พระสมเด็จจอมทองลพ.แนมเขาหน่อรุ่นแรกจันทร์ลอยพ่อท่านคลิ้งถลุงทอง๑๐๐ปี

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย Jumbo A, 17 สิงหาคม 2022.

  1. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,975
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1768188712710.jpg


    วิธีแก้ดวงไม่ดี
    ใครว่าดวงดีดวงไม่ดี จะไปแก้ดวงกันได้อย่างไรนอกจากปฏิบัติดีเท่านั้น

    วิธีแก้ดวงไม่ดีเอาอย่างนี้ซิ ให้ไหว้พระสวดมนต์ เริ่มต้นด้วย อะระหัง.. สวากขาโต.. สุปะฏิปันโน จบ

    แล้วก็ นะโม ๓ จบ สวดอิติปิโส.. สวากขาโต.. สุปะฏิปันโน

    จบแล้วแผ่เมตตาพรหมวิหาร

    มาอธิษฐานจิตขอบารมีของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจงช่วยดลบันดาลให้ดวงข้าพเจ้าดีขึ้น

    แล้วก็สำรวมจิต สวดเฉพาะบทอิติปิโสบทเดียว สวดให้ได้เท่าอายุตัวเอง หรือจะชักลูกปะคำสวดให้มันได้ ๑๐๘ จบ ยิ่งดี

    ทีแรกเราสวด ๓ บทต่อเนื่องกันไปก่อน พออธิษฐานจิตแล้วเราสวดเฉพาะบทอิติปิโสบทเดียว สวดทุกวันๆ เอาบทนี้แหละแทนบทภาวนาเลย

    ทีนี้พอสวดไปๆ ถ้าเราสวดทุกวัน สวดหนัก ๆ เข้า เราจะมีอาการกายเบาจิตเบา กายสงบจิตสงบ บางทีจิตวูบไปนิ่งสว่าง...

    หยุดสวดมนต์ปล่อยให้มันหยุดอยู่อย่างนั้น ไม่ต้องสวดอีก จิตหยุดนิ่ง ...สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน
    ( หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)

    หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

    หลวงพ่อพุธสอนการใช้สมาธิในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ
    โดยหลวงพ่อได้แนะนำไว้ดังนี้
    วิธีนั่งสมาธิเพื่อรักษาโรคภายในภายนอก ก่อนอื่นหลังจากที่เราไหว้พระสวดมนต์เสร็จแล้ว ให้อธิษฐานจิตว่า

    “ขอบารมีสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จงดลบันดาลให้โรคภัยไข้เจ็บของข้าพเจ้าหายไป ณ บัดนี้”

    แล้วก็มานึกในใจ พุทโธ ธัมโม สังโฆ พุทโธ ธัมโม สังโฆ แล้วก็นึกว่าพระพุทธเจ้าอยู่ที่จิตของเรา
    พระธรรมอยู่ที่จิตของเรา พระสงฆ์อยู่ที่จิตของเรา เราจะสำรวมเอาจิตอย่างเดียว
    แล้วก็นั่งขัดสมาธิ ตั้งกายให้ตรง ตั้งสติให้ดี สูดลมหายใจช้าๆ เบาๆ สัก ๔ – ๕ ครั้ง สูดเข้า-ปล่อยออก นับเป็น ๑ ครั้ง
    พอทำถึง ๕ ครั้งแล้ว ก็นั่งทำใจให้เฉยๆ อย่าไปตั้งใจคิดอะไร กำหนดสติรู้ใจของเราอยู่เฉยๆ

    ในช่วงนั้น ลมหายใจจะปรากฏในความรู้สึกของเรา ก็ดูลมหายใจเรื่อยไป อันนี้ถ้าเราทำได้
    จิตสงบ จะมองเห็นลมหายใจขาว วิ่งออก วิ่งเข้า พอมองเห็นลมหายใจขาววิ่งออกวิ่งเข้า
    เราเป็นโรคภัยไข้เจ็บอยู่ที่ไหน จิตมันจะวิ่งไปที่ตรงนั้น ลมจะวิ่งตามไป เช่น เป็นแผลในกระเพาะ ลำไส้
    พอลมหายใจขาวสะอาดดีแล้ว มันจะวิ่งไปสู่จุดที่มันรู้สึกเจ็บนั่นแหละ พอจิตวิ่งไปตรงนั้น ลมก็ตามไป
    แล้วมันจะไปสัมผัสขึ้น สัมผัสลง อยู่ที่ตรงนั้น แล้วจะทำให้แผลในกระเพาะ หรือลำไส้หายได้
    อันนี้มีคนเขาทำหายมาหลายคนแล้ว อันนี้วิธีทำสมาธิรักษาโรค

    เมื่อจิตของเราไปรวมอยู่ที่ลมหายใจ มองเห็นลมหายใจวิ่ง ออก วิ่งเข้า ขาวเหมือนปุยนุ่น ปุยฝ้าย
    ในช่วงนั้นจิตสงบเป็นสมาธิ มันจะดึงดูดเอาพลังรอบข้างเข้าไปรวมอยู่ที่จุดนั้น เรียกว่า “พลังจักรวาล”
    พอหลังจากนั้น จิตเขาจะทำหน้าที่ของเขาเอง เราไม่ต้องไปบังคับเขา เราเจ็บที่ตรงไหน ปวดที่ตรงไหน ขัดข้องที่ตรงไหน
    เช่นอย่างเกิดความมึนตึงในสมอง ปวดศีรษะบ่อยๆ ตึงเครียด มันจะคลายเบาบางลง แล้วในที่สุดจะหายขาด
    บางคนไปทำเพียง ๓ วันก็หาย
    อันนี้คือวิธีทำสมาธิรักษาโรคภัยไข้เจ็บด้วยตนเอง



    ขอขอบคุณท่านเข้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ชุดเหรียญหลวงพ่อพุธฐานิโย ๓ เหรียญ กลมปี ๒๔เหรียญรูปไข่ปี ๒๘ และเสมาไม่ทราบปี

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260112_124948.jpg IMG_20260112_125004.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 12 มกราคม 2026 at 14:02
  2. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,975
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1768134995563.jpg

    สุดยอดวัตถุมงคล ของ หลวงพ่อมาลัย
    " ตะกรุดตี๋ใหญ่่ผงใบลาน ปั้นด้วยมือ "
    ของดีที่หายาก มวลสารศักดิ์สิทธิ์ พุทธคุณเข้มขลัง มากมายประสบการณ์ แทบพลิกแผ่นดินหาในขณะนี้ พกพาติดตัวไว้ เดินทางไปไหนแคล้วคลาดปลอดภัย ค้าขายร่ำรวย มีเมตตามหานิยมด้วย

    ตะกรุดตี๋ใหญ่ หลวงพ่อมาลัย วัดบางหญ้าแพรก สมุทรสาคร

    ตะกรุดผงว่าน ใบลาน หรือที่รู้จักกันดีคือ "ตะกรุดตี๋ใหญ่" ที่ทำให้หลวงพ่อมาลัยมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย หลวงพ่อมาลัย เป็นอาจารย์ของตี๋ใหญ่จอมโจรผู้โด่งดังในอดีต หลวงพ่อมาลัย ได้เริ่มจัดสร้างครั้งแรกในสมัยนั้น เมื่อประมาณปี พ.ศ.2517 ท่านได้บริกรรมนั่งภาวนาพระคาถา อธิษฐานจิตเดี่ยวในช่วงพรรษา พร้อมทั้งคลึงลูกตะกรุดด้วยมือของท่านเอง ลักษณะของตะกรุดบางลูกอาจไม่เท่ากันเพราะคลึงด้วยมือ ส่วนด้านในหลวงพ่อมาลัยจะใช้แผ่นทองแดงจารด้วยยันต์มหาอุด ตามแบบฉบับหลวงปู่ศิลป์ แล้วม้วนอยู่ด้านใน พอกด้วยผงว่าน 108 ชนิด ผสมยางรักตามสูตร ในครั้งนั้นหลวงพ่อมาลัยทำไปแจกไป ท่านได้บอกผู้ที่มาฝากตัวเป็นศิษย์และขอตะกรุดพอกยา จากหลวงพ่อว่า "ก่อนเอ็ง จะใช้ตะกรุดนี้ ให้นึกถึงครูบาอาจารย์ แล้วภาวนาว่า "เว อะระหัง เว" ทั้งหมด 3 จบ แล้วจึงคาดตะกรุด"
    ยังมีอะไรที่น่าสนใจอีกมากมายนะครับ

    สมุทรสาคร เมืองที่มีแม่น้ำกั้นกลางระหว่างมหาชัยและท่าฉลอม เป็นจังหวัดที่ชาวบ้านยึดอาชีพทำการประมง ชาวบ้านทั้งฝั่งท่าฉลอมและมหาชัย ต่างให้ความเคารพเลื่อมใสศรัทธาพระเกจิคณาจารย์ชื่อดังหลายรูป

    หนึ่งในนั้นคือ "หลวงพ่อมาลัย อุทโย" หรือ "พระครูอุทัยธรรมสาคร" พระเกจิชื่อดังแห่งลุ่มแม่น้ำท่าจีน เจ้าคณะตำบลท่าฉลอม และเจ้าอาวาสวัดบางหญ้าแพรก อ.เมือง จ.สมุทรสาคร

    "หลวงพ่อมาลัย" เป็นพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบได้รับการยกย่องเป็นพระเกจิอาจารย์ระดับแนวหน้า จัดสร้างเครื่องรางวัตถุมงคลที่มีพุทธคุณด้านคงกระพันชาตรี เมตตามหานิยมและแคล้วคลาดหลายต่อหลายรุ่นมาแล้ว

    วัตถุมงคลที่เป็นที่ร่ำลือกันมาก คือ สมเด็จไผ่ และตะกรุดผงว่าน ใบลาน หรือที่รู้จักกันดีคือ "ตะกรุดตี๋ใหญ่" ที่ทำให้หลวงพ่อมาลัยมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ปัจจุบันสิริอายุ 70 พรรษา 44

    หลวงพ่อมาลัย เป็นอาจารย์ของตี๋ใหญ่จอมโจรผู้โด่งดังในอดีต

    หลวงพ่อมาลัย จัดสร้างวัตถุมงคลตามโอกาสต่างๆ ส่วนใหญ่ได้รับความนิยมอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น พระสมเด็จไผ่ รุ่นเปิดกรุ ปี 2526, พระปิดตามหาลาภ, พระสมเด็จนางพญาดาวเสด็จ, เหรียญปั๊มตามรุ่นต่างๆ รูปเหมือนลอยองค์ หรือแม้กระทั่ง พระกริ่ง ม.ล.71 ปี ล้วนพุทธคุณโดดเด่นทางด้านเมตตา แคล้วคลาดปลอดภัย โชคลาภ

    แต่มีวัตถุมงคลอยู่หนึ่งอย่างที่หลวงพ่อมาลัย ท่านจัดสร้างแล้วไม่มีรุ่นที่สอง เพราะจัดสร้างรุ่นเดียวครั้งเดียว นั่นคือ "ตะกรุดพอกยา ต้นฉบับหลวงปู่ศิลป์ วัดบางกระดี่" หลวงพ่อมาลัยสร้างตะกรุดพอกยาขึ้น ในสมัยนั้นท่านได้เข้าฝากตัวเป็นศิษย์ของ "อาจารย์ศิลป์ วัดบางกระดี่" และได้ร่ำเรียนวิชาอาคมตามตำรับครูบาอาจารย์ที่ถ่ายทอดวิชาให้จนหมดสิ้น นำมาทำตะกรุดพอกยา ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับของหลวงปู่ศิลป์ในสมัยก่อน

    หลวงพ่อมาลัย ได้เริ่มจัดสร้างครั้งแรกในสมัยนั้น เมื่อประมาณปี พ.ศ.2517 ท่านได้บริกรรมนั่งภาวนาพระคาถา อธิษฐานจิตเดี่ยวในช่วงพรรษา พร้อมทั้งคลึงลูกตะกรุดด้วยมือของท่านเอง ลักษณะของตะกรุดบางลูกอาจไม่เท่ากันเพราะคลึงด้วยมือ ส่วนด้านในหลวงพ่อมาลัยจะใช้แผ่นทองแดงจารด้วยยันต์มหาอุด ตามแบบฉบับหลวงปู่ศิลป์ แล้วม้วนอยู่ด้านใน พอกด้วยผงว่าน 108 ชนิด ผสมยางรักตามสูตร

    ในครั้งนั้นหลวงพ่อมาลัยทำไปแจกไป ท่านได้บอกผู้ที่มาฝากตัวเป็นศิษย์และขอตะกรุดพอกยา จากหลวงพ่อว่า "ก่อนเอ็ง จะใช้ตะกรุดนี้ ให้นึกถึงครูบาอาจารย์ แล้วภาวนาว่า "เว อะระหัง เว" ทั้งหมด 3 จบ แล้วจึงคาดตะกรุด"

    หลังจากหลวงพ่อมาลัยได้เริ่มนำตะกรุดแจกจ่ายให้บรรดาศิษย์ ญาติโยม ในละแวกนั้นต่างได้รู้เห็นถึงพุทธคุณที่ได้ประสบกับตัวเอง และร่ำลือกันมากในช่วงนั้น และยิ่งมาเจอกับตัวของจอมโจรตี๋ใหญ่ ซึ่งถวายตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อมาลัยด้วยแล้ว ทำให้ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า "ตะกรุด ตี๋ใหญ่"

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ตะกรุดตี๋ใหญ่หลวงพ่อมาลัย

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260111_194208.jpg IMG_20260111_194222.jpg
     
  3. Nantana

    Nantana เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 พฤศจิกายน 2007
    โพสต์:
    310
    ค่าพลัง:
    +220
    สุดยอดวัตถุมงคล ของ หลวงพ่อมาลัย
    " ตะกรุดตี๋ใหญ่่ผงใบลาน ปั้นด้วยมือ"
    ขอจองค่ะ
     
  4. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,975
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1768289325627.jpg

    ครูบาธรรมชัย (วัดทุ่งหลวง เชียงใหม่) เคยปรารถนาที่จะเป็น พุทธภูมิ (พระพุทธเจ้า) แต่ภายหลังได้ละความปรารถนานั้นไป และเปลี่ยนมาตั้งใจจะเป็น อัครสาวก ของพระพุทธเจ้าแทน โดยท่านเน้นการช่วยเหลือผู้คน รักษาโรคภัย และแก้กรรม เพื่อโปรดสรรพสัตว์.

    ประวัติ
    ครูบาธรรมชัย นามเดิมว่า กองแก้ว เมืองศักดิ เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ.2457 ตรงกับเดือน 9 เหนือ ขึ้น 14 ค่ำ ปีขาลฉะศก ทางเหนือเรียกว่า ปีกาบยี่ รศ.133 จุลศักราช 1276 ถือกำเนิดที่หมู่บ้านสันป่าสัก หมู่ที่ 6 ตำบลป่าสัก อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน เป็นบุตรของนายสุจา หรือหนามพรหมเสน มารดาชื่อนางคำป้อ บิดามารดามีอาชีพแพทย์แผนโบราณและช่างไม้ ทำสวน ทำนา มีพี่น้องร่วมท้องมารดาเดียวกัน 7 คน ท่านเคารพบูชาในบิดา มารดามาก เชื่อฟังคำสั่งสอนอยู่ในโอวาทของผู้บังเกิดเกล้าอย่างเคร่งครัด ท่านเป็นผู้มีนิสัยพูดจริง ทำจริง ไม่เหลาะแหละเหลวไหล สนใจในธรรมะ ชอบเข้าวัดเข้าวามาตั้งแต่เล็ก ๆ เพราะบิดาเคยบวชเรียนมาแล้วรอบรู้ในอรรถในธรรม จึงได้อบรมปลูกนิสัยลูกทุก ๆ คนให้ยึดมั่นในพระรัตนตรัย

    ท่านได้เข้ารับการศึกษาจากโรงเรียนประชาบาล ณ บ้านสันป่าสักจบชั้นประถมปีที่ ๓ มีความประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตนกิริยามารยาทเรียบร้อยมีความอุตสาหพยายามเป็นผู้มีความเสียสละกตัญญูกตเวทีตาต่อบุพการี

    สามเณรกองแก้ว
    เมื่อท่านเรียนจบชั้นประถม 3 อายุได้ 15 ปี ครูบาธรรมชัย ได้เข้าอบรมเป็นศิษย์วัดสันป่าสักอยู่ 3 เดือน หัดท่องเรียนเขียนอ่านตัวอักขระพื้นเมืองเหนือและเรียนสวดมนต์สิกขาสามเณร โดยมีพระบิดา และพระอินหวันเป็นผู้สอน เมื่อท่องเรียนเขียนอ่านได้คล่องแล้ว จึงได้บวชเป็นสามเณรในวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ.2471 เดือน 6 เหนือ ขึ้น 6 ค่ำ ปีมะโรงสัมฤทธิศก ทางเหนือเรียกว่าปีเบิกสี เจ้าอธิการคำมูล ธัมวงฺโส วัดแม่สารบ้านตอง เป็นอุปัชฌาย์

    เป็นสามเณรอยู่ได้ 1 พรรษา มีความสนใจในสมถกรรมฐานมาก ไม่ว่าจะทำงานอะไรอยู่ที่ไหน จิตใจคอยครุ่นคิดอยู่แต่เรื่องการธุดงค์ของพระสงฆ์องค์เจ้า รุ่นครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ที่บวชเรียนแล้วนิยมพากันเข้าป่าบำเพ็ญเพียรภาวนา แสวงหาธรรมวิเศษ เราเป็นสามเณรน้อยก็ได้ชื่อว่าบวชเรียนเข้ามาอาศัยในพระศาสนา ควรจะออกเดินทางเข้าป่าดูบ้างเพื่อแสวงหาพระธรรมอันวิเศษ

    หลังจากครุ่นคิดไตร่ตรองอยู่หลายวัน ท่านจึงได้เข้าไปกราบลาสมภารเจ้าวัดว่า ขอลาเข้าไปบำเพ็ญกรรมฐานในป่าสักหนึ่งพรรษา สมภารเจ้าวัดตกใจ เพราะยังเห็นว่าเป็นสามเณรอ่อนพรรษา ไม่ประสีประสาในเรื่องอรรถธรรมตลอดจนวัตรปฏิบัติของพระธุดงค์ดีพอ ขืนเข้าไปอยู่ป่าอาจจะเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้โดยง่าย จึงได้ห้ามปราบไว้ แต่ครูบาธรรมชัย หรือสามเณรกองแก้วในสมัยนั้น ก็ยืนกรานที่จะเดินธุดงค์เข้าป่า ไปกระทำความเพียรแต่เพียงผู้เดียวให้จงได้ สมภารเจ้าวัดอ่อนอกอ่อนใจเลยอนุญาตให้ไปได้ตามปรารถนาไม่อย่างชัดศรัทธาให้เป็นบาป และยังได้แนะนำแนวทางการปฏิบัติกรรมฐานในป่าให้หลายอย่างด้วยความเมตตาเอ็นดู

