุณ
    แต่ท่าทางคุณต้องหิวแน่เลย
    โปรดเข้ามาในบ้านและทานอะไรซักหน่อยเถอะ"

    "สามีของเธออยู่ในบ้านไหม" เขาถาม

    "ไม่" เธอตอบ "เขาออกไปข้างนอก"

    "ถ้าอย่างนั้น พวกเราก็เขาไปข้างในไม่ได้ดอก" เขาตอบ

    ในตอนเย็น เมื่อสามีเธอกลับมาบ้าน
    เธอเล่าให้เขาฟังว่าเกิดอะไรขึ้น

    "ไปบอกพวกเขาซิ ฉันกลับมาบ้านแล้ว
    และเชิญเข้ามาในบ้านเถิด"

    เธอก็ออกไปและเชิญพวกชายชรานั้นให้เข้ามาในบ้าน

    "เราเข้าไปในบ้านพร้อมกันไม่ได้หรอก" เขาตอบ

    "ทำไมล่ะ" เธอถาม

    ชายชราคนหนึ่งอธิบายว่า "เขาชื่อ ความมั่งคั่ง"

    เขาพูดและชี้ไปยังเพื่อนของเขา
    และชี้ไปยังอีกคนหนึ่งว่า

    "เขาคือ ความสำเร็จ และฉันคือ ความรัก"

    เขากล่าวต่อไปว่า

    "บัดนี้ จงเข้าไปข้างในและปรึกษากับสามีของเธอว่า
    คนไหนในพวกเราที่คุณต้องการจะให้เข้าไปในบ้านของคุณ"

    เธอกลับเขามาข้างในและบอกกับสามีของเธอ
    สามีของเธอรู้สึกดีใจมาก

    "วิเศษจริงๆ " เขากล่าว

    "เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจะเชิญ ความมั่งคั่ง
    เมื่อเขาอยู่กับเรา บ้านของเราจะเต็มไปด้วยความมั่งคั่ง"

    ฝ่ายภรรยาไม่เห็นด้วย

    "ที่รัก ทำไมเราไม่เชิญ ความสำเร็จ ล่ะ"

    ขณะนั้นลูกสะใภ้ได้ยินทั้งสองกำลังปรึกษา
    จากมุมหนึ่งของบ้าน เธอก็เข้ามาและแนะนำว่า

    "จะไม่ดีกว่าเหรอ ถ้าเราเลือก ความรัก
    บ้านของเราจะเต็มไปด้วยความรักไง"

    "เราฟังสิ่งที่ลูกสะใภ้แนะนำเถอะ"
    สามีกล่าวกับภรรยา

    "ออกไปข้างนอกและเชิญความรัก
    เข้ามาเป็นแขกของเราเถอะ"

    ภรรยาออกไปและถามชายชราทั้ง 3 ว่า

    "ใครคือความรัก โปรดเข้ามา
    และเป็นแขกของเราเถอะ"

    ความรักลุกขึ้นและเดินไปยังบ้าน
    ชายชราอีก 2 คนก็ลุกขึ้นและตามเขาไป
    ด้วยความประหลาดใจ
    ภรรยาถาม ความมั่งคั่ง และความสำเร็จว่า

    "ฉันเชิญเพียงความรัก ทำไมคุณถึงเข้ามาด้วยล่ะ"

    ชายชราตอบพร้อมกันว่า
    "ถ้าคุณเชิญความมั่งคั่ง หรือ ความสำเร็จ
    คนใดคนหนึ่ง อีกสองคนก็จะอยู่ข้างนอก
    แต่เมื่อคุณเชิญความรัก ที่ใดที่เขาไป
    เราจะไปกับเขา ที่ใดมีความรัก
    ที่นั่นก็จะมีความมั่งคั่งและความสำเร็จ"

    คุณมีตัวเลือก 2 ข้อคือ
    1. ปิดมันเสีย 2. เชิญความรัก
    โดยแบ่งปันเรื่องนี้กับทุกคนที่รัก

    (อย่าเอาความมั่งคั่ง, สำเร็จในการงาน
    โดยไม่คำนึงถึงความรักต่อเพื่อนร่วมงาน, สังคม และครอบครัว)

    :- http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=7012
     
  4. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    56,906
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +33,645
    แม่ไก่ฟังธรรม
    โดย พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทฺธิ)
    จากหนังสือธรรมะของ พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทฺธิ ป.ธ. ๙) ซึ่งเป็นเรื่องราวที่ท่านนำออกมาจากพระไตรปิฏกอีกทีหนึ่ง และชี้ให้เห็นว่าผู้ที่เจริญสมถกรรมฐาน จนได้ฌานไปเกิดอยู่ในพรหมโลกแล้ว เมื่อหมดบุญก็สามารถกลับมาเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานได้อีก

    มีเรื่องเล่าไว้ว่า ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่ากกุสันธะ มีแม่ไก่ตัวหนึ่งอยู่ในที่ใกล้อาสนะศาลา แม่ไก่ตัวนั้นได้ฟังเสียงประกาศธรรมของภิกษุ ผู้เป็นนักปฏิบัติธรรมรูปหนึ่ง กำลังสาธยายเรื่องวิปัสสนากรรมฐานอยู่ ขณะนั้นเอง เหยี่ยวตัวหนึ่งบินมาโฉบเอาแม่ไก่ไปกินเสีย พอแม่ไก่ตัวนี้ตายไปในขณะที่ฟังธรรมอยู่ จึงได้เกิดมาเป็นพระราชธิดานามว่า อุพพรี และได้ออกบวชในสำนักของปริพาชิกาทั้งหลาย

    วันหนึ่งนางได้เข้าไปสู่ในเว็จกุฎี (ห้องส้วม) ทอดพระเนตรเห็นหมู่หนอนแล้วได้เจริญสมถกรรมฐานโดยเอาหนอนเป็นอารมณ์ เรียกว่า ปุฬุวกสัญญา ได้บรรลุปฐมฌาน เพราะสามารถฝึกสมาธิจนได้ฌาน

    ตายจากชาตินั้นจึงได้ไปเกิดในพรหมโลก อยู่บนนั้นเสียนาน ตายแล้วมาเกิดในตระกูลเศรษฐี จากนั้นก็ตายไปเกิดเป็นลูกนางสุกรในกรุงราชคฤห์ ซึ่งเป็นกาลแห่งพระพุทธเจ้าของเรานี้ พระบรมศาสดาได้ทอดพระเนตรเห็นลูกนางสุกรตัวนั้น จึงทรงแย้มพระโอษฐ์ พระอานนท์เถระจึงได้ทูลถาม พระพุทธองค์จึงได้ตรัสตอบข้อความนั้นทั้งหมด (คือเล่าตั้งแต่แม่ไก่มาถึงลูกนางสุกร) ภิกษุทั้งหลายมีพระอานนท์เป็นประมุขได้สดับเรื่องนั้นแล้ว ต่างพากันสังเวชสลดใจเป็นอันมาก

    พระศาสดายังความสังเวชสลดใจให้เกิดแก่ภิกษุเหล่านั้นแล้ว จึงประกาศโทษแห่งราคะตัณหา ทั้งๆ ที่ประทับยืนอยู่ในระหว่างถนนนั่นเอง ท่านตรัสเป็นพระคาถาแปลเป็นใจความว่า
    “ต้นไม้เมื่อรากไม่มีอันตราย ยังมั่นคง ถึงจะถูกบุคคลตัดแล้ว รากก็ยังขึ้นได้อีก แม้ฉันใดทุกข์นี้ก็ฉันนั้น”

    คือเมื่อตัณหานิสัยอันบุคคลยังขจัดไม่ได้แล้ว ย่อมเกิดขึ้นได้อยู่ร่ำไปเหมือนกันอย่างนั้นหมู่สัตว์เกิดตัณหาผู้ทำความดิ้นรนล้อมไว้แล้ว ย่อมกระเสือกกระสนเหมือนกระต่าย ที่นายพรานดักได้แล้วนั้น เพราะเหตุนั้นผู้เห็นภัยในวัฏสงสาร หวังธรรมเป็นที่สำรอกกิเลสแก่ตนพึงบรรเทา พึงกำจัด พึงนำออก พึงละตัณหา ผู้กระทำการดิ้นรนนั้นเสียด้วยญาน มีโสดาปัตติมรรคญาน เป็นต้นดังนี้