    ธุดงค์โดดเดี่ยว
    เมื่อกราบลาสมภารเจ้าวัดแล้ว สามเณรกองแก้วก็ออกจากวัดไป มีบริขารเท่าที่จำเป็น ตามถ้ำ ตามเพิงผา ไม่จำเป็นต้องใช้กลดใช้มุ้งให้ยุ่งยาก ถ้ายุงจะกัด ทากจะดูดกินเลือดก็ให้มันกินเลือดตามต้องการ ไม่อาลัยใยดีในสังขาร แต่สำหรับบาตรนั้นจำเป็นต้องมีเพื่อใช้ในการออกบิณฑบาต หาปัจจัยมาหล่อเลี้ยงสังขารตามความจำเป็น เมื่อเดินทางไปถึงป่าห้วยดิบแต่ลำพังผู้เดียว ได้พบชาวบ้านวัยกลางคนผู้หนึ่งออกมาจากป่า ชายผู้นั้นแสดงความตกใจ เมื่อรู้ว่าสามเณรองค์น้อยจะเข้าป่าไปบำเพ็ญเพียรภาวนา เขาได้กล่าวเตือนอย่างหวาดกลัวว่า เวลานั้นมีเสือเย็นหรือเสือสมิงตัวหนึ่งกำลังออกอาละวาดหากินอยู่ในป่า เสือดุร้ายตัวนี้โตใหญ่เกือบเท่าควายหนุ่ม เป็นเสืออาคม คือ มีตุ๊เจ้าหรือพระองค์หนึ่งแก่กล้าวิชาไสยศาสตร์ เกิดร้อนวิชามีอาเพศให้เป็นไปด้วยบาปกรรม ชอบแปลงร่างเป็นเสือตัวใหญ่ลักเอาวัวควายชาวบ้านไปกินบ่อย ๆ นานวันเข้าถึงกับคาบเอาคนไปกิน มีชาวบ้านที่ออกป่าไปเก็บฟืนและสมุนไพรในป่าแล้วถูกเสืออาคมตัวนี้คาบไปกินหลายรายแล้ว ขอให้สามเณรรีบกลับวัดเสียเถิด ขืนเข้าไปอยู่ในป่ามีหวังเจอเสือเย็นตัวนี้แน่

    สามเณรไม่กลัวเสือ บอกว่าอันคนเรานี้ ไม่ว่าจะยากดีมีจน เมื่อเกิดมาก็ดิ้นรนกันไปต่าง ๆ นานา แล้วในที่สุด ก็สิ้นสุดปลายทางที่ความตายเหมือนกันหมด ไม่มีใครที่จะหลีกหนีความตายไปได้พ้น เราเกิดมาในชาตินี้ ได้บวชเรียนในพระศาสนา ถือได้ว่าเป็นบุญกุศลใหญ่ จะต้องปฏิบัติกิจพระศาสนาด้วยการลงมือปฏิบัติธรรมให้รู้แจ้งเห็นจริง ด้วยการเข้าไปปฏิบัติกรรมฐานในป่า ขออุทิศชีวิตให้กับป่าดงพงพี เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายอันพึงจะมี มิได้อาลัยเสียดายต่อชีวิต ถ้าจะตายก็ขอให้มันตายไปเถิด ขอให้ปฏิบัติธรรมบำเพ็ญเพียงสร้างสมบารมีเป็นพอ ชีวิตคนเรานี้สั้นนัก วันตายจะมาถึงเมื่อไรไม่มีใครรู้ ดังนั้นจึงอยากจะเร่งรีบสร้างความดีด้วยการปฏิบัติธรรมเพราะการรีรอผัดวันประกันพรุ่งย่อมถือได้ว่า เป็นผู้อยู่ในความประมาท ปัจฉิมโอวาทหรือพระวาจาครั้งสุดท้ายของพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ได้ทรงรวบรวมซึ่งโอวาททั้งปวงที่ได้ประทานไว้ตลอด 45 พรรษา ลงในจุดใหญ่ใจความคือ ความไม่ประมาท อันเดียวเท่านั้นพระพุทธองค์ตรัสว่า

    "ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราผู้ตถาคตเตือนท่านทั้งหลายให้รู้ สังขารมีความเสื่อมความฉิบหายไปเป็นธรรมดา"

    "ท่านทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวงอันเป็นประโยชน์ตนและผู้อื่นให้สมบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด"ชายชาวบ้านได้สดับตรับฟังถ้อยวาจาของสามเณรกองแก้วดั่งนี้ ก็ยกมือโมทนาสาธุให้กับความตั้งใจอันอาจหาญเด็ดเดี่ยวของสามเณร และกล่าวสรรเสริญว่า สามเณรแม้จะอายุยังน้อยแต่มีจิตเคารพศรัทธาเลื่อมใสในหลักธรรมของพระพุทธเจ้าอย่างไม่มีวิจิกิจฉา คือไม่มีความสงสัยในพระรัตนตรัยสามเณรเป็นผู้เจริญโดยแท้ เป็นนักบุญที่มนุษย์และเทวดาจะพึงสรรเสริญ กล่าวแล้วชายชาวบ้านป่าก็กราบลาไป

    ป่าห้วยดิบ
    สามเณรกองแก้วได้ธุดงค์เข้าไปในป่าห้วยดิบด้วยจิตตั่งมั่นไม่หวั่นไหว ป่าใหญ่แห่งนี้ชุกชุมด้วยสัตว์ร้ายอาศัยหากิน เช่น เสือ ช้าง หมี งู กระทิง เป็นต้น สามเณรเลือกได้ทำเลเหมาะสมใต้ต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นเป็นที่พักอาศัยสำหรับนั่งบำเพ็ญสมาธิและเดินจงกรม ธรรมชาติของป่าอันสงัดเงียบวังเวงใจ ทำให้อารมณ์ความรู้สึกเบาสบายถูกกับนิสัยรักสงบของท่านมาก ความรู้สึกหวาดกลัวภัยอันตรายในป่าไม่มีเลย เพราะได้ตั้งจิตที่จะอุทิศตนต่อการปฏิบัติกรรมฐานอย่างเด็ดเดี่ยว แม้จะเสียชีวิตก็ไม่อาลัยเสียดาย เพื่อที่จะพิสูจน์ว่าตนเองมีศรัทธาในธรรมะของพระพุทธเจ้าอย่างเด็ดขาด ไม่สงสัยหวั่นไหว เมื่อไม่หวั่นไหวมีใจตั้งมั่นในการปฏิบัติจนถึงที่สุดจักต้องพบธรรมวิเศษ อันเป็นพระธรรมที่พ้นจากโลก อยู่เหนือโลกและไม่ถูกจำกัดด้วยกาลเวลาอย่างแน่นอน คืนแรกในป่าห้วยดิบ

    สามเณรนั่งสมถภาวนาอยู่จนค่อนคืนจิตตั้งมั่นในสมาธิยังไม่เป็นที่พอใจ เพราะยังมีถีนะมิทธะความง่วงเหงาหาวนอนบ้าง ความคิดฟุ้งซ่านของอารมณ์บ้าง (อุทธัจจะกุกกุจจะ) ซึ่งเป็นสิ่งกั้นความดีมิให้เกิดที่เรียกว่า นิวรณ์คอยรบกวนจิตไม่ให้รวมตัวสงบได้ ทำให้ได้ความรู้ว่า ความตั้งใจของคนเรานี้ พอทำเข้าจริง ๆ มันไม่ค่อยจะได้ผลดังใจเลย ต้องมีอุปสรรคขัดขวางเป็นธรรมดา จิตคนเรานี่มันเหมือนลิงหลุกหลิกยิ่งพยายามจะบังคับให้อยู่นิ่ง ๆ ยิ่งหลุกหลิกไปกันใหญ่ ทำให้รู้สึกนึกขำ และตั้งใจว่าจะต้องเพ่งเพียรเอาชนะจิต บังคับมันให้สงบอยู่ในอำนาจของตนให้จงได้ หลังจากเดินจงกรมแล้วก็นั่งหลับในงีบหนึ่งก็พอดีสว่าง ตลอดคืนไม่มีสัตว์ป่าเข้ามาแผ้วพานรบกวนเลย ลงไปอาบน้ำเย็นเฉียบชำระกายในห้วย แล้วจึงออกไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน ได้อาหารพอสมควรตามศรัทธาของชาวบ้าน นำมาขบฉันในป่าแต่พออิ่ม เพื่อยังชีพ ไม่พยายามติดใจในรสชาติเอร็ดอร่อยของอาหาร เห็นว่าอาหารเป็นสิ่งปฏิกูลที่จำใจต้องขบฉันเข้าไปก็เพื่อให้สังขารร่างกายพอดำรงอยู่ได้เท่านั้น เพื่อที่จะมีแรงบำเพ็ญสมณธรรมต่อไป ขณะที่นั่งขบฉันอาหารในบาตรอยู่ใต้ต้นไม้นั้น สังเกตเห็นว่า ตรงที่นั่งอยู่มีรอยบุ๋มกดลงไปในดิน เมื่อเพ่งดูก็รู้ว่าเป็นรอยตีนเสือขนาดใหญ่เท่าจานข้าว รู้สึกแปลกใจจึงลุกขึ้นเดินสำรวจดูก็ได้พบอีกว่า มีรอยเสือใหญ่อยู่ทั่วบริเวณนั้น เป็นรอยใหม่ ๆ แสดงว่า เสือตัวนี้มันมาเดินวนเวียนอยู่โคนต้นไม้ตอนที่สามเณรเข้าไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน

    พอรู้ว่าเสือขนาดใหญ่มาปรากฏในบริเวณที่นั่งสมาธิบำเพ็ญบารมี พลันมีอาการขนลุกซู่ไปทั้งตัว จิตใจหวั่นไหวรู้สึกกลัวจนตัวสั่นขาดสติไปชั่วขณะ แต่แล้วก็ตั้งสติได้ และนึกขำตัวเองทีแรกบอกว่าไม่กลัวอะไร พร้อมแล้วที่จะยอมตายในป่า แต่พอเอาเข้าจริง ๆ เห็นแค่รอยเสือก็ตกใจกลัวขาดสติเสียแล้ว นี่แสดงอีกว่า จิตคนเรานี้มันชอบหลอกหลอนตัวเราเอง เหมือนลิงหลอกเจ้าจริง ๆ เมื่อรู้แน่ว่า เสือมาเยี่ยมจริง ๆ ไม่ได้ตาฝาดหรือฝันไป สามเณรก็พยายามสงบใจลงนั่งที่โคนต้นไม้ใหญ่ ดำรงสติให้ตั้งมั่นรำพึงถึง "สติปัฎฐาน 4" อันเป็นหลักสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ว่าภิกษุในพระธรรมวินัยไปอยู่ในป่าหรือว่าอยู่ที่โคนต้นไม้ หรือ ไปอยู่ที่ว่างบ้านเรือนสกปรกโสโครกทั้งข้างนอกข้างใน ชวนให้อาเจียนเหียนรากแท้ ๆ เราเบื่อหน่ายในร่างกายเราปรารถนาจะทำจิตให้สะอาดบริสุทธิ์ตัดขาดจากกิเลส ถ้าเราตัดขาดจากกองกิเลสตัณหาคือร่างกายสังขารนี้ได้แล้ว เราก็จะไปอยู่แดนนิพพานซึ่งเป็นแดนสุขอย่างยิ่ง สามเณรกองแก้วเล่าว่า ท่านได้พิจารณาอย่างนี้ไปตามความรู้ความเข้าใจของสามเณรวัยเยาว์ที่ยังอ่อนต่อการศึกษาในหลักพระธรรม พิจารณาไปตามที่ครูบาอาจารย์สั่งสอนจะผิดจะถูกอย่างไรไม่คิดถึง คิดอย่างเดียวว่าครูบาอาจารย์สอนมานี้เป็นของจริงแท้ เป็นธรรมะของพระพุทธเจ้าแน่ เมื่อพิจารณาอย่างนี้กลับไปกลับมาเป็นเวลานานพอสมควร ปรากฏอัศจรรย์ว่า จิตรวมตัวเข้าสู่ความสงบอย่างไม่รู้ตัวเป็นสมาธิในเอกจิต ลืมเรื่องเสือ ลืมทุกสิ่งทุกอย่างในอดีตและปัจจุบันหมดสิ้น แต่มีสติรู้ตัวว่า มีอารมณ์โพรงสว่างไสวสภาพจิตมีความเยือกเย็นแช่มชื่นอย่างพรรณนาไม่ถูก

    ประจัญหน้าเสือ
    จิตเริ่มคลายออกจากสมาธิมารับรู้อารมณ์ภายนอกกายอีก ครั้งหนึ่งเป็นเวลาเย็นมากแล้วแสงแดดตกรำไรเรี่ยยอดไม้ บอกให้รู้ว่า จิตดำรงสมาธิมาเป็นเวลานานเกือบ 8 ชั่วโมง จึงลุกขึ้นเปลี่ยนอิริยาบถเดินไปที่ลำห้วยเพื่อจะอาบน้ำชำระกาย ทันใดก็ต้องตกตะลึงยืนนิ่งอยู่กับที่ก้าวขาไม่ออก เมื่อพบว่าเสือใหญ่ตัวหนึ่งกำลังก้มกินน้ำอยู่ที่ลำห้วย เป็นเสือลายพาดกลอนขนาดใหญ่มากเกือบเท่าควายแต่เตี้ยกว่า หางมันลากดินกวัดแกว่งไปมา ดูเหมือนมันจะรู้ได้ด้วยสัญชาตญาณว่ามีคนเดินมาข้างหลังมันรีบหันขวับกลับมาอย่างรวดเร็ว ทำให้เห็นหัวโตขนาดกระบุง นัยน์ตาสีเหลืองจัดมีประกายวาวจ้าคล้ายกระทบแสงไฟน่ากลัวมาก สามเณรตะลึงเสือก็ตะลึงที่ได้ประจันหน้ากันอย่างไม่นึกฝัน ครั้งแล้วชั่วอึดใจที่ต่างฝ่ายต่างก็ตะลึงจังงังเสือโคร่งตัวใหญ่ก็แยกเขี้ยวส่งเสียงคำรามดังสนั่นปานฟ้าผ่า ย่อตัวลงต่ำกระโจนผึงเข้าตะครุบสามเณรอย่างดุร้ายกระหายเลือด ความตกใจทำให้สามเณรผงะก้าวถอยหลังเลยสะดุดรากไม้ริมตลิ่งล้มลง ทำให้เสือกระโดดข้ามหัวไปจนเย็นวาบไปทั้งร่างด้วยแรงลมที่พัดผ่าน ความตื่นตระหนกทำสามเณรลุกไม่ขึ้น นอนเนื้อตัวสั่นเทา ๆ อยู่ตรงนั้นเอง เพราะควบคุมสติไม่อยู่ คิดว่าตัวเองต้องตกเป็นอาหารเสือแน่ ๆ วันนี้ แต่เสือหายเงียบไปไม่เห็นกลับมาอีก จึงค่อยมีสติลุกขึ้นมองไปรอบ ๆ ก็ไม่ปรากฏพบวี่แววของเสือตัวนั้นเลย คงพบแต่รอยขนาดใหญ่ของมันมีขนาดเท่าจานข้าวย่ำอยู่แถวนั้น

    เมื่อพิจารณาดูแล้วก็เห็นว่า เป็นรอยเสือตัวเดียวกันกับที่ปรากฏตรงโคนต้นไม้ที่นั่งบำเพ็ญสมาธิ พักใหญ่จิตจึงคลายจากความหวาดกลัวมีสติทำให้ได้ข้อคิดพิจารณาว่า สตินี้เป็นตัวสำคัญของคนเรา เมื่อชั่วครูนี้เราขาดสติอย่างน่าละอาย สติขาดจากใจทำให้ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้เวลาตกอยู่ในที่คับขันอันตรายกะทันหันไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัว สติกับปัญญาจะต้องอยู่คู่กันตลอดเวลาถึงจะใช้ได้เพราะปัญญาของเรายังไม่แหลมคม ปัญญายังไม่หยั่งรู้ถึงสัจจธรรมที่แท้จริงจิตจึงมีความกลัว ถ้าเราทำลายความกลัวให้เด็ดขาดลงไปได้ ปัญญาและสติจะต้องมั่นคงเป็นสมบัติติดอยู่กับใจ เมื่อคิดได้เช่นนี้จึงตัดสินใจว่า จะต้องเดินตามหาเสือตัวนี้ให้พบแล้วนั่งคุกเข่าลงตรงหน้ามันยอมให้มันขบกัดฉีกเนื้อกินเสีย เป็นการอุทิศร่างกายชีวิตเลือดเนื้อให้มันด้วยความเมตตาสงสาร และจักเป็นการทำลายความกลังในจิตใจของเราให้หายขาดไปด้วย

    สามเณรเดินขึ้นมาจากลำห้วยตามหาเสือที่เห็นรอยของมันเป็นทางไป รอยนั้นใหญ่มากและชัดเจนกดลึกลงไปในดินใหม่ ๆ จิตใจเต็มไปด้วยความอาจหาญใคร่ที่จะพลีชีวิตอุทิศให้เสือกินอย่างไม่เสียดายอาลัย รอยเสือโคร่งมุ่งหน้าไปทางโคนต้นไม้ที่สามเณรใช้เป็นที่นั่งบำเพ็ญภาวนา