    ฝ่ายลูกนางสุกรตัวนั้น ตายจากชาตินั้นแล้วได้ไปเกิด ในราชตระกูลในสุวรรณภูมิ ไปเกิดในกรุงพาราณสี เกิดในเรือนพ่อค้าม้าที่ท่าสุปปารกะเกิดในเรือนของกฎุมพีชื่อสุมนะ ในเภกกันตคาม มีชื่อว่าสุมนา ต่อมาบิดาย้ายไปสู่แคว้นทีฆวาปีอยู่ในหมู่บ้านชื่อมหามุนีคาม อำมาตย์ของพระเจ้าทุฏฐคามณี นามว่า ลกุณฏอติมพระไปที่หมู่บ้านนั้นด้วยกิจบางอย่าง เห็นนางสุมนาแล้วเกิดรักใคร่ จึงทำการมงคลให้อย่างใหญ่โต และได้พานางไปสูบ้านมหาปุณณคาม

    ครั้งนั้นพระมหาอตุลเถระเที่ยวไปบิณฑบาตในบ้านนั้น ยืนอยู่ที่ประตูเรือนของนาง เห็นนางแล้วจึงกล่าวกับภิกษุทั้งหลายว่า

    “ผู้มีอายุทั้งหลายลูกนางสุกรถึงความเป็นภรรยาของอำมาตย์ชื่อลกุณฏอติมพระแล้ว โอ.....น่าอัศจรรย์จริง”

    นางสุมนาเมื่อได้ฟังคำของพระเถระแล้ว สามารถระลึกชาติในอดีตได้ทันทีและเกิดความสลดสังเวชใจเป็นอย่างยิ่ง อ้อนวอนสามีขอบวชในสำนักพระเถรีผู้ประกอบด้วยพละ๕ ด้วอิสริยยศชั้นสูงได้ฟังกถาพรรณนามหาสติปัฏฐานสูตรในติสสมหาวิหาร ได้สำเร็จโสดาปัตติผล

    ภายหลังเมื่อพระเจ้าทุฏฐคามณีทรงปราบทมิฬได้แล้ว พระนางสุมนาเถรีได้เดินทางไปสู่บ้านเภกกันตคามซึ่งเป็นที่อยู่ของมารดาบิดา ขณะอยู่ในบ้านนั้นได้ฟังอาสีวิสูปมสูตรในกัลลกมหาวิหาร จนบรรลุพระอรหันต์ในวันปรินิพพาน นางอันพวกภิกษุณีได้ถามแล้วได้เล่าประวัติทั้งอย่างละเอียดแก่ภิกษุณีสงฆ์ แล้วสนทนากับพระมหาติสสเถระ ผู้กล่าวบทแห่งธรรม ผู้มีปกติอยู่ในมณฑลาราม ณ ท่ามกลางภิกษุสงฆ์ผู้ประชุมกันแล้วกล่าวว่า

    “ในกาลก่อน ข้าพเจ้าตายจากมนุษย์แล้วเกิดเป็นแม่ไก่ ถูกเหยี่ยวตัดศีรษะในอัตตภาพนั้น ได้ไปเกิดในกรุงราชคฤห์ แล้วออกบวชในสำนักของปริพาชิกาทั้งหลายเจริญสมถกรรมฐานได้บรรลุปฐมฌาน ตายไปแล้วบังเกิดในพรหมโลก แล้วมาเกิดในตระกูลเศรษฐี ตายจากนั้นแล้วไปเกิดเป็นสุกร แล้วไปเกิดในสุวรรณภูมิ.....ตายจากนั้นไปเกิดที่บ้านเภกันตคาม ข้าพเจ้าได้เกิดถึง ๑๒ อัตตภาพ อันสูงๆ ต่ำๆ ด้วยประการฉะนี้ บัดนี้ ข้าพเจ้าได้เกิดในอัตตภาพอันอุกฤษฏ์ ขอให้ท่านทั้งหลายแม้ทั้งหมดจงยังธรรมที่เป็นกุศลทั้งหลายให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด”

    ดังนี้ได้ยังบริษัท ๔ ให้สังเวชสลดใจ แล้วปรินิพพาน

    >> จบ >>

    :- http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=2177
     

แชร์หน้านี้

Loading...