    เสือกลายเป็นพระ
    ครั้นแล้วสามเณรก็ต้องตะลึงเมื่อพบว่าที่โคนต้นไม้นั้นมีสีเหลืองนั่งอยู่ สีเหลืองนั้นไม่ใช่เสือหากเป็นพระภิกษุวัยกลางคนรูปหนึ่งกำลังนั่งอยู่ตรงโคนต้นไม้ ลักษณะท่าทางของพระภิกษุรูปนั้นมีสง่าน่าเลื่อมใสผิวคล้ำเกรียม ท่านเผยอยิ้มน้อย ๆ ให้แล้วทักทายขึ้นด้วยเสียงเยือกเย็นว่า "เดินตามหาเสือจะให้เสือกินจริง ๆ หรือเณรน้อย" สามเณรกองแก้ว (ครูบาธรรมชัย) รู้สึกสะดุ้งใจ ที่พระภิกษุแปลกหน้าล่วงรู้ความในใจของตน จึงนั่งลงกราบแล้วถามว่า หลวงพ่อรู้ได้ยังไง หลวงพ่อพบเสือตัวนั้นผ่านมาทางนี้หรือ ? หลวงพ่อหัวเราะไม่ตอบคำถามนั้น แต่ท่านกลับกล่าวยกย่องว่า มีสติปัญญาดี ต่อไปภายหน้าจะรุ่งเรือง ขออย่าได้สึกเลย ให้ฝากชีวิตไว้กับพระศาสนา

    สามเณรกองแก้วรู้สึกอิ่มเอิบใจที่หลวงพ่อแปลกหน้าในป่ากล่าวให้กำลังใจเช่นนั้น แต่ก็ยังติดใจในเรื่องเสือใหญ่ตัวนั้นอยู่ จึงถามว่า เสือตัวนั้นเป็นเสือจริง ๆ หรือเป็นเสืออาคมกันแน่

    "เสือไม่สำคัญ ใจเราสำคัญกว่า อย่าไปสนใจเสือ เมื่อใจของเราสะอาดบริสุทธิ์ มีศีลมีสมาธิ มีปัญญาอยู่เต็มภูมิแล้ว"

    "เราชนะทุกอย่าง เสือสางสิงสาราสัตว์ในโลกนี้จะมาทำอะไรเราไม่ได้เลย"หลวงพ่อกล่าว สามเณรกองแก้วกราบด้วยความเคารพเลื่อมใจแล้วถามว่า หลวงพ่อมาจากไหน ? จะไปไหน ? ท่านตอบว่า ท่านเป็นพระกรรมฐาน เป็นพระป่า แสวงหาวิเวกบำเพ็ญสมณธรรม แต่ไม่ยอมบอกชื่อเสียงเรียงนาม "เณรมีความตั้งใจดี ปฎิบัติดีแล้ว แต่ยังขาดครูบาอาจารย์แนะนำสั่งสอน การปฏิบัติกรรมฐานนี้ต้องมีครู ถ้าปฏิบัติด้นดั้นไปตามลำพัง ตนเองก็เปรียบเสมือนเขาตัดถนนไว้ให้แล้ว แต่เราไม่เดินตามถนนสายนั้น" "กลับเดินบุกป่าฝ่าดงไป โอกาสที่จะหลงทางมีมาก หรือถ้าไม่หลงทางกว่าจะถึงจุดหมายปลายทางก็ย่ำแย่ไปเลย" หลวงพ่อตักเตือนด้วยความหวังดี สามเณรกองแก้วถามว่าควรจะไปเรียนกรรมฐานกับพระอาจารย์ที่ไหนดี หลวงพ่อตอบว่า พระอาจารย์ที่เก่งกรรมฐานมีอยู่หลายองค์อยู่ตามวัดก็มี อยู่ตามป่าตามเขาก็มี แต่ที่สะดวกไปหาได้ง่ายอยู่ไม่ไกลก็คือ ครูบาเจ้าศรีวิชัย สมควรที่สามเณรจะได้ไปกราบเท้าท่านฝากตัวเป็นลูกศิษย์เสียเถิด เพราะครูบาเจ้าศรีวิชัยท่านมีบุญญาบารมีมาก เป็นพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฎิบัติชอบหาผู้เสมอเหมือนได้น้อยมาก

    เดินจงกรม
    จากนั้น หลวงพ่อแปลกหน้าก็ได้แนะนำสั่งสอนข้อปฏิบัติกรรมฐานให้หลายอย่าง โดยเฉพาะการเดินจงกรม ท่านได้กรุณาแนะนำว่า

    "การเดินจงกรม กับ การนั่งสมาธิ จะต่างกันตรงที่เป็นการเปลี่ยนอิริยาบถเท่านั้น การเดินจงกรมต้องเดินให้ถูกวิธีถึงจะได้ผล อย่าเดินส่งเดชตามสบายใจตัวเอง ต้องเดินตามวิธีของครูบาอาจารย์ท่านกำหนดไว้ ก่อนเดินจงกรมเราต้องดูต้องหาสถานที่สมควรก่อน จะต้องเป็นสถานที่เงียบสงัด พื้นดินต้องเรียบราบ อย่าให้เป็นพื้นที่สูง ๆ ต่ำ ๆ ความยาวของสถานที่เดินจงกรมกำหนดอย่างสั้นประมาณ 25 ก้าว อย่างยาวที่สุด 50 ก้าว ควรจะกำหนดทางเดินไว้ 3 สายคือ.-
    1. เดินตามดวงตะวันจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก
    2. เดินไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
    3. เดินไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้

    การเดินจงกรม 3 สายนี้ เดินเพื่อบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่าเดินตัดทางโคจรของดวงตะวันไม่ดี แต่ถ้าสถานที่จำกัดจะเดินสายเดียวก็ได้ให้เลือกเอา ครั้งแรกจะเดินจงกรมให้ประณมมือขึ้นเสียก่อน ระลึกว่า พุทโธ ธัมโม สังโฆ (ว่า 3 จบ) ยกมืออธิษฐานไว้เหนือระหว่างคิ้ว ระลึกถึงคุณพระรัตนตรัยที่ตนถือเป็นสรณะที่พึ่งยึดเหนี่ยวใจ และระลึกถึงคุณบิดามารดา อุปัชฌาย์อาจารย์ ตลอดท่านผู้เคยมีพระคุณแก่ตน จากนั้นรำพึงถึงความมุ่งหมายแห่งความเพียรที่กำลังจะทำด้วยความตั้งใจเพื่อผลนั้น ๆ เสร็จแล้วเอามือลง เอามือซ้ายลงก่อนเอามือขวาวางทับทาบกันไว้ที่ท้องน้อยใต้สะดือตามแบบพุทธรำพึง ให้เจริญพรหมวิหารสี่ เจริญจบแล้วทอดตาลงต่ำในท่าสำรวม ตั้งสติกำหนดจิตและธรรมที่เคยนำมาบริกรรมกำกับใจ หรือพิจารณาธรรมทั้งหลายตามแบบที่เคยภาวนา แล้วเริ่มออกเดินทอดสายตาลงประมาณในราว 4 ศอกเป็นอย่างไกล หรือใกล้เข้ามาที่เท้าเราก้าวนั้นก็ได้ แต่เมื่อรู้สึกเดินไม่สะดวกก็มองออกห่างไปหน่อย เมื่อห่างออกก็ไม่สะดวกสบายก็ให้ทอดสายตาหาระยะที่พอสบายแต่อย่าให้ไกลนัก วิธีเดิน อย่าก้าวเดินให้ไวนัก อย่าช้านัก อย่าก้าวยาวนัก อย่าสั้นนัก อย่าเผลอปล่อยมือไกวแขนหรือเอามือขัดหลังและกอดอก อย่าเผลอเดินมองโน่นมองนี่ ถ้าจะภาวนาพุทโธก็ให้ก้าวขาไปหนึ่งว่า "พุท" ก้าวอีกขาไปว่า "โธ" บริกรรมภาวนาไปเรื่อย ๆ ตามจังหวะก้าวขา พอไปถึงสุดทางอย่าด่วนหมุนตัวกลับให้เร็วนัก ให้ค่อย ๆ หมุนตัวเวียนไปทางขวา หรือจะหยุดยืนกำหนดรำพึงสักครู่ที่หัวทางเดินจงกรมก็ได้ การหยุดรำพึงกำหนดพิจารณาธรรมนั้น จะยืนกลางทางจงกรมหรือตรงไหนก็ได้ไม่บังคับ เพราะธรรมที่ผุดขึ้นมาในใจขณะนั้นย่อมมีความตื้นลึกหนาบางแตกต่างกัน แล้วแต่กรณีที่ควรอนุโลมตามความจำเป็น เมื่อหยุดรำพึงจนเข้าใจแจ่มแจ้งแล้วก็ออกเดินต่อไป

    การเดินจงกรมนี้ จะเดินนานหรือไม่เพียงไรตามแต่เราจะกำหนดเอง เพราะการเดินจงกรมก็คือทำสมาธิอีกแบบหนึ่งนั่นเอง คือเพียงแต่เปลี่ยนอิริยาบถเพื่อระงับเวทนา นั่งสมาธินานมันเมื่อย ก็ต้องออกเดินจงกรมระงับความเมื่อยขบ ถ้าเดินจงกรมมากมันเหนื่อยก็หยุดเดินเปลี่ยนเป็นนั่งอย่างเดิม ถ้านั่งมากมันเหนื่อยก็ให้นอนทำสมาธิหรือยืนนิ่ง ๆ ทำสมาธิ การนอนทำสมาธินั้น ให้นอนในท่าสีหไสยาสน์ อย่านอนในท่าอื่นเป็นอันขาด "

    "การเดินจงกรมหรือนั่งสมาธิภาวนาก็คือ การกลั่นกรองหาสิ่งเป็นสาระคุณในตัวเราเพื่อเอาชนะกิเลสตัณหาอวิชชาตามที่พระพุทธเจ้าและครูอาจารย์ท่านสอนไว้ แต่ในขณะเดียวกัน ก็อย่าหักโหมร่างกายตัวเองจนเกินไป ให้ปฏิบัติในสายกลาง ๆ เพื่อความเหมาะสมของธาตุขันธ์ร่างกายของตนเอง ที่จำเป็นต้องใช้งานประจำ ถ้าหักโหมมากธาตุขันธ์ร่างกายเจ็บป่วยพิกลพิการไป สุดท้ายก็ไม่บรรลุถึงจุดหมายปลายทางที่ตั้งใจไว้"

    หลวงพ่อกล่าวสรุปในที่สุด สามเณรก้มกราบหลวงพ่อ ผู้ลึกลับด้วยความเคารพเลื่อมใสศรัทธา ที่ท่านได้มีเมตตาอบรมสั่งสอน แนะแนวทางปฏิบัติให้ ท่านให้ศีลให้พรพอสมควรแล้วก็ลาจากไป

    นึกแล้วก็เป็นเรื่องประหลาด สามเณรมาบำเพ็ญกรรมฐานในป่า ชาวบ้านได้กล่าวเตือนให้ระวังเสือสมิงจะขบกิน เป็นเสืออาคมอันเกิดจากตุ๊เจ้ารูปหนึ่งร้อนวิชาไสยศาสตร์แปลงกายเป็นเสือ ครั้นเมื่อเข้ามาอยู่ในป่าก็เจอเสือจริง ๆ เสือทำท่าจะขบกินแต่แล้วมันก็วิ่งหนี เมื่อตามรอยตีนมันมาก็พบเข้ากับพระธุดงค์รูปหนึ่ง จะเป็นไปได้ไหมว่า หลวงพ่อแปลกหน้าที่เจอนี้คือตุ๊เจ้าเสือสมิง ถ้าใช่จริง ๆ ทำไมไม่ขบกินสามเณร

    เสือใช่ไหม
    เรื่องนี้ ครูบาธรรมชัยได้เล่าในภายหลังต่อมาหลายปีว่า ธรรมชาติของเสือนั้น เป็นสัตว์กินเนื้อที่ดุร้าย เมื่อมันเข้ามาหาคนเราหรือเจอกับมันโดยบังเอิญอย่างจังหน้า ธรรมชาติของเสือจะต้องกระโจนเข้าทำร้ายคนทันที เหตุที่เสือไม่ทำร้ายพระธุดงค์กรรมฐานนั้น เข้าใจว่ามีสาเหตุอยู่ 3 ประการ

    1. เทพยดาอารักษ์ในป่าดลบันดาลใจเสือให้เข้ามาทดสอบกำลังใจของพระธุดงค์ ไม่ได้มีเจตนาจะให้มาทำร้าย
    2. เทพยดานิรมิตร่างกลายเป็นเสือมาทดสอบกำลังใจ เพราะเทพยดาย่อมจะมีฤทธิ์สามารถจำแลงแปลงกายเป็นสัตว์ต่าง ๆ ได้ แปลงกายเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ได้แปลงกายเป็นปีศาจหลอกหลอนก็ได้
    3. เสือจริง ๆ ได้กลิ่นพระธุดงค์ ตรงเข้ามาเพื่อจะขบกัดกินเป็นอาหาร โดยที่เทพยดาไม่เกี่ยวข้องด้วยเลย แต่ครั้นเมื่อเสือเข้ามาใกล้พระธุดงค์แล้ว ก็กระทบเข้ากับกระแสจิตอันแรงกล้าของพระธุดงค์ เป็นกระแสเมตตาอันชุ่มเย็นอย่างประหลาดล้ำทรงอำนาจลี้ลับได้ทำให้หัวใจของเสือคลายความดุร้ายลงเกิดความรู้สึกเป็นมิตรสนิทใจ ดุจเดียวกันกับเสือที่มนุษย์นำมาเลี้ยงไว้ในครอบครัวตั้งแต่ตัวเล็ก ๆ จนเติบโตใหญ่ เสือตัวนั้นย่อมจะรักใคร่เจ้าของ ๆ มันไม่คิดอยากจะกัดกินหรือเห็นเป็นศัตรูเลย

    ธมมชโย
    สามเณรกองแก้ว (ครูบาธรรมชัย) บำเพ็ญกรรมฐานอยู่ในป่าห้วยน้ำดิบสามเดือน จึงได้กลับมาอยู่วัด ได้เข้าเรียนนักธรรมกับพระภิกษุแดง วัดพระยืน ต่อมาเมื่ออายุ 19 ก็สอบนักธรรมตรีได้และได้เรียนนักธรรมโทที่วัดมหาวัน สอบนักธรรมโทได้เมื่ออายุ 20 ปี ในปีนี้เอง ท่านได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ได้นามฉายาว่า "ธมมชโย" ณ พัทธสีมาวัด หนองหล่ม ตำบลป่าสัก อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน ตรงกับวันเสาร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ.2475 หรือเดือน 5 เหนือ ขึ้น 3 ค่ำ ปีวอก จัตวาศก ทางเหนือเรียกว่า ปีเต่าสัน ร.ศ.151 จุลศักราช 1294 เวลา 08.10 น. เจ้าอธิการคำมูล ธมมวงฺโส วัดแม่สารบ้านตอง เป็นพระอุปัชฌาย์ พระชยเสนาวัดบ้านหลุก เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระคัมภีร์ปัญญา วัดปงสนุก เป็นพระอนุสาวนาจารย์

    เมื่ออุปสมบทแล้วมาจำพรรษาอยู่ที่วัดสันป่าสักบ้านเกิด พระปินตาได้สึกออกไป พระอินหวันเป็นเจ้าอาวาส ครูบากองแก้ว ธมมชโย จึงได้รับแต่ตั้งให้เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสแทนพระปินตา ต่อมาท่านได้เป็นครูสอนนักธรรมที่สำนักวัดสันป่าสักและวัดน้ำพุ ตำบลเดียวกัน และสอนโรงเรียนประชาบาลด้วย สอนอยู่เป็นเวลาถึง 6 ปี ในระหว่างที่สอนอยู่นี้ เมื่อมีเวลาว่างก็ได้เดินทางไปนมัสการครูบาเจ้าศรีวิชัยที่กำลังมีชื่อเสียงโด่งดังอยู่ในสมัยนั้น ได้ฝากตัวเป็นลูกศิษย์ครูบาเจ้าศรีวิชัย และหมั่นไปมาหาท่านอยู่เสมอด้วยความเคารพเลื่อมใสบูชาเป็นปรมาจารย์

    วัดอินทะขิลใหม่
    พ.ศ.2481 คณะศรัทธาหมู่บ้านสันป่าตอง วัดอินทะขิลใหม่ ตำบลอินทะขิล อำเภอแม่แตงเชียงใหม่มีพ่ออุ้ยแก้ว ทิพเดโช เป็นหัวหน้า ได้พากันเดินทางมาอาราธนานิมนต์ครูบาธรรมชัยไปเป็นเจ้าอาวาส เพื่อให้ท่านพัฒนาปฏิสังขรณ์วัดที่เก่าแก่ทรุดโทรมและโปรดศรัทธาชาวบ้าน ครูบาธรรมชัยรับนิมนต์ออกเดินทางไปเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2481 ท่านได้บูรณะปลูกสร้างเสนาสนะเครื่องใช้ วัดอินทะขิลใหม่จนเจริญรุ่งเรืองตลอดมาไม่หยุดหย่อนเป็นเวลาถึง 9 ปี ได้อบรมสั่งสอนศิษย์ให้บวชเรียนเป็นสามเณรและพระภิกษุเป็นจำนวนมาก เป็นที่เลื่องลือไปทั่วภาคเหนือว่า ท่านเป็นพระนักสร้าง นักพัฒนาวัดวาอาราม สมแล้วที่เป็นศิษย์ครูบาเจ้าศรีวิชัย ทำให้วัดอินทะขิลซึ่งเป็นเพียงอาราม หรือ สำนักสงฆ์เล็ก ๆ กลายเป็นวัดใหญ่โตสวยงาม ในระหว่างที่ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดอินทะขิลใหม่ 9 ปีนี้เมื่อว่างจากพัฒนาวัด และอบรมลูกศิษย์พระเณร ท่านจะออกเดินทางไปนมัสการครูบาเจ้าศรีวิชัยอยู่เสมอ และเสาะแสวงหาครูบาอาจารย์เจ้าสำนักต่าง ๆ ที่เก่ง ๆ เพื่อขอศึกษากรรมฐานและวิทยาคม ในขณะเดียวกันก็ศึกษาค้นคว้าตำหรับตำรายาสมุนไพร แพทย์ศาสตร์แผนโบราณไปด้วย ทำให้ท่านเป็นผู้เรื่องวิทยาคม มีฌานสมาธิแก่กล้าและเชี่ยวชาญทางแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์เป็นที่เคารพศรัทธาเลื่อมใสทั่วไปในสมัยนั้น พ.ศ.2490 ปลายปี ท่านได้อำลาจากวัดอินทะขิลใหม่ และคณะศรัทธาญาติโยมชาวบ้าน หลังจากที่ได้สร้างความเจริญให้วัดมาเป็นเวลานานถึง 9 ปี เพื่อจะออกป่าจาริกธุดงคกรรมฐานใฝ่หาความสงบวิเวก บำเพ็ญธรรมให้สมความตั้งใจเสียที คณะศิษย์และญาติโยมชาวบ้านมีความรักและอาลัยไม่อยากจะให้ท่านจากวัดไป แต่เมื่อท่านได้ชี้แจงให้ทราบถึงความจำเป็นที่จะต้องบำเพ็ญธรรมปฏิบัติ คณะศิษย์และญาติโยมก็ต้องตัดใจให้ท่านไปทั้ง ๆ ที่อาลัยเสียดายยิ่งนัก

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระผงจันทร์ลอยผสมเกศาครูบาธรรมชัย ปี ๒๕๒๗

    องค์นี้เกศาเยอะครับแม้องค์พระจะมีรอยลาน

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260113_143527.jpg IMG_20260113_143545.jpg
     
  5. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,975
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1768314058429.jpg 1768314042308.jpg

    ตะกรุดลูกอมปัญจธาตุ(โลกธาตุ)

    หลวงปู่ม่วง วัดยางงาม จ.ราชบุรี
    (ท่านมรณภาพปี 2552 สิริอายุ 98 ปี 78 พรรษา)

    เนื้อดีบุก หลวงปู่ม่วงจารมือทุกดอก ร้อยไหมห้าสี บรรจุกล่องเดิมวัด

    หลวงปู่ม่วงท่านสร้างตามตำราของ หลวงปู่ใจ วัดเสด็จ ซึ่งหลวงปู่ใจ ท่านมีลูกศิษย์ที่จัดสร้างตะกรุดลูกอมโลกธาตุ 2 องค์เท่านั้น คือ หลวงปู่หยอด วัดแก้วเจริญ และหลวงปู่ม่วง วัดยางงาม สำหรับตะกรุดของหลวงปู่หยอด วัดแก้วเจริญ หายากและมีมูลค่าสูงแล้วครับ ให้ของหลวงปู่ม่วงก็ดีไม่แพ้กัน เพราะสร้างมาจากตำราเดียวกันครับ

    ตะกรุดลูกอมหัวใจโลกธาตุ หลวงปู่ใจ วัดเสด็จ นับว่าเป็นตะกรุดยอดนิยม ติดอันดับต้น ๆ ของตะกรุดเมืองไทย ซึ่งเป็นการประยุกต์ตะกรุดม้วนให้มีขนาดเล็กเทียบเท่ากับขนาดของลูกอม หัวใจโลกธาตุคือคาถาที่ลงอยู่ในตัวตะกรุด รวมกันทั้ง 3 องค์ประกอบดังกล่าว จึงมีชื่อว่า “ตะกรุดลูกอมหัวใจโลกธาตุ” จัดอยู่ในเครื่องรางชุดเล็กพกพาได้สะดวก อุปเท่ห์การใช้ แต่โบราณท่านว่ามีอิทธิฤทธิ์มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องแคล้วคลาด ก็ใช้เพื่อป้องกันภัยได้จริง

    วิธีการสร้างของตะกรุดโลกธาตุ ของหลวงปู่ใจ วัดเสด็จ ซึ่งวิชานี้มีการถ่ายทอดมายังสององค์คือ หลวงปู่หยอด วัดแก้วเจริญ และหลวงปู่ม่วงวัดยางงามนั้น

    กล่าวกันว่าผู้ที่จะเรียนวิชาการทำตะกรุดลูกอม ต้องผ่านการทดสอบอำนาจสมาธิจิตจากหลวงปู่ยิ้มทุกองค์ โดยท่านให้นั่งสมาธิเพ่งไส้เทียนให้ขาดก่อนถึงจะได้เรียนวิชานี้จากท่านได้

    วัสดุที่ใช้ทำตะกรุดโลกธาตุมักทำด้วย ทองคำ เงิน นาค และทองแดง ต้องมีน้ำหนัก 1 สลึง ขนาดยาวประมาณ 7 ใบมะขาม ลงจารครบตามตำราหัวใจโลกธาตุ หรือเรียกอีกอย่างว่า คาถาพระพุทธเจ้าเดินจงกรมในพระครรภ์มารดา คือ “อิจฉันโต จิตโต อิจฉันโต โลกธาตุมหิ อัตตะภาเวนัง นาทุยิ วาระวีสะติ สิทธังละอะ”และกลึงปิดหัวท้ายพระยันต์ดังกล่าวด้วยยันต์ใบพัดพร้อมสวดพระคาถา ม้วน แล้วรัดด้วยเส้นไหมห้าสีแท้ชุบน้ำข้าว

    ดังนั้น หลวงปู่ม่วงท่านก็สร้างตามแบบองค์อาจารย์คือหลวงปู่ใจครับ มีอานุภาพ ตะกรุดทุกดอกท่านจะจารเองเพ่งพลังอิทธิฤทธิ์ตบะบารมีลงไปอย่างเต็มที่ ป้องกันภัยอันตรายได้จริง

    เล่ากันว่าเมื่อถึงคราวจวนตัวผจญด้วยศัตรูนับร้อยพัน ให้ระลึกถึงพระรัตนตรัย คุณครูบาอาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาแล้วกลืนตะกรุดเข้าไป จะเป็นมหากำบังล่องหนหายตัว ศัตรูจะมองไม่เห็น รอจนพ้นอันตรายแล้ว ท่านให้นำดอกไม้ธูปเทียนมาอาราธนาตะกรุดออกจากตัว โดยกระทำก่อนนอน เมื่อตื่นขึ้นตะกรุดจะวางอยู่ที่หัวนอน ครูบาอาจารย์ท่านว่า หากทำสำเร็จจริง ตะกรุดนั้นจะไม่ออกเบื้องต่ำเลย (ถ่ายออก)

    ไม่ว่าจะป็นการลงอักขระหรือการม้วนตะกรุด ตะกรุดลูกอมโลกธาตุนี้ เป็นตะกรุดที่ต้องรวมธาตุทั้ง ๕ ให้เข้าหากันให้ได้ ไม่ว่าจะเป็น ธาตุดิน, ธาตุน้ำ, ธาตุลม, ธาตุไฟและ ธาตุไม้ เมื่อรวมธาตุทั้งหมดเข้ากันได้แล้วก็ต้องนำตะกรุดมาจัดวางใหม่โดยต้องภาวนาพระคาถาหนุนธาตุเข้าไปด้วยจึงจะเรียกได้ว่าเป็น"ตะกรุดโลกธาตุ"

    ตะกรุดลูกอมโลกธาตุยังเป็นตะกรุดที่พิเศษเหนือตะกรุดอื่นๆ คือสามารถคอยช่วยเสริมธาตุในร่างกายเรา คนเราทุกคนอยู่ได้ด้วยธาตุทั้ง ๕ นี้ เช่นเนื้อหนังที่เราเห็นก็คือ ธาตุดิน, น้ำเลือดในร่างกายเราก็คือธาตุน้ำ, ลมที่อยู่ในร่างกายคือธาตุลม, อารมณ์จิตวิญญาณก็เหมือนธาตุไฟ, กระดูกทุกท่อนในร่างกายคือ ธาตุไม้ ถ้าทุกอย่างในร่างกายสมดุลย์กันคนๆนั้นก็จะดีมาก ทำอะไรก็ประสบความสำเร็จทุกอย่าง ช่วยเสริมธาตุในร่างกายให้สมดุลย์กัน ผู้ที่มีตะกรุดติดตัวไว้ก็จะประสบความสำเร็จไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน, การเงิน, ความเป็นอยู่, โรคภัยไข้เจ็บ

    ถ้าเป็นบริษัทห้างร้าน อยู่ในทิศที่ไม่ดี หรือโต๊ะทำงาน อยู่ในทิศที่ไม่ดี ให้นำตะกรุดแขวนไว้หน้าร้าน หรือหน้าบ้าน หรือใส่ลิ้นชักโตะทำงาน ก็จะกลับร้ายเป็นดีได้

    เรื่องดังกล่าวนี้มีผู้เคยทดลองมาแล้ว เป็นจริงสมคำที่กล่าวไว้ทุกประการ วัตถุมงคลต่างๆของหลวงปู่ม่วงที่ลูกศิษย์ได้นำไปบูชานั้น ลูกศิษย์ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า โดดเด่นด้านเมตตามหานิยม และแคล้วคลาด อยู่ยงคงกระพัน เคยมีผู้ที่มีประสบเหตุการณ์รอดตายจากอุบัติเหตุ รอดพ้นภยันตรายต่างๆ แคล้วคลาดไม่ได้รับบาดเจ็บมาหลายคน ทำให้เหล่าลูกศิษย์ต่างเชื่อมั่นถึงความศักดิ์สิทธิ์ของวัตุมงคลของหลวงปู่ม่วง ที่คอยคุ้มครองปกปักรักษาให้ทุกคนปลอดภัย เสียงร่ำลือจากปากสู่ปากนี่เองทำให้ประชาชนชาวจังหวัดราชบุรี และประชาชนทั่วประเทศ มุ่งหน้าเดินทางมาที่วัดยางงาม เพื่อขอพร และให้หลวงปู่ม่วง เสกเป่ากระหม่อม เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตตนเอง และครอบครัว

    สำหรับหลวงปู่ม่วงนั้น ท่านพระอาจารย์บ๊ะ วัดโพธิ์ลังกา ที่อินทร์บุรี ท่านบอกว่าเก่งและดังเงียบ ท่านบอกว่าของหลวงปู่ม่วงโคตรดีไปหาเก็บได้ทุกรุ่น สรีระของหลวงปู่ม่วงไม่เน่าเปื่อยแข็งดั่งหินบ่งบอกถึงคุณธรรมของท่านได้เป็นอย่างดี

    ขนาดยาว 1 ซม. เนื้อดีบุก ตอกโค้ด วยง. ร้อยไหมห้าสี ตำราหลวงพ่อหยอด เสริมพลังพุทธคุณยิ่งขึ้นไปอีก จัดเป็นของดีอีกรุ่นของหลวงปู่ม่วงที่หายากทีเดียวครับ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ตะกรุดลูกอมโลกธาตุ

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    (ปิดรายการ)

    IMG_20260113_210928.jpg IMG_20260113_211116.jpg IMG_20260113_211201.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 13 มกราคม 2026 at 21:19
  6. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,975
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1768325485874.jpg 4-wm (4).jpg get_auc3_img (41).jpeg get_auc3_img (40).jpeg

    พระผงจันทร์ลอยหลังพลอย หลวงปู่ทิม รุ่นบารมีอิสริโก วัดแม่น้ำคู้เก่าปี ๒๕๕๔
    หลวงพ่อสาคร หลวงพ่อสิน อธิฐานจิต ที่ระลึกในการสร้างศาลาการเปรียญ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๔ จ.ระยอง ( ด้านหลังฝังพลอยเสกหลวงปู่ทิม) พระผงพิมพ์จันทร์ลอย รูปหลวงปู่ทิมครึ่งองค์ โดยใช้มวลสารเก่าของหลวงปู่ทิม ที่มีเหลืออยู่ที่วัดแม่น้ำคู้เก่า และได้รับมวลสารเพิ่มเติมจาก หลวงพ่อสาคร

    พระผงจันทร์ลอยหลังพลอย หลวงปู่ทิม รุ่นบารมีอิสริโก วัดแม่น้ำคู้เก่า หมายเลข ๑๙๒ ปี ๒๕๕๔

    หลวงพ่อสาคร หลวงพ่อสิน อธิฐานจิต ที่ระลึกในการสร้างศาลาการเปรียญ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๔ จ.ระยอง ( ด้านหลังฝังพลอยเสกหลวงปู่ทิม) พระผงพิมพ์จันทร์ลอย รูปหลวงปู่ทิมครึ่งองค์ โดยใช้มวลสารเก่าของหลวงปู่ทิม ที่มีเหลืออยู่ที่วัดแม่น้ำคู้เก่า และได้รับมวลสารเพิ่มเติมจาก หลวงพ่อสาคร

    รายนามพระเกจิที่ได้อาราธนามาพุทธาพิเษก
    1. พระราชสิธนายก (หลวงพ่อสมอิง โชติกโร) วัดเนินพระระยอง
    2. พระครูสุภัททาจารคุณ (หลวงพ่อสิน) วัดละหารใหญ่ จ.ระยอง
    3. พระครูวิจิตรธรรมาภิรัต (หลวงพ่อเชย) วัดละหารไร่ จ.ระยอง
    4. พระครูโอภาสบุญวัฒน์ (หลวงพ่อแจ่ม) วัดเขาสำเภาทอง จ.ระยอง
    5. พระครูโสภิตธรรมสาร (หลวงพ่อชู) วัดทับมา จ.ระยอง
    6. พระครูมนูญธรรมวัตร (หลวงพ่อสาคร) วัดหนองกรับ จ.ระยอง (ปลุกเสกวันที่ 3, 4, 5, รวม3 วัน ที่หอยันต์วัดหนองกรับ)
    7. หลวงพ่อจาย สกฺโก วัดกระแสคูหาสวรรค์ จ.ระยอง
    8. หลวงพ่อสมคิด นนฺทิโย วัดบึงตาต้า จ.ระยอง
    9. พระมงคลวรากร (หลวงปู่ชาญ) วัดบางบ่อ จ.สมุทรปราการ
    10.พระมงคลสิทธิคุณ (หลวงพ่อฟู) วัดบางสมัคร จ.ฉะเชิงเทรา
    11. หลวงพ่อนัส วัดอ่าวใหญ่ จ.ตราด
    12.หลวงพ่อพระมหาสุรศักดิ์ วัดประดู่พระอารามหลวง จ.สมุทรสงคราม
    13.พระอาจารย์ติ๋ว วัดมณีชลขันธ์ จ.ลพบุรี
    14.หลวงพ่อชำนาญ วัดบางกุฏีทอง จ.ปทุมธานี
    15.หลวงพ่อเจริญ วัดจันเสน นครสววรค์
    16.หลวงปู่ปัญญา วัดหนองผักหนาม ชลบุรี
    ดูขัอมูลการสร้างได้ครับ มีหลักฐานออาไลน์ ในสมัยนั้น
    https://www2.g-pra.com/webboard/show.php?Category=general_talk&No=246951

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระผงจันทร์ลอยหลวงปู่ทิมวัดแม่น้ำคู้เก่าระยององค์นี้มีพลอยเสกสรรค์เด่นชัด 2 เม็ด เจตนาดี มวลสารดี

    ได้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260114_002643.jpg IMG_20260114_002714.jpg IMG_20260114_003457.jpg
     
  7. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,975
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1768316494570.jpg

    พระผงพิมพ์หลวงปู่โลกอุดร วัดคลองช่องแค
    จังหวัดนครสวรรค์ ปี๒๕๓๖ จัดสร้างและอธิษฐานจิต
    โดย ปู่โทน หลำแพร ฆราวาสจอมขมังเวทย์ศิษย์หลวงปู่
    เทพโลกอุดรโดยใช้มวลสารเก่าที่ทันยุคของหลวงพ่อพรหม วัดช่องแค ท่านอธิษฐานจิตปลุกเสกเอาไว้นำมาจัดสร้างปู่โทน หลำแพร ฆราวาสศิษย์เอกผู้สืบทอดวิชาอาคมสายในดงจากหลวงปู่บรมครูพระครูเทพโลกอุดร ปู่โทน ท่านเป็นชาวบ้านโพธิไทร อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี เมื่อสมัยยังเป็นหนุ่มน้อยได้บวชเป็นสามเณรอยู่ ๓ พรรษา

    และอุปสมบทเป็นพระภิกษุต่ออีก ๒ พรรษาขณะ
    ที่บวชเรียนอยู่นั้นปู่โทนก็สนใจในวิชาวิปัสสนากรรมฐานได้เคย ศึกษาและปฏิบัติ จากพระอาจารย์ผู้
    มีความรู้ทางด้านนี้หลายรูปต่อมาแม้เมื่อได้ลาสิกขา
    ออกมาครองเพศฆราวาสแล้วปู่โทนผู้นี้ก็ยังสนใจในวิชาวิปัสสนากรรมฐานอยู่ พยายามหาโอกาสออกแสวงหาสถานที่ วิเวกเพื่อบำเพ็ญธรรมอยู่เสมอขณะที่ท่านมีอายุได้ ประมาณ ๓๐ ปี ครั้งหนึ่งก็ได้ออกไปแสวงหาสถาน
    ที่วิเวกเพื่อบำเพ็ญ และในที่สุดก็ได้พบกับสถานที่ที่ต้องการแห่งหนึ่ง คือ ในถ้ำพระ ซึ่งอยู่หลังเขาช่องแค อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ คืนหนึ่งขณะที่ท่านนั่งสมาธิอยู่ พอจิตได้อารมณ์เป็นสมาธิแน่วนิ่งแล้วก็ บังเกิด

    ความประหลาดขึ้นโดยมีพระภิกษุรูปหนึ่งได้ ปรากฏ
    ให้เห็นในนิมิต ตามคำบอกเล่าของปู่โทนบอกว่า พระภิกษุรูปนั้น มีลักษณะเหมือนคนโบราณ แต่ผิวพรรณผ่องใส มีสง่าราศีน่าเคารพนับถือ ดูจากรูปร่างภายนอกแล้วเห็นว่ายังหนุ่มแน่นแต่ศีรษะมีหงอกขาว โพลนครั้นได้เห็นพระภิกษุรูปนั้นปู่โทนก็เข้าใจว่า คงจะเป็นพระอาจารย์ทางวิปัสสนากรรมฐานผู้มีญาณวิเศษ สามารถถอดจิตมาสนทนากันได้ในนิมิต และการมาของท่าน
    ก็คงจะมาเพื่อสนทนาธรรมหรือช่วยชี้แนะข้อธรรมกรรมฐานที่ท่านติดขัดอยู่ ปู่โทนจึงได้เรียกถามท่านไป ในนิมิตว่า พระคุณเจ้าเป็นใครพระภิกษุหนุ่มผู้มีสง่าราศีน่าศรัทธายิ่งรูปนั้น ก็ตอบให้ทราบว่าท่านคือหลวงปู่เทพโลกอุดรเป็นพระธุดงค์อาศัยอยู่ตามป่าเขาลำเนาถ้ำเป็นวัตรที่มานี่ก็เพื่อต้องการจะมาชี้แนะธรรมปฏิบัติบางอย่าง เพราะเห็นว่าอุบาสกโทนยังปฏิบัติไม่ถูกต้องปู่โทนได้ทราบอย่างนั้นก็ปลื้มปิติยิ่งนัก ที่จะได้มีพระอาจารย์ผู้มีความรอบรู้มีคุณวิเศษเลิศล้ำ มาเมตตาชี้แนะข้อธรรมให้ ซึ่งบัดนั้นปู่โทนไม่ได้ทราบว่า หลวงปู่เทพโลกอุดร ที่

    ว่านั้นเป็นใครมาจากไหน เพราะว่า ท่านไม่เคยได้
    พบเจอ หรือได้ยินได้ทราบกิตติศัพท์มาก่อนว่า ท่านผู้นี้อยู่ที่ไหนแต่ปู่โทนก็ยินดีที่จะน้อมรับคำแนะนำเรื่องการวิปัสสนาจากพระภิกษุผู้มา อย่างแปลกประหลาดรูปนี้ หลังจากนั้นหลวงปู่เทพโลกอุดรก็เมตตาชี้แนะวิธีทำกรรมฐานให้กับปู่โทนอธิบายจนปู่โทนเข้าใจดีแล้ว ก็หายวับไปปู่โทนกลับคืนอารมณ์ปกติ แต่ก็ยังจำเหตุการณ์นั้นได้ติดตา และยังปลื้มปิติไม่หาย ปู่โทนได้คำแนะนำนั้นมาปฏิบัติจนเห็นผลในเวลาไม่นานครั้นบำเพ็ญธรรม กรรมฐานอยู่ที่นั่นพอสมควรแล้วปู่โทนก็กลับมายังบ้าน เพื่อประกอบสัมมาอาชีพเลี้ยงครอบครัวต่อไป แต่แม้ว่าปู่จะกลับมาอยู่บ้าน แต่ก็ไม่เลิกทำกรรมฐานเสียเลย ยังคงบำเพ็ญอยู่อย่างสม่ำเสมอ แต่ก็น้อยกว่าเวลาไปบำเพ็ญในที่วิเวกตามป่าเขาลำเนาถ้ำเท่านั้นเองและหลังจากนั้นปู่โทนก็ได้หาโอกาสไปบำเพ็ญธรรม

    ที่ถ้ำพระนั้นอีกและก็ได้พบพระอาจารย์ในนิมิต
    ที่ท่านรู้จักในนาม หลวงปู่เทพโลกอุดรมา คอยชี้แนะข้อธรรมะให้อีก และสอนในระดับสูงขึ้น ๆ ปู่โทนไปอยู่ศึกษาวิปัสสนากรรมฐานกับพระอาจารย์ในนิมิตที่นั่นอยู่เป็นนานพอสมควร จนกระทั่งวันหนึ่ง พระอาจารย์หลวงปู่เทพโลกอุดรก็ได้บอกให้กับศิษย์คือ ปู่โทนถอดจิตออกจากสมาธิแล้วลืมตาขึ้นบัดนั้นเอง ปู่โทน ศิษย์ผู้ที่เคยแต่ได้เห็นอาจารย์แต่เพียงในนิมิต ก็ได้เห็นพระอาจารย์

    หลวงปู่เทพโลกอุดรด้วยตาเนื้อจริงๆ เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนักเพราะว่ารูปร่างลักษณะของพระอาจารย์หลวงปู่เทพโลกอุดร ที่ศิษย์ปู่โทนได้เห็นด้วยตาเปล่าในขณะนั้นเหมือนกับที่ได้เห็นในนิมิตอย่างไม่ผิดเพี้ยนเลย
    เพราะเหตุนี้เอง ในเวลาต่อมาปู่โทนจึงเชื่อว่า หลวงปู่เทพโลกอุดรนั้นท่านยังไม่ได้มรณภาพ ท่านยังมีชีวิตอยู่ แต่ท่านอยู่ในที่ของท่านและท่านไม่ค่อยจะปรากฏให้ใครได้เห็นง่าย ๆ คนที่จะได้เห็นท่านนั้น จะต้องเป็นผู้ที่มีบุญวาสนา หรือเคยบุญเกี่ยวข้องกันมาแต่ชาติปางก่อน ตั้งแต่นั้นมาการเรียนการสอนจึงได้ดำเนินมาทั้งในนิมิต และภาพจริง ๆ วิชาความรู้ที่หลวงปู่เทพโลกอุดรได้ถ่ายทอดให้กับศิษย์ ปู่โทน หลำแพร ในตอนนั้น นอกจากจะเป็นวิชาเกี่ยวกับการนั่งวิปัสสนากรรมฐานแล้ว ท่านยังได้สอนในเรื่องเวทมนตร์คาถา เพราะท่านสามารถกำหนดจิตทราบได้ว่า ปู่โทนต้องการจะเด่นใน

    ทางทรงฤทธิ์เดชและนอกจากนั้นแล้วท่านยังได้สอน
    วิชาแพทย์แผนโบราณการใช้ยาสมุนไพรต่างๆ ประกอบยาให้ด้วยซึ่งในเวลาต่อมาปู่โทนก็ได้ใช้วิชาความรู้เหล่านี้มาช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ให้รอดพ้นจากการถูกทรมานด้วยโรคร้าย และนอกจากนั้นแล้ว ท่านยังได้เป็นผู้เชี่ยวชาญและแนะนำการวิปัสสนากรรมฐานให้แก่บุคคลทั่วไป ถือได้ว่า ท่านเป็นวิปัสสนาจารย์ที่เป็นฆราวาสผู้มีความรอบรู้คนหนึ่งเมื่อครั้งที่อยู่ศึกษาวิชาต่าง ๆ กับหลวงปู่เทพโลกอุดรนั่น ปู่โทนได้เปิดเผยถึงประสบการณ์ ที่ท่านประทับใจมากอย่างหนึ่ง ว่าเป็นเหตุการณ์ที่แปลกประหลาดเป็นยิ่งนัก เรื่องที่ว่านี้ ก็คือ เรื่องที่หลวงปู่เทพโลกอุดร ได้เคยพาศิษย์ คือ ปู่โทนไปท่องป่าหิมพานต์

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ


    พระผงรูปเหมือนหลวงปู่เทพโลกอุดรวัดคลองช่องแค สภาพไม่สวย ผ่านการอันเชิญบารมีอธิษฐานจิตจากศิษย์หลวงปู่เทพโลกอุดรโดยตรง

    ให้บูชา 120 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260113_220026.jpg IMG_20260113_220041.jpg
     
  8. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,975
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1768325485874.jpg paragraph_1_312.jpg FB_IMG_1768394219822.jpg

    พระผงรูปเหมือนสมเด็จพระพุฒาจารย์โตฯ วัดอุดมธัมมรังษี ปี ๒๕๑๖ หลวงพ่อเกษม เขมโก และ หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ อธิฐานจิตปลุกเสกให้ด้วย

    พระผงรูปเหมือนสมเด็จโต วัดระฆัง ออกวัดอุดมธัมมรังษี ปี ๒๕๑๖ พิธีใหญ่ หลวงปู่คำแสน วัดดอนมูล เชียงใหม่ เมตตาปลุกเสกให้ตลอดไตรมาส ๒๕๑๖ และยังได้นำไปให้หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ , หลวงพ่อเกษม สุสานไตรลักษณ์ อธิฐานจิตปลุกเสกให้ด้วย ( หลวงปู่ทิม ปลุกเสก เเละมีลงหนังสือหลวงปู่ทิม )

    ด้านหลังเป็นยันต์หัวใจพระพุทธเจ้า ๑๖ พระองค์อ่านบาลีได้ว่า นะ มะ นะ อะ นอ กอ นะ กะ กอ ออ นอ อะ นะ อะ กะ อัง ผู้ใดสวดหรือภาวนาหรือมีพระยันต์นี้ย่อมไม่ตกอบายภูมิและอยู่สูงกว่าคนทั่วไปมีพุทธคุณ ๑๐๘ พันประการ ครอบจักรวาลแล้วแต่ผู้ใช้อธิษฐาน

    จัดเป็นพระดี ปีลึก หายาก พิธีเข้มขลัง หลวงพ่อเกษม อธิฐานจิตปลุกเสกให้เต็มกำลัง

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 800 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ


    IMG_20260114_191838.jpg IMG_20260114_191900.jpg
     
  9. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,975
    ค่าพลัง:
    +21,459
    268_1235137618.jpg_112.jpg


    สังเขปประวัติ องค์หลวงปู่ลี กุสลธโร
    วัดป่าภูผาแดง ต.หนองอ้อ อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี
    .
    องค์หลวงปู่ลี กุสลธโร นามเดิมขององค์ท่านชื่อ ลี ทองคำ ภายหลังได้เปลี่ยนมาใช้นามสกุลชาลีเชียงพิณ ตามบิดาบุญธรรม ท่านเกิดเมื่อวันจันทร์ที่ ๕ กันยายน ๒๔๖๕ ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ปีจอ ซึ่งวันจะไม่ตรงกับในทะเบียนบ้านและหนังสือสุทธิ (ในหนังสือสุทธิเป็นวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๔๖๕ ในทะเบียนบ้านเป็นวันที่ ๔ กันยายน ๒๔๖๕ ) องค์ท่านเมตตาเล่าให้ลูกศิษย์ฟังว่า ท่านเกิดในวันบุญข้าวสาก (บุญเดือนสิบ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐) และเพื่อให้ง่ายต่อการจดจำ ท่านจึงให้ถือวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันเกิดองค์ท่าน
    .
    ท่านเกิดที่บ้านเก่า ตำบลบ้านเก่า อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย เป็นบุตรของนายอูด ทองคำ และนางโพธิ์ ชาลีเชียงพิณ (ภายหลังท่านย้ายมาอยู่กับบิดาใหม่ชื่อนายบุ่น ชาลีเชียงพิณ ท่านจึงเปลี่ยนมาใช้นามสกุลบิดาบุญธรรมของท่าน) มีพี่น้องร่วมอุทร ๙ คน ชาย ๔ คน หญิง ๕ คน ท่านเล่าชีวิตในวัยเด็กว่า สมัยเป็นเด็กพ่อแม่ก็พาทำบุญเหมือนกับชาวบ้านทั่ว ๆ ไป อายุได้ ๑๒ ปี เรียนจบชั้น ป. ๓ พออายุ ๒๐ กว่าปีก็ได้แต่งงานกับนางสาวชาตรี ยอดคีรี ภรรยาตั้งท้องแล้วคลอดลูกออกมาตาย ท่านได้เกิดความสลดใจเป็นยิ่งนัก ท่านเล่าว่า การแต่งงานก็มิได้แต่งกันด้วยความรัก แต่งงานกันตามประเพณีที่พ่อแม่บอกให้แต่งเท่านั้น ท่านเองไม่เคยมีคนที่รัก และยังไม่เคยรักหญิงใดเลย ท่านอยู่กินกับภรรยาได้ ๒ ปี ๖ เดือน จึงขอออกบวช เพราะได้ฟังธรรมจากพระกรรมฐานที่เป็นศิษย์ของท่านอาจารย์มั่น ที่เดินธุดงค์มาพักยังป่าแถบหมู่บ้านของท่านเก่งนักในการพิจารณาอสุภะกรรมฐาน พิจารณาเมื่อไหร่ ก็ได้เรื่องได้ราวเมื่อนั้น เห็นผลเป็นที่ประจักษ์เป็นอุปนิสัยดั้งเดิมของท่าน
    ..
    #อุปสมบท
    ท่านบวชพระเมื่อครั้งงานเผาศพหลวงปู่พระครูวินัยธรมั่น ภูริทตฺโตและเมื่ออุปสมบทได้ฉายานามว่า “กุสลธโร” แปลว่า “ผู้ทรงไว้ซึ่งความฉลาด” เป็นลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิด พระธรรมวิสุทธิมงคล (บัว ญาณสมฺปนฺโน)
    หลวงปู่ลี อุปสมบทที่วัดศรีโพนเมือง ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร เมือวันที่ ๓๐ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๓ เวลา ๑๖.๑๒ น. โดยมีพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์อ่อน ญาณสิริ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้ฉายานามว่า กุสลธโร แปลว่า “ผู้ทรงไว้ซึ่งความฉลาด”
    .
    ท่านเล่าการภาวนาในพรรษาแรกว่า “ภาวนาบริกรรม พุทโธ ๆ ๆ เกิดแสงสว่างวาบฉายเข้ามาเห็นภรรยาเดินเข้ามาหา มาได้ระยะห่างประมาณวากว่าๆ จึงล้มลง ร่างกายแรกกระจุยเป็นผุยผง แม้แต่กระดูกก็มองไม่เห็น กลายเป็นดินเป็นหญ้า เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา สัญญาความจำได้หมายรู้ในรูปนาม ไม่ยึดไม่ติด การภาวนาจะเป็นแบบนี้ได้ต้องเกิดแสงสว่างก่อน จากนั้นการออกพิจารณาทางด้านปัญญาไหลคล่องตัวเหมือนสายน้ำตกจากที่สูงลงที่ต่ำไม่มีติดขัด
    .
    หลวงปู่ลี ท่านนั้นติดสอยห้อยตามหลวงตามหาบัวตลอดมา แม้หลวงตาจะหนีออกวิเวกไปทางไหน หรือจะดุจะว่าจะไล่ให้หนีไปอย่างไรหลวงปู่ลีก็อดทนติดตามไปทุกหนทุกแห่งไม่เลิกไม่ราไม่ท้อถอย หวังให้ท่านช่วยอบรมสั่งสอนให้ สุดท้ายหลวงตาก็ยอมรับเป็นศิษย์ ปีพุทธศักราช ๒๔๙๔ ได้ติดตามหลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ไปจำพรรษาที่เสนาสนะป่าห้วยทราย อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร ต่อจากนั้นท่านได้ติดตามหลวงตาไปจำพรรษายังจังหวัดจันทบุรี และย้อนกลับมาจำพรรษาที่วัดป่าบ้านตาด อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี
    .
    ในสมัยที่หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท พักอาพาธที่วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม จังหวัดปทุมธานี หลวงปู่ลีมักจะมาเยี่ยมเยียนเสมอ และองค์หลวงปู่เจี๊ยะท่านก็ชื่นชมรักใคร่หลวงปู่ลีเป็นอย่างมากเช่นกัน ท่านทั้งสองจึงเป็นสหธรรมิกที่สนิทสนมกันมาก
    .
    ท่านได้แสวงหาสถานที่เที่ยววิเวกด้วยการออกเที่ยวธุดงค์ไปยังสถานที่ต่างๆ มากมาย เช่น ภูวัว ถ้ำจันทร์ จังหวัดหนองคาย และป่าแถวสกลนคร และจังหวัดเลย เป็นต้น ท่านสามารถภาวนาพิจารณาอสุภะและสุภะกรรมฐาน ตั้งเป็นภาพปฏิภาคนิมิตขึ้นแล้วเพ่งกระแสจิตทำลายเผาผลาญกิเลสได้ตั้งแต่สมัยยังเป็น ฆราวาส เมื่อบวชได้เพียง ๑๑ วัน ท่านตั้งใจภาวนาไม่ลดลาความพากเพียร ได้นิมิตว่า “ตนเองเดินทางเข้าไปในป่ากว้าง ผ่านห้วยหนองคลองบึง มีขอนไม้ชาติยาวใหญ่ดำสุดสายตา จึงเดินปีนขึ้นไปไต่ตามขอนนั้นไปเรื่อยๆ พอสุดปลายขอนไม้ชาตินั้น พลันเจอป่าอันรกชัฏมีขวากหนามรกรุงรัง จะหันหลังกลับก็ไม่ได้ จึงต้องพยายามแหวกคมหนามมุดมอดบุกผ่าเข้าไปให้ผ่านป่าอันแสนจะข้ามยากนั้น เมื่อผ่านมาได้ด้วยความยากลำบาก เจอทุ่งโล่งอันเวิ้งว้างมีหอพระไตรปิฎกอันวิจิตรตระการตาตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ จึงก้าวเดินขึ้นไป เห็นห้องหอประตูตู้ กำลังจะเดินเข้าไปเปิด แต่ยังไม่ทันได้เปิด แต่ได้เข้าไปถึง จิตก็ถอนออกจากนิมิตนั้น”
    .
    ท่านสิ้นกิเลสพรรษาที่ ๑๑ ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ เวลาตีสอง ตรงกับวันพุธที่ ๕ ตุลาคม ปีพุทธศักราช ๒๕๐๓ ที่วัดบ้านกกกอก อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ท่านเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า ...คืนนั้นฝนตกทั้งคืน ท่านเพลิดเพลินในการภาวนา ธรรม คือ สติ สมาธิ และปัญญา หลั่งไหลเหมือนสายน้ำ จิตเต็มอิ่มในธรรม เดินจงกรมคล้ายกับว่าเท้าไม่ได้เหยียบพื้นดิน นั่งภาวนาคล้าย กับว่าตัวลอยอยู่เหนือพื้น ทำสมาธิทั้งคืนไม่นอน ไม่พักผ่อน ในขณะที่พิจารณาเข้าด้ายเข้าเข็มธรรมขั้นสุดท้าย เสียงเทวดาไชโยโห่ร้องก้องทิวเขาพนา เสียงฆ้องทิพย์ดังกระหึ่มมาเป็นระยะๆ สลับกับเสียงเทวดาไชโยแว่วมาแต่ไกล เสียงสาธุการปานว่าโลกธาตุทั้งมวลหวั่นไหว น้ำตาร่วงอัศจรรย์เกินที่จำมาเล่าได้ คืนนั้นเสวยวิมุตติสุขสุดที่จะพรรณนา ต่อมาท่านได้นำเรื่องธรรมที่ได้รู้เห็นไปกราบเรียนหลวงตามหาบัว ผู้เป็นอาจารย์ทุกประการ
    .
    หลวงปู่ลี กุสลธโร ท่านบวชเณรเมื่อครั้งงานเผาศพหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต จากนั้นท่านก็ได้ติดตามหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน จนกระทั่งมาสร้างวัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี หลวงปู่ฯท่านพระลูกศิษย์หลวงตามหาบัว รุ่นแรก ๆ เลยก็ว่าได้ สำหรับภูมิธรรมของหลวงปู่ฯนั้น เมื่อเร็ว ๆ นี้หลวงตาบัวท่านก็ได้เทศน์ประกาศให้ลูกศิษย์ได้รับรู้รับทราบกันกระจ่างครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว ว่าหลวงปู่ลีท่านถึงที่สุดแห่งธรรมมานานแล้วนะ แต่ท่านอยู่ของท่านอย่างเงียบ ๆ รู้กันเฉพาะในวงกรรมฐานเท่านั้น
    หลังจากงานประชุมเพลิงหลวงปู่ใหญ่มั่นฯ เสร็จแล้ว องค์ท่านก็ได้มาอยู่สำนักของหลวงปู่อ่อน ญาณสิริ ที่บ้านหนองบัวบานก่อน (ต่อมาบริเวณนี้ได้กลายเป็นวัดป่านิโครธาราม) องค์ท่านเองได้เป็นพระพี่เลี้ยง พระอาจารย์จันทร์เรียน และได้ร่วมวิเวกด้วยกันหลาย ต่อหลายแห่ง และได้พบกันบ้างเมื่อติดตามหลวงปู่ชอบ ฐานสโม เข้าป่าไป มีเรื่องอภินิหารที่ได้รับฟังจากประสบการณ์ของหลวงพ่อจันทร์เรียน ครั้นที่ท่านทั้ง ๒ อยู่ร่วมกันหลายเรื่อง แต่ถ้าเล่าไปคงต้องโดนท่านเข่น ภายหลังแน่ ฉะนั้นไปสอบถามท่านเองดีกว่า
    .
    หลังจากนั้นองค์หลวงปู่ลี ท่านก็ได้มาอยู่ที่ดอยน้ำจั่น ใครไปภูสังโฆ คงเห็นป้ายอยู่ ปัจจุบันท่านพระอาจารย์สมหมาย อริโย ศิษย์ หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่ขาว มาอยู่ดูแลแทน และได้ตั้งเป็นวัดดอยน้ำจั่น บ.ห้วยไร่ ต.อุบมุง อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี สมัยที่หลวงปู่ลี ไปอยู่เกิดเหตุการณ์ถูกรบกวนจากพวกนายหน้าตัดไม้ทำลายป่า เข้ามาก่อกวน ท่านจึงวิเวกมาอยูที่ วัดป่าภูทอง บ.ภูทอง อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี เดิมที หลวงปู่มหาบุญมี สิรินธโร มาสร้างไว้ ก่อนไปอยู่ถ้ำและวัดป่าวังเลิง จ.มหาสารคาม ตามลำดับ
    .
    ซึ่งต่อมาเจ้าอาวาส วัดป่าภูทอง คือ หลวงปู่คูณ สุเมโธ (ศิษย์ หลวงปู่สิงห์ทอง หลวงปู่ฝั้น หลวงตามหาบัว) หลังจากนั้น หลวงปู่ลี ก็ออกมาวิเวก ไปแถบภูลังกาต่อ ที่นี่ หลวงปู่บุญมี ปริปุณโณ (วัดป่าบ้านนาคูณ) เคยมาอยู่ก่อนแล้ว (คนละด้านกับวัดถ้ำยา ของ หลวงปู่วัง ฐิติสาโร ศิษย์หลวงปู่ใหญ่มั่น เป็นเจ้าอาวาส)
    .
    พระธรรมเทศนา (ภาษาอิสาน) หลวงปู่ลี กุสลธโร
    .
    "...บ่ทันนาน คั่นจิตเป็นปัจจุบันอยู่ฮั่น บ่เห็นหนึ่งต้องแนวหนึ่งหละ มันซิเกิดเฮ็ดให้มันเป็นปัจจุบัน อดีตที่ล่วงมาแล้ว ก็อย่าไปคำนึงเลย มันก็ออกไปจากปัจจุบันนั่นหละ อนาคตคือกัน มันออกไปจากปัจจุบันนี่ละ อย่าไปคำนึงมันเลย คุมมันเข้า เบิ่ง ให้เบิ่งหัวใจเจ้าของนั่นละ อย่าไปเบิ่งหัวใจผู้อื่น... คั่นคุมเจ้าของแท้ๆ ต้องเห็น คั่นพิจารณาสภาพร่างกายก็พิจารณาอยู่ฮั่น แต่พื้นเท้ามาศีรษะ แต่ศีรษะลงมาพื้นเท้า ให้พิจารณาอยู่ฮั่น เอาแหมะ ๒๔ ชั่วโมงนี่ บ่ให้มันปากมาเลย ต้องเกิดแน่... อันนี้หัวใจมันแลนอยู่นำโลกนำสงสารพุ่น มันบ่ปักมั่น แล้วซิเห็นหยังฮั่น คือกินข้าวเนี่ย กินนอนอยู่ ย้ายไปนั่น นอนอยู่ก็ไปฮั่น นอนก็ไปนี่ เลยบ่อิ่มจักที นี่เรื่องมัน
    เอ้า พิจารณามันซี คั่นคุมเข้าแท้ๆ มันซิต้องจับได้เงื่อน เดี๋ยวมันซิเกิดอันนั้นเกิดอันนี่โลด นี่เฮ็ดจริงทำจริงมันต้องรู้จริง... ไอ้ พิจารณาโตนี่ละ โตสำคัญ ถ้าหากว่าได้จับจุดได้ละ เออ มันซิออกอุทานบัดทีนี้ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อริยสัจทั้งนั้น... คั่นตีแตกอริยสัจนี่ได้แล้ว ฮ่วย! กราบพระพุทธเจ้ากราบครูอาจารย์ โอ๊ย มันก็กราบอยู่จังซั่นหละ หมดคืนหละ นี่ เพิ่นเว่าจริงเฮ็ดจริง มันซิประมวลมาหมดดอก อันพระพุทธเจ้าเพิ่นเห็นนะ มันซิมาเกิดจากใจเฮานี่ละ... ให้พากันเร่งความพากความเพียร..."
    .
    ท่านระลึกชาติในภพที่เกิดเป็นช้างว่า ท่านเป็นช้างชื่อว่า “คำต้น” เจ้าของช้างชื่อพ่อส่วน เขามีลูกสาว ๒ คน ชื่ออีหวัน และอีพัน ถูกเขาใช้ลากซุงเสมอ ส่วนนายควาญช้างชื่อว่า “บักคำต้น” เหมือนกับชื่อของท่าน... ท่านระลึกย้อนในภพชาติหลังๆ ของท่านมักเกี่ยวข้องกับหลวงตาเสมอ
    พรรษาแรกท่านจำพรรษาที่วัดป่าทรงคุณ จังหวัดปราจีนบุรี อยู่ปฏิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตฺยาคโม แม้อายุพรรษามากท่านมักวางตนเป็นเสมือนผู้น้อย มักติดตามหลวงตามหาบัวไปตามสถานที่ต่างๆ เสมือนเณรน้อยๆ ท่านเป็นศิษย์ที่ซื่อสัตย์ เคารพยำเกรงและปฏิบัติตามคำสอนครูบาอาจารย์ อย่างหาที่ติมิได้ ท่านได้รับการยกย่องจากหลวงตาว่าเป็น “เศรษฐีธรรม” และหลวงตามักเรียกนามท่านสั้นๆว่า “ธรรมลี” อดีตสะท้อนปัจจุบันเป็นที่อัศจรรย์เสมอในบุญบารมี ใครจะคาดคิดได้ว่า พระรูปร่างเล็กๆ อยู่ในป่า ไม่มีโวหารเทศนาต้อนรับแขกผู้มาเยือนเช่นท่านจะสามารถหาทองคำช่วยชาติกับหลวงตาได้ถึง ๕๐๐ กว่ากิโลกรัม คิดเป็นเงินหาน้อยไม่ ขอเกาะชายฝ้าเหลืองไปด้วยนะ ท่านเล่าว่า อดีตชาติท่านเกิดเป็นสุนัขรับใช้องค์หลวงตามาหลายภพชาติ แม้ในภพชาติที่เป็นสุนัข นั้น หลวงตาก็ได้เมตตาอบรมสั่งสอน ดัดนิสัยจนเป็นสุนัขที่มีนิสัยดี ไม่เกเร นอกจากนั้น ท่านยังเคยเกิดเป็นช้าง...
    .
    ภายหลังปี พ.ศ.๒๕๓๓ หลวงปู่ลี กุสลธโร ท่านได้สร้างวัดภูผาแดง อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี และได้อยู่จำพรรษาที่วัดแห่งนี้มาโดยตลอด
    .
    และในวันเสาร์ที่ ๓ พ.ย.๒๕๖๑ เวลา ๑๕.๑๕ น. องค์หลวงปู่ลี กุสลธโร ท่านได้ละสังขารอย่างสงบ ณ กุฏิปลอดเชื้อ วัดภูผาแดง สิริอายุ ๙๖ ปี ๑ เดือน ๑๑ วัน พรรษา ๖๙
    .
    เพจวัดป่าภูผาแดง Watpa Phuphadang Official Page

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ยกชุดเหรียญ ๒ พระผง ๑

    ให้บูชา 260 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ


    IMG_20260114_214539.jpg IMG_20260114_214600.jpg
     
  10. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,975
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1768463118002.jpg FB_IMG_1768463115374.jpg FB_IMG_1768463120616.jpg

    อริยสงฆ์ที่กล่าวถึงหลวงปู่ละมัย

    "พระของท่านมีค่ามากกว่าทองและมีพุทธคุณครอบจักรวาล"

    หลวงพ่อรวย วัดตะโก อยุธยา

    "ท่านใหญ่ ท่านมีบารมีมาก ทุกพิธีเกี่ยวกับฉันต้องอาราธนาท่านทุกครั้ง"

    หลวงปู่หมุนวัดบ้านจาน

    "หลวงปู่ท่านศักดิ์สิทธิ์มาก เพียงแค่เศษชานหมาก หรือก้อนหินที่หลวงปู่ลูบคลำ ล้วนทรงคุณค่ามากล้น"

    หลวงพ่อบุญลือ พระทรงอภิญญาใหญ่แห่งวัดคำหยาดอ่างทอง

    "ฉันยังต้องไปกราบท่านเลย และขอบารมีจากท่าน"

    หลวงปู่นะ วัดหนองบัว

    "จะหาพระแบบหลวงปู่ละมัย ไม่ได้แล้วนะ"

    หลวงปู่สุภา

    "พระแบบนี้ นานๆ จะออกมาโปรดพวกเราสักที ท่านเป็นผู้ใหญ่ พระโบราณ ตักตวงเข้านะ"

    หลวงปู่ชื้น วัดญาณเสน

    "ท่านเป็นพระโบราณ มีความศักดิ์สิทธิ์มากนะ"

    หลวงปู่จิต

    "ท่านเป็นอาจารย์ของฉันตั้งแต่สมัยฉันเป็นเณร ท่านเก่งมาก ถ้าฉันตายไปแล้ว ให้ไปหาไปกราบเอาธรรมจากท่านให้ได้ ท่านอยู่ที่เพชรบูรณ์"

    หลวงปู่บุญมา วัดแดนคงคาราม สั่งศิษย์ไว้ให้ไปหาหลวงปู่ละมัย

    "จิตท่านไปไกลมาก นั่นคือดวงธรรมแห่งพุทธะที่หนึ่งเดียว"

    หลวงปู่เที่ยงธรรม

    "ท่านใหญ่ ท่านบารมีมากหลายเด้อ"

    หลวงปู่คำน้อย

    "ท่านยังอยู่หรือนี่ ท่านเคยเป็นอาจารย์ฉันมาก่อน ท่านเก่งรอบด้าน ทุกอย่างเลย ฉันยังต้องเรียนจากท่านเลย"

    หลวงปู่กลอย เขาหิน

    ประวัติหลวงปู่ละมัย ฐิตมโน

    สำนักสวนป่าสมุนไพร จ.เพชรบูรณ์

    เป็นพระอริยะสงฆ์ที่ควรเคารพบูชาอย่างสูงยิ่ง ไม่สามารถหาหลักฐานใดๆของทางราชการมายืนยันได้ว่าท่านเกิดปีใด พบเพียงข้อมูลจากหนังสือบทสวดมนต์ของวัดคีรีบัววนาราม ตำบลเขาน้อย อำเภอลำสนธิ จังหวัดลพบุรี โดยพระครูปัญญาวุธากร(เจ้าอาวาส) ท่านได้บันทึกไว้ว่า ในหนังสือสุทธิของหลวงปู่ละมัย ท่านเกิดปี พ.ศ. ๒๔๐๓ ที่บ้านกระสัง ตำบลเย้ยปราสาท อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์(ปัจจุบันเป็นอำเภอหนองกี่) อายุ ๔ ขวบ โยมบิดามารดาพาอพยพไปอยู่ที่จังหวัดพระตระบอง ประเทศกัมพูชา เมื่ออายุ ๑๔ ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณร

    จากนั้นมาจนถึงปี พ.ศ. ๒๔๔๓ ท่านก็ได้บวชเป็นพระในจังหวัดพระตระบอง ประเทศกัมพูชา และในช่วงปี พ.ศ.๒๕๐๓ - ๒๕๐๔ หลวงปู่ละมัยท่านได้ย้ายกลับมาอยู่ที่เมืองไทย ที่จังหวัดจันทบุรี ในปี พ.ศ.๒๕๐๔ ท่านได้บรรจุเป็นพระไทย ซึ่งตอนนั้นท่านอายุได้ ๑๐๑ ปี

    หลวงปู่ละมัยท่านเป็นพระผู้ทรงอภิญญาองค์หนึ่ง ในดินแดนพระพุทธศาสนาไม่มีที่ไหนที่ท่านไม่เคยไป หลวงปู่ท่านเคยบอกว่า ท่านอยู่ในประเทศเขมร ๓๐ ปี ประเทศลาว ๓๐ ปี และในประเทศไทยมากกว่า ๓๐ ปี เคยเดินธุดงค์ด้วยเท้าเปล่าไปถึงประเทศศรีลังกา ได้สรรพวิชาต่างๆมามากมาย

    หลวงปู่ละมัยท่านสำเร็จวิชาการหุงปรอท อานุภาพปรอทสำเร็จของท่าน พระเกจิอาจารย์หลายองค์ต่างยกย่องว่ามีพลังงานมหาศาล พุทธานุภาพของพระปรอทของท่านนั้นมีประสบการณ์มากมาย ทั้งด้านแคล้วคลาด คงกระพันและเมตตามหานิยม หลวงปู่ท่านมีเมตตามาก ช่วยเหลือลูกศิษย์ลูกหาด้วยปรอทและยาสมุนไพรต่างๆ

    หลวงปู่ละมัยท่านเป็นสหธรรมิกกับหลวงปู่หมุน ฐิตสีโล พระอริยสงฆ์ผู้ทรงอภิญญาแห่งวัดบ้านจาน จ.ศรีสะเกษ โดยท่านได้ร่วมปลุกเสกวัตถุมงคลหลายๆรุ่นของหลวงปู่หมุน อาทิ รุ่นเสาร์ห้าบูชาครู รุ่นไตรมาสรวยทันใจ เป็นต้น หลวงปู่หมุนจะเรียกหลวงปู่ละมัยว่า "ท่านใหญ่" และทุกครั้งที่ทำพิธีเดียวกัน ท่านจะอาราธนาท่านใหญ่ก่อนเสมอ

    หลวงปู่ละมัยท่านมีคุณธรรมขั้นสูง เปี่ยมล้นด้วยเมตตา บารมี พระเกจิดังหลายองค์เดินทางไปกราบท่าน เช่น หลวงพ่อรวย วัดตะโก,หลวงปู่นะ วัดหนองบัว,หลวงพ่อบุญลือ วัดคำหยาด,หลวงปู่เปรี่ยม วัดกำแพง เป็นต้น

    หลวงปู่ละมัยท่านได้เป็นองค์อุปภัมป์และสร้างวัดขึ้นหลายแห่ง เช่น สร้างพระธาตุเกศแก้วจุฬามณี วัดแดนคงคาวนาราม จ.ชัยภูมิ วัดโคกว่านใหม่ อ.ละหารทราย จ.บุรีรัมย์ ที่ อ.มะขาม อ.โป่งน้ำร้อน วัดป่าตง วัดตามูล วัดเขาสะงอ ที่ อ.คลองหาด วัดเขาฉกรรจ์ ที่ จ.ปราจีนบุรี สร้างวัดทุ่งกบินท์ จันตคาม วัดทุ่งโพธิ์ วัดนาคี ที่ อ.ปากช่อง วัดถ้ำพระธาตุ วัดถ้ำไก่แจ้

    ในบั้นปลายหลวงปู่ท่านย้ายมาอยู่วัดโพธิ์เย็น อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ ได้ ๖ - ๗ ปี แล้วจึงมาสร้าง "สำนักสวนป่าสมุนไพรคีรีนามทาสุขาวดี" เพื่อปลูกสมุนไพรและเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม

    หลวงปู่ละมัยท่านมรณภาพเมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๔ สิริรวมอายุได้ ๑๕๑ ปี เวลาประมาณ ๐๑.๕๐ น. ระหว่างเข้าสมาธิจิต

    ที่มา : หนังสือรวมวัตถุมงคลหลวงปู่ละมัย

    : เอกสารวัดบ้านโคกว่านใหม่

    วัดแดนคงคาวนาราม นี้หลวงปู่บุญมา เจ้าอาวาส ท่านได้เคยธุดงค์ไปในประเทศต่างๆของแหลมอินโดจีนนี้มาอย่างทะลุปรุโปร่ง และได้พบกับหลวงปู่ละมัยในป่า ได้รับการสั่งสอนอบรมสมาธิจิต วิชา คาถาอาคมต่างๆพอสมควร จึงกราบลาหลวงปู่ออกธดงค์ต่อไป และเมื่อผ่านไปยังประเทศอินเดีย ก็ได้รับพระบรมสารีริกธาตุมาด้วย และท่านก็ได้นำมาเก็บรักษาไว้ ณ วัดแดนคงคาวนาราม ลุถึงปีพ.ศ.๒๕๔๕ หลวงปู่บุญมา อายุได้ ๑๐๘ ปี มีความต้องการที่จะสร้างพระธาตุเจดีย์ขึ้น เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ แต่ก็เกรงว่าจะไม่สำเร็จ จึงปรึกษากับเหล่าศิษยานุศิษย์ และได้ทราบว่า หลวงปู่ละมัย ยังดำรงขันธ์อยู่ จึงให้คณะศิษย์ ไปกราบอาราธนานิมนต์

    พระเดชพระคุณหลวงปู่ละมัยมาเป็นประธาน ซึ่งท่านก็รับนิมนต์จนการก่อสร้างสำเร็จ และยกฉัตรไปแล้วเมื่อปีพ.ศ.2552

    หลวงปู่บุญมาได้บอกกับลูกศิษย์ว่า "หลวงปู่(ละมัย)เป็นครูบาอาจารย์ของหลวงปู่(บุญมา)นะ เคยพบกับท่านตอนธุดงค์ ตอนนั้นเราอายุ 15 ปีได้ ท่านจะเป็นผู้ที่สร้างพระธาตุสำเร็จ เพราะท่านมีบารมีมาก" หลังจากหลวงปู่ละมัยรับนิมนต์ได้ไม่นาน หลวงปู่บุญมาก็มรณภาพลง

    วัตถุมงคลของหลวงปู่ละมัย ที่เด่นๆคือพระปรอท และแม่ซื้อประจำวันครับ

    ที่มา : ข้อความบางตอนจากเพื่อนสมาชิกเว็ปจี

    บางคำจากพระอริยสงฆ์ที่กล่าวถึงหลวงปู่ละมัย

    "พระของท่านมีค่ามากกว่าทองและมีพุทธคุณครอบจักรวาล"

    ที่มา : เว็ปกาหลง.คอม

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลทุกที่มาอย่างสูงครับ

    พระผงรูปเหมือนจันทร์ลอยทาทอง

    .ให้บูชา 220 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการครับ

    IMG_20260115_144635.jpg IMG_20260115_144702.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 16 มกราคม 2026 at 00:14
  11. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,975
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1768465660135.jpg FB_IMG_1768465655312.jpg

    หลวงพ่อแนมท่านสำเร็จวิชามนต์จินดามณีที่สืบสานมาจากต้นตำหรับวิชามนต์จินดามณีจากนางยักษ์พันธุรัตน์

    พระสมเด็จรุ่น 1 สมเด็จจอมทอง
    หลวงพ่อแนมวัดเขาหน่อ
    ประวัติโดยย่อ
    ( หลวงพ่อแนม กตปุญโญ ) วัดเขาหน่อ

    เด็กชายแนม ธรรมราช เกิดวันที่ 6 เม.ย 2465 ณ. บ้านท่าเกษม หมู่ 4 อ. สวรรคโลก จ. สุโขทัยเป็นบุตรคนที่ 5 ในจำนวนพี่น้อง 7 คนของ

    นายน้อย-นางฝอย ธรรมราช เมื่ออายุ 9 ขวบ ได้ตามแม่ใหญ่ ชื่อแม่ขาวพวง ธรรมราช ซึ่งเป็นแม่ชีมาจากสุโขทัยจนได้มาพบกับพระธุดงค์คือ

    หลวงพ่ออ๊อด ที่วัดท่าจันทร์ ต. บ้านแดน อ. บรรพตพิสัย จ. นครสวรรค์และได้เรียนหนังสือจนจบชั้นประถมปีที่ 4 ที่โรงเรียนวัดบ้านแดน

    หลังจากนั้นหลวงพ่ออ๊อด ได้ฝาก ด.ช แนม ไว้กับหลวงพ่อแท่นยโสธโรซึ่งต่อมา หลวงพ่อแท่น ท่านก็ได้นำ ด.ช แนม

    ไปบวชเณรกับท่านเจ้าคุณวิเชียรโมลี เจ้าคณะจังหวัดกำแพงเพ็ชร ณ. วัดพระบรมธาตุ อ.เมือง เมื่อวันที่ 7 พ.ค 2480

    จนกระทั่งเมื่อ อายุเข้า 20 ปีหลวงพ่อแท่น จึงได้พาสามเณร แนม เข้าไปอุปสมบท กับพระครูวิบูลย์วชิรธรรม ( หลวงพ่อสว่าง )

    เมื่อวันที่ 8 พ.ค 2485 ณ. วัดสังขวิจิตร ต. ตาขีด อ. บรรพตพิสัย จ. นครสวรรค์

    โดยมี พระครูวิบูลย์วชิรธรรม ( หลวงพ่อสว่าง ) เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รัยฉายา กตปุญโญ...

    พระอาจารย์ ที่หลวงพ่อแนม ได้ศึกษาธรรมะและ พุทธาคมที่ได้บันทึกไว้มีดังนี้

    1. พระวิบูลย์วชิรธรรม ( หลวงพ่อสว่าง )วัดคหบดีสงฆ์ กำแพงเพ็ชร

    2. หลวงพ่อแท่น ยโสธโร

    3. หลวงปู่เภา วัดถ้ำตะโกลพบุรี

    4. หลวงพ่อฉาย วัดป่าธรรมโสภณ

    5. หลวงพ่อกึ่ง วัดโพธิ์ชัย

    6. หลวงพ่อสุด วัดปฐมพานิช

    7. หลวงพ่อสำลี วัดเขาวัง ราชบุรี

    8. หลวงพ่ออุ่มวัดเขาวัง ราชบุรี

    9. หลวงพ่อธูป วัดเขาปถะหวี

    10. หลวงพ่อวัน วัดเขาวงบ้านหมี่

    11. หลวงปู่นาค วัดท่าเกษม สวรรคโลก จ.สุโขทัย

    12. หลวงพ่อแกรวัดส้มเสี้ยว อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์

    หลวงพ่อแนม ท่านมีความชำนาญทางด้านก่อสร้างเป็นพิเศษ ได้ก่อสร้างศาสนาสถานไว้มากมายอาทิเช่น..

    พ.ศ 2513 สร้างศาลาการเปรียญ 1 หลัง

    พ.ศ 2514 สร้างกุฏิแบบทรงไทย 5 หลัง

    พ.ศ 2515 สร้างปะปา ร่วมกับอนามัย อ. บรรพตพิสัยประจำวัด

    พ.ศ 2519 สร้างหอสวดมนต์

    พ.ศ 2520-2521 สร้างหอสมุดแบบทรงไทย

    ในปี พ.ศ 2535 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารีได้ทรงเสด็จยกช่อฟ้า ที่อุโบสถ วัดเขาหน่อ นครสวรรค์

    เป็นที่ปลื้มปิติของประชาชนชาว จังหวัดนครสวรรค์ อย่างหาที่สุดมิได้.....

    หลวงพ่อแนมท่านเป็นผู้มีคุณธรรม มีพรหมวิหารธรรมเป็นพระนักปฏิบัติ ที่เปี่ยมล้นไปด้วยเมตตาต่อบรรดาศิษย์เป็นอย่างยิ่งตลอด

    จนผู้ไฝ่ธรรมทั้งหลายที่มากราบท่าน นมัสการท่าน จนเมื่อวันที่ 15 มิ.ย 2543 หลวงพ่อแนม ท่านมีอากาศป่วยกำเริบ

    ลูกศิษย์ได้นำหลวงพ่อแนม ส่งโรงพยาบาลปากน้ำโพนครสวรรค์ และท่านก็ได้มรณะภาพ ในเวลา 15.00 น.

    ด้วยอาการอันสงบเป็นที่เศร้าโศรกเสียใจต่อประชาชน ลูกศิษย์ทั้งหลาย ตลอดจนผู่ใฝ่ทางธรรมทุกๆท่าน....

    วันที่ 22 ตุลาคม 2543 ทางคณะกรรมการวัดและศิษยานุศิษย์ได้จัดงานพระราชทานเพลิงศพ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระสมเด็จจอมทองรุ่นแรกหรือสมเด็จโอ่ง ปี ๒๕๒๒ หลวงพ่อแนมวัดเขาหน่อเลี่ยมพร้อมแขวน รุ่นนี้หลวงพ่อตั้งใจปลุกเสกเป็นพิเศษ
    องค์นี้ทองเดิม

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260115_152459.jpg IMG_20260115_152519.jpg
     
  12. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,975
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1768469899085.jpg FB_IMG_1768469902895.jpg

    ประวัติพ่อท่านคลิ้ง(ข้อมูลแน่นๆครับจากหนังสือที่กำลังจะออกมา)
    พ่อท่านคลิ้ง เดิมชื่อ คลิ้ง นามสกุล ฉิมแป้น เป็นบุตร นายแก้ว และ นางทุ่ม ฉิมแป้น เกิดเมื่อวันจันทร์ เดือน ๙ ขึ้น ๑๐ ค่ำปีจอ ตรงกับ พ.ศ. ๒๔๒๙ ที่บ้านหมู่ที่ ๑ ตำบลหินตก อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช หมู่บ้านที่พ่อท่านเกิดชื่อหมู่บ้านถลุงทอง เป็นบุตรโทน คนเดียวของพ่อ-แม่ ซึ่งมีอาชีพทำนาทำสวน
    ครั้นเจริญวัยอายุได้พอสมควร บิดาได้สอนหนังสือไทยให้ ปรากฏว่า เรื่องราวใดๆ ก็ตามที่บิดาสอนให้ก็สามารถจดจำได้ ครบถ้วน การเขียน การอ่านเป็นไปอย่างรวดเร็ว เฉลียวฉลาดผิดปกติเด็กธรรมดาบิดาถ่ายทอดความรู้ภาษาไทยให้เพียงปีเดียวก็หมดสิ้นความรู้ที่มีอยู่ ปรากฏว่าพ่อท่านอ่านออกเขียนได้สิ้น บิดาเห็นเช่นนั้นจึงอยากจะให้บุตรคนเดียวของตนมีความรู้มากขึ้น ครั้นจะเอาไปเรียนที่ใดก็ไม่เห็นลู่ทาง จึงได้นำไปปรึกษากับ พระอาจารย์ขำวัดถลุงทอง
    พระอาจารย์ขำ เห็นหน่วยก้านดีมีลักษณะเป็นคนมีบุญ จึงได้รับไว้ให้ศึกษาเล่าเรียนด้วย ขณะศึกษาอยู่กับพระอาจารย์ขำ ก็ขยันขันแข็งในการเล่าเรียน ครั้นกลับบ้านก็ช่วยบิดามารดาทำงานทางบ้านทุกสิ่งสรรพเป็นที่รักใคร่ของพ่อแม่ และผู้พบเห็นทั่วไป ไม่ผิดหวังกับพ่อแม่ที่มีลูกโทนเพียงคนเดียว
    อายุได้ ๑๗ ปี พ่อท่านเป็นกำลังแข็งขันช่วยกิจการงานทางบ้านได้คล่องแคล่วพอจะแทนบิดามารดาได้ ก็พอดีมารดาถึงแก่กรรมยังเศร้าโศกเสียใจให้กับบิดาและตัวท่านเองมาก ด้วยความกตเวทิตาคุณมารดาและด้วยการส่งเสริมจากบิดา พ่อท่านจึงบวชเป็นสามเณร ตั้งแต่บัดนั้น คือ ปี พ.ศ.๒๔๔๖ โดยพระอาจารย์ขำนำไปบวชเป็นสามเณรให้ที่วัดป่าตอ (ขณะนั้น วัดถลุงทอง ยังไม่มีวิสุงสีมา) โดยนิมนต์เอา เจ้าคุณศรีธรรมราชมุณี วัดหน้าพระบรมธาตุ นครศรีธรรมราช มาบวชให้ นับเป็นนิมิตอันดีเมื่อท่านเจ้าคุณเห็นสามเณรคลิ้งขณะนั้นเข้า ก็ถึงกับกล่าวชมว่ามี ลักษณะบุคลิกดี เป็นผู้มีบุญวาสนา จะสืบอายุพระศาสนาต่อไป และจะสำเร็จกิจ
    ในทางธรรมสูงสุดในภายภาคหน้า เมื่อบวชเป็นสามเณรแล้วก็กลับมาอยู่ยังวัดถลุงทอง ศึกษาอัขระขอมสูตรเลขยันต์ เวทมนต์คาถา วิชาแพทย์แผนโบราณ และโหราศาสตร์ กับ พระอุปัชฌาย์ขำ (ได้เป็นพระอุปัชฌาย์ขณะที่บวชสามเณรคลิ้ง) ขณะเป็นสามเณรก็รับใช้พระอาจารย์ทุกสิ่งทุกอย่างจนเป็นที่รักใคร่ของพระอุปัชฌาย์ขำเป็นอย่างยิ่ง มีวิชาอันใดก็สั่งสอนให้ไม่ปิดบังหวงแหน
    เมื่อวัยครบจะอุปสมบทเป็นภิกษุได้ในปี พ.ศ. ๒๔๔๙ บิดาจึงได้ขอร้องให้พ่อท่านอุปสมบทต่อไป ด้วยความเต็มใจของพ่อท่านอยู่แล้วพระอุปัชฌาย์ขำ จึงได้พาสามเณรคลิ้งเดินทางไปอุปสมบทให้ ณ พัทธสีมา วัดป่าตอโดยมีพระอุปัชฌาย์ขำ เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อเอียด เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้ฉายาว่า “จนทสิร” เมื่ออุปสมบทแล้วก็กลับมาจำพรรษายังวัดถลุงทอง ขยันหมั่นเพียรท่องบ่นมนต์คาถาเป็นประจำเพียงพรรษาได้ไม่มากก็ท่องสวดปาฎิโมกข์และบทสวดมนต์ได้เจนจบสิ้น ไม่ว่าจะเป็นบทใดในคัมภีร์ พ่อท่านค้นเอามาท่องจำได้หมด เป็นที่ชื่นชอบของพระอุปัชฌาย์ขำมาก ต่อมาพระอุปัชฌาย์ขำได้ถ่ายทอดวิชาที่มีอยู่ทั้งหมดให้ก็สามารถศึกษา ได้เจนจบ ต้องถึงกับมอบตำราของ หลวงพ่ออยู่ ซึ่งนำมาจากกรุงศรีอยุธยาจำนวนหลายสิบเล่มให้พ่อท่าน พ่อท่านก็ศึกษาจนทะลุปรุโปร่ง พระอุปัชฌาย์เห็นคล่องแคล่วในวิชาการดีแล้วจึงสอนปฎิบัติปัสสนาธุระให้ พ่อท่านก็ปฎิบัติได้สมปรารถนาของอาจารย์อย่างรวดเร็ว เป็นเหตุอัศจรรย์ใจยิ่ง
    ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๖๗ พระอุปัชฌาย์ขำได้มรณภาพลง ก่อนมรณภาพก็ได้สั่งเสีย พ่อท่านคลิ้งขอให้สืบตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดถลุงทองต่อ และฝึกฝนญาณสมาธิให้แก่กล้าเพื่อความหลุดพ้นในขั้นต่อไป อย่าได้ทิ้งเสีย พ่อท่านก็รับคำพระอาจารย์ทั้งสิ้น
    ความกตเวทิตาคุณในอาจารย์อันยิ่งใหญ่ พ่อท่านจึงได้ตั้งใจว่าจะสร้างศาลาโรงธรรมขนาดใหญ่เพื่อตั้งศพอาจารย์ให้สมเกียรติ จึงได้ประชุมชาวบ้านญาติโยมให้ช่วยกันสร้างกุศล เพียงเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนด้วยความตั้งใจอย่างแรงกล้าของพ่อท่าน โรงธรรมขนาดกว้าง ๒๐ เมตร ยาว ๓๕ เมตร ก็สำเร็จลุล่วงลง ชาวบ้านเห็นความดีของท่านที่มีความตั้งใจแสดงกตเวทิตาอาจารย์แรงกล้าเช่นนั้นจึงพร้อมใจกันนิมนต์ พ่อท่านให้เป็นเจ้าอาวาสสืบมาเป็นที่รักใคร่นับถือของชาวบ้าน เป็นที่พักพิงอาศัยในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บขจัดทุกข์โศก และอบรมสั่งสอนให้ลูกศิษย์และชาวบ้านตั้งอยู่ในคุณงามความดี
    พ่อท่านคลิ้ง นับว่าเป็นพระเถระที่น่ากราบไหว้ ท่านบริสุทธิ์ผุดผ่องอยู่ในศีลาจารวัตร ปฏิบัติแต่วิปัสสนาธุระ บำเพ็ญเพียรทางใจทรงไว้ด้วยญาณสมาธิอย่างแก่กล้า ท่านมักจะพูดน้อย และดำรงตนอยู่อย่างสมถะมักน้อย ยิ้มแย้มแจ่มใสอย่างมีเมตตาธรรม เป็นที่รักใคร่แก่ทุกคนที่พบเห็น ท่านมีเมตตาอยู่ในตนเองอย่างประหลาด ท่านจะสวดมนต์อยู่เสมอในเวลาว่าง และปฏิบัติวิปัสสนาเป็นประจำในยามราตรีอันวิเวก ฉันอาหารเพียงครั้งเดียวในหนึ่งวัน แต่ร่างกายท่านสมบูรณ์ ใบหน้าแดงผ่องผุดเต็มไปด้วยบุญญาราศี กล่าวกันว่าท่านปกครองพระในวัดด้วยสายตา เพียงแต่มองเท่านั้น ก็ทราบว่าท่านตำหนิหรือชมเชย และสิ่งสำคัญคือ วาจาของท่าน “ศักดิ์สิทธิ์” และเป็นไปได้ทุกประการตามคำทุกคำของท่านที่ได้กล่าวออกไป พ่อท่านคลิ้งมีความสนิทและชอบพอกันดีกับ พ่อท่านคล้าย และพ่อท่านคล้ายมักจะ
    กล่าวยกย่องท่านอยู่เสมอในบรรดาลูกศิษย์เป็นที่ทราบกันดีในระหว่างลูกศิษย์ใกล้ชิด ระหว่าง พ่อท่านคล้าย วัดสวนขัน กับ พ่อท่านคลิ้ง วัดถลุงทอง
    เมื่อพ่อท่านคลิ้งกับพ่อท่านคล้ายพบปะกันท่านมักจะดีใจยิ้มแย้มเข้าหากัน และสนทนากันเป็นระยะเวลาอันยาวนาน ถึงการปฏิบัติธรรมของกันและกันอย่างสนิทสนม เถราจารย์อันแก่กล้าสององค์นี้มีความเหมือนกันเป็นประจักษ์ใน ความศักดิ์สิทธิ์ของวาจา พ่อท่านคล้ายมีความเชื่อมั่นในตัวพ่อท่านคลิ้งมาก ถึงกับเคยพากฐินไปทอดที่วัดถลุงทองถึงสองครั้งด้วยกัน
    เมื่อครั้งที่อาจารย์นำ วัดดอนศาลา พัทลุง ยังมีชีวิตอยู่ ท่านเคยพูดถึง พ่อท่านคลิ้ง เสมอ และให้นิมนต์ไปร่วมปลุกเสกมงคลวัตถุชิ้นสุดท้าย คือรูปเหมือนและกริ่งทักษิณชินวโรด้วย อาจารย์นำเคยกล่าวกับ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคคลว่า
    “หากสิ้นบุญฉันแล้ว มีกิจอันใดที่สำคัญก็จงไปหาพ่อท่านคลิ้ง วัดถลุงทอง ร่อนพิบูลย์นครศรีฯเถิด ท่านเก่งและแก่กล้าทางญาณสมาธิมาก”
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระผงจันทร์ลอยพิมพ์รูปเหมือนพ่อท่านคลิ้ง ๑๐๐ ปี
    สร้างปี ๒๕๒๘

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260115_163534.jpg IMG_20260115_163600.jpg
     
  13. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,975
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1768471631259.jpg
    พระสมเด็จนพเก้า วัดเขาวง (ถ้ำนารายณ์) รุ่นแรก ปี36
    พระเกจิอาจารย์สายวัดท่าซุง
    หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน ปลุกเสก

    พระสมเด็จนพเก้า เป็นรุ่น ๑
    ได้สร้างขึ้นเพื่อแจกเป็นวัตถุมงคลแก่ผู้บริจาคทรัพย์สร้างศาลาการเปรียญ วัดเขาวง (ถ้ำนารายณ์) อ.พระพุทธบาท จ. สระบุรี ๑๔ พ.ย.๓๖
    ในสมัยนั้น ในการจัดสร้างนี้ได้รวบรวมผงศักดิ์สิทธิ์จากสถานที่สำคัญ ๙ แห่ง พระเครื่องเก่าที่มีชื่อเสียงทั่วประเทศกว่า ๕๐๐ องค์ อาทิ
    พระผงสมเด็จวัดระฆัง ,วัดใหม่อมตรส, วัดอินทร์ ,วัดเกศไชโย, วัดพลับ ,วัดปากน้ำ ,วัดสามปลื้ม ,หลวงปู่โต๊ะ, เจ้าคุณนรฯ, หลวงปู่ทวด ,หลวงปู่เผือก ,หลวงพ่อปาน, วัดเงินคลองเตย, หลวงพ่อแก้วชลบุรี ,ผงพระพนัสบดี, นางพญาพิษณุโลก ,พระพุทธชินราช ,พระรอด-พระคง ลำพูน, วัดโพธิ์นิมิตร ,วัดโพธิ์ท่าเตียน ,วัดดาวเรือง ,พระผงสุพรรณ ,พระขุนแผนสุพรรณ ,ผงเก่าจากกรุวัดเขาวง ,ไม้โพธิ์อธิษฐาน หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน พิจิตร, และอื่นๆอีกมากมาย ฯลฯ

    และได้รับการอธิษฐานจิตจาก ท่านเจ้าคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(เกี่ยว อุปเสโน) วัดสระเกศ
    พระทองคำที่ หลวงพ่อวัดท่าซุง กล่าวถึงบ่อยๆ และการประกอบพิธีพุทธาภิเษกก็ได้ทำอย่างครบถ้วนตามแบบแผนทุกประการ และผ่านพิธีพุทธาภิเษกวัดเขาวงหลายครั้งมาก

    พระสมเด็จนพเก้า วัดเขาวง (ถ้ำนารายณ์) จัดสร้างโดยใช้ผงศักดิ์สิทธิ์จำนวนมากกว่า 500 ชนิด ผงสมเด็จวัดระฆัง วัดเกศไชโย วัดปากน้ำ วัดสามปลื้ม ผงลป.โต๊ ลป.ปาน ลป.ทวด ลป.เผือก ฯลฯ อธิษฐานจิตโดย สมเด็จพระพุฒาจารย์เกี่ยว วัดสระเกศ (พระทองคำ)

    พระสมเด็จนพเก้า วัดเขาวง ได้สร้าง โดยได้รวบรวมผงศักดิ์สิทธิ์เก้าแห่ง และผงศักดิ์สิทธิ์ของวัดต่าง ๆ เช่น ผงสมเด็จวัดระฆัง วัดใหม่อมตรส วัดอินทร์ วัดเกศไชโย วัดพลับ วัดปากน้ำ วัดสามปลื้ม ผงพระหลวงปู่โต๊ะเ เจ้าคุณนรฯ หลวงปู่ทวด หลวงปู่เผือก หลวงพ่อปาน ผงวัดเงินคลองเตย ผงหลวงพ่อแก้ว วัดเคลือวัลย์ ผงพระพนัสบดี นางพญาพิษณุโลก พระรอด พระคง ผงพระสพรรณ พระขุนแผนสุพรรณ ผงไม้โพธิ์ อธิษฐานหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน อื่นๆอีกเป็นจำนวนมาก และประกอบพิธีพุทธาภิเษกได้ครบถ้วนตามแบบแผนประเพณีทุกประการ สมเด็จนพเก้านี้เต็มเปี่ยมด้วยพุทธานุภาพ บังเกิดความเป็นศิริมงคล และความร่มเย็นเป็นสุข แก่ผู้มีไว้สักการะบูชาเป็นอย่างยิ่ง

    ด้านหลัง พิมพ์รูป พระนารายณ์ทรงฤทธิ์ วัดเขาวง

    " พระนารายณ์ทรงฤทธิ์ มหาปราบ ที่ไหนมีพระนารายณ์ ที่นั้นจะมีแต่ความสงบสุข"

    พระนารายณ์ทรงฤทธิ์ ปัจจุบันนี้ท่านมีศักดิ์เป็นพี่ของลูก ๆ หลวงพ่อวัดท่าซุงทุกคน

    อาตมา(พระอาจารย์เล็ก)ขึ้นไปที่พระจุฬามณีเจดีย์สถานครั้งแรกในชีวิต เจอเทวดาองค์ใหญ่เท่าภูเขาเลย ท่านเฝ้าประตูอยู่ ถามท่านว่าชื่ออะไร ? ท่านบอกว่า "ชาวบ้านเรียกผมว่าพระนารายณ์ครับ แต่ท่านเรียกผมว่าพี่ก็พอ" ดังนั้น..ในเรื่องของเทวรูปพระนารายณ์ อาตมาเชื่อว่าทั้งประเทศไทยและอาจจะทั่วทั้งโลกด้วย คงไม่มีที่ไหนทำแล้วขลังเหมือนกับวัดเขาวง เพราะว่าท่านเป็นพี่ของอาตมาทั้งสามรูป (หลวงตาวัชระชัย หลวงพ่อเล็ก และหลวงพ่อสมปอง) ถึงเวลาพี่ก็จะต้องสงเคราะห์น้องเป็นปกติ และก็ต้องเผื่อไปถึงลูกหลานของน้อง ๆ ด้วย

    จริง ๆ แล้วเทวรูปเจ้าพ่อนารายณ์ทรงฤทธิ์เป็นของเก่าแก่ มีโยมที่เขามีจิตศรัทธาถวายให้คู่กับวัดเขาวงมาตั้งแต่ต้น ถ้าหากที่ใดก็ตามมีของศักดิ์สิทธิ์แบบนี้ การดูแลบริหารงานในสถานที่นั้น จะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยเฉพาะพระนารายณ์ท่านอยู่ในฐานะผู้ปราบ คำว่า ปราบ คือ ทำให้เรียบเสมอกัน ก็แปลว่าอะไรที่โผล่เกินมา ก็โดนทำให้ยุบราบลงไปเสมอกัน

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระสมเด็จนพเก้าวัดเขาวงถ้ำนารายณ์ สระบุรี
    *กระดาษใบฟอยคือภาพตัวอย่าง*

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ

    IMG_20260115_170957.jpg IMG_20260115_171020.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 15 มกราคม 2026 at 22:33
  14. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,975
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1768482913219.jpg

    หลวงพ่อสดวัดปากน้ำภาษีเจริญเคยกล่าวชมหลวงปู่ทั้งต่อหน้าและลับหลังว่า “พระครูองค์นี้ท่านได้ธรรมกายแล้ว ทำอะไรก็ศักดิ์สิทธิ์ก็ขลัง” และได้เคยพูดกับโยมว่า “พระครูองค์นี้แทนฉันได้” เวลาสวดกล่าวชุมนุมเทวดา หลวงพ่อสดมักให้หลวงปู่แจ้งช่วยสวด ท่านว่าให้พระครูสวด พระครูได้ธรรมกายแล้วเทวดาได้ยิน
    หลวงปู่แจ้งได้กราบลาท่านหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ กลับมาที่จังหวัดนครราชสีมา

    พระผงรูปเหมือนหลวงปู่แจ้งวัดโนนสูง

    พระครูพินิจยติกรรม (หลวงปู่แจ้ง)
    วัดใหม่สุนทร อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา
    พระครูพินิจยติกรรม (หลวงปู่แจ้ง) ฉินฺนมนฺโท เจ้าอาวาสวัดใหม่สุนทร อ.โนนสูง นครราชสีมา พระสงฆ์สันโดษ มักน้อย ศิษย์รักหลวงพ่อสด วัดปากน้ำภาษีเจริญ ผู้มีพรรษาสูงที่สุดในจังหวัดนครราชสีมา และดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอกิตติมศักดิ์ อ.โนนสูง ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สูงส่งของทางคณะสงฆ์ ในจังหวัดนครราชสีมา
    หลวงปู่แจ้งเกิดเมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๔๓๙ สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ บ้านขาม ต.ขามสะแกแสง อ.ขามสะแกแสง จ.นครราชสีมา บิดามารดาชื่อนายอ้าย นางขาว ดวงกลาง มีพี่น้องรวม ๙ คน หลวงปู่เป็นบุตรคนสุดท้อง เป็นเด็กที่มีนิสัยดี เรียนเก่ง เป็นที่ชื่นชมของครูอาจารย์ทั้งพระ และครูฆราวาส บิดามารดาประกอบอาชีพทำนาเมื่ออายุ ๒๐ ปี ได้อุปสมบทที่วัดบ้านขาม มีหลวงปู่ทองวัดบ้านขามเป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์บุญ พระอาจารย์จันทร์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์และพระคู่สวด ท่านได้มาศึกษาต่อที่วัดบึงร่วมกับสมเด็จพุฒจารย์ (อาส อาสภมหาเถร) วัดมหาธาตุ กรุงเทพฯ และหลวงปู่เขียว วัดบึง เรียนปฏิบัติธรรมและเจริญ วิปัสสนากรรมฐาน หลังจากนั้นได้มาจำพรรษาที่วัดบูรพ์ วัดโพธิ์ กรุงเทพฯ วัดมหาธาตุ และวัดปากน้ำ เพื่อศึกษาเจริญวิปัสสนากรรมฐาน
    ท่านหลวงปู่ได้ศึกาเจริญวิปัสสนากรรมฐานต่อ ณ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๕ โดยมีอาจารย์พระภาวนาโกศล (สมณศักดิ์ในสมัยนั้น) หรือเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปในนาม “หลวงพ่อสด” วัดปากน้ำภาษีเจริญ เป็นผู้แนะนำอย่างใกล้ชิด หลวงปู่ตั้งใจเจริญวิปัสสนากรรมฐานอย่างไม่ย่อท้อเป็นเวลานาน
    ในวันหนึ่งหลังจากหลวงพ่อออกเจริญวิปัสสนากรรมฐาน (สมาธิ) หลวงพ่อสดท่านถามเป็นประโยคแรกว่า “ท่านพระครูสงบหรือยัง” หลวงปู่ก็ตอบตามที่ท่านสงบใจได้ว่า “ผมสงบแล้ว สงบแล้ว” หลวงพ่อสดท่านแสดงอาการพอใจในตัวหลวงปู่ที่มีความเพียรพยามยามเป็นอย่างสูงในการปฏิบัติเจริญวิปัสสนากรรมฐานจนสำเร็จธรรมกาย หลวงพ่อสดวัดปากน้ำภาษีเจริญเคยกล่าวชมหลวงปู่ทั้งต่อหน้าและลับหลังว่า “พระครูองค์นี้ท่านได้ธรรมกายแล้ว ทำอะไรก็ศักดิ์สิทธิ์ก็ขลัง” และได้เคยพูดกับโยมว่า “พระครูองค์นี้แทนฉันได้” เวลาสวดกล่าวชุมนุมเทวดา หลวงพ่อสดมักให้หลวงปู่แจ้งช่วยสวด ท่านว่าให้พระครูสวด พระครูได้ธรรมกายแล้วเทวดาได้ยิน
    หลวงปู่แจ้งได้กราบลาท่านหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ กลับมาที่จังหวัดนครราชสีมาและสอนปฏิบัติเจริญวิปัสสนากรรมฐานจนถึงปัจจุบัน ขณะนี้หลวงปู่อายุ ๙๔ ปี ท่านเปลี่ยนล้นไปด้วยเมตตา ผู้ที่มีโอกาสได้ไปกราบนมัสการท่านหลวงปู่แล้ว มักจะปลื้มปิติอย่างน่าอัศจรรย์และเมื่อรับวัตถุมงคลจากท่าน ท่านชอบพูดว่าจะไปช่วยเหลือเมื่อยามคับขัน ขอให้ทุกคนปลอดภัยและโชคดี
    อนึ่ง ในคราวเกิดสงครามอินโดจีน พ.ศ.๒๔๘๐ หลวงปู่แจ้งได้ร่วมกับเกจิอาจารย์ที่สำคัญหลายรูปปลุกเสกพระเนื้อดินผสมผงว่านและคลุกรัก เรียกว่า “พระกลีบบัว วัดบูรพ์” แจกทหารที่ไปสงครามมีพุทธคุณโด่งดั่งทางอยู่ยงคงกระพันจนเป็นที่กล่าวขวัญในหมู่ทหารและบุคคลทั่วไปเป็นอันมาก
    มรณภาพ วันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ หลังจากที่หลวงปู่ไปกรุงเทพ เพื่อรับพระราชทานพัดยศพระราชาคณะชั้นสามัญยก หลวงปู่ก็มีอาการของไข้ เป็น ๆ หาย ๆ หลวงปู่ยังบอกเป็นลางสังหรณ์ไว้ว่า มีเกิด ก็มีตาย มียศ ก็เสื่อมยศ มีลาภ ก็เสื่อมลาภ จนในที่สุดอาการป่วยก็ไม่หาย ลูกศิษย์นำส่งโรงพยาบาลมหาราช พักรักษาตัวตั้งแต่วันที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ จนเมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ เวลา ๐๑.๒๐ น. หลวงปู่ได้ละสังขารโดยสงบ รวมสิริอายุได้ ๙๕ ปี ๙ เดือน ๒๑ วัน พรรษา ๖๗ นับเป็นพระเถระที่มีพรรษากาลมากที่สุดในขณะนั้น

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระผงรูปเหมือนหลวงปู่แจ้ง

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260115_200031.jpg IMG_20260115_200054.jpg IMG_20260115_200112.jpg
     
  15. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    13,975
    ค่าพลัง:
    +21,459
    ผ้ายันต์ดวงพิชัยสงคราม สมเด็จโต

    ยันต์ดวงพิชัยสงคราม สมเด็จโต พระพุฒาจารย์ โต พรหมรังษี ดวงพิชัยสงคราม หรือยันต์พิชัยสงคราม เป็นดวงชะตาที่มีความสำคัญมากในระบบโหราศาสตร์ไทย เพราะเป็นดวงที่ผ่านการคำนวณ อย่างละเอียด พิถีพิถัน ตามกฏเกณฑ์ในคัมภีร์สุริยยาตร์ คัมภีร์มานัตต์ ซึ่งเป็นคัมภีร์หลักในวิชาโหราศาสตร์ ภายในดวงพิชัยสงครามมีการแจ้งเลขเกณฑ์อันเป็นผลที่ได้จากการคำนวณในแต่ละขั้นตอน ของคัมภีร์ไว้ในตาราง เช่น ตำแหน่งดาวพระเคราะห์ สมผุส ฤกษ์ และมัธยมพระเคราะห์ ตลอดจนอัตตรา เกณฑ์การคำนวณต่างๆ ที่สำคัญ
    1. มหาอุตม์ เป็นการป้องกันเคราะห์ร้าย แคล้วคลาดปลอดภัย ภยันตรายต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น
    2. มหาลาภ เป็นการทำให้มีผลหรือมีความสำเร็จ เป็นศิริมงคล ประสบพบแต่ความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต ไม่ตกต่ำ ไม่ขัดสน
    ดวงพิชัยสงครามนี้ แม้ว่าจะไม่ได้ผ่านการพุทธาภิเษกตามตำราครบถ้วน แต่จัดว่ากระทำขึ้นในโอกาสอันควร ทั้งนี้เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้ที่ต้องการมีไว้เป็นสิริมงคลแก่ตนเอง และคนที่ท่านรัก เป็นการระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย ทวยเทพ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ประกอบด้วยดวงชันษา และดวงชะตากำเนิดของเจ้าชะตาประกอบกับอักขระคาถาที่สำคัญทั้ง พุทธศาสตร์ ไสยศาสตร์ และโหราศาสตร์ อำนาจพุทธคุณของดวงพิชัยสงคราม
    1. พลิกดวงชะตา กลับร้ายกลายเป็นดี ป้องกันเคราะห์ร้าย ภยันตรายต่างๆที่จะเกิดขึ้น 2.ปกป้องคุ้มครองกันคุณไสยศาสตร์ กันเสนียดจัญไรและอุบาทว์ต่างๆ
    3.เสริมดวงชะตาก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ โดยเฉพาะ ข้าราชการ ตำรวจ ทหาร
    4. ทำให้ประสบความสำเร็จ มีแต่ความเป็นศิริมงคล ประสบพบแต่ความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต ไม่ตกต่ำ
    5.เสริมบารมี อำนาจ วาสนา แคล้วคลาด จากเรื่องร้ายต่างๆ
    ผู้ที่มี "ดวงพิชัยสงคราม " ต้องหมั่นเพียร บำเพ็ญบารมี ถือศีล สวดมนต์ เพื่อเสริมดวงชะตา อำนาจ วาสนา คนที่มี"บุญบารมีเท่านั้น"ถึงจะมีโอกาศครอบครองดวงพิชัยสงคราม ดังนั้นควรวาง "ดวงพิชัยสงคราม" ที่จัดทำให้ไว้บนที่สูง แต่ไม่ควรวางไว้ใต้ฐานพระพุทธรูป หรือวางโดยมีวัตถุกดทับ เนื่องเพราะในดวงพิชัยสงครามนี้ มีภาพพระพุทธฉายาเป็นประธานอยู่แล้ว จึงไม่สมควรวางพระพุทธปฏิมาเป็น 2 องค์ร่วมซ้อนกัน อันเป็นการไม่บังควรอย่างยิ่ง อีกประการหนึ่ง การที่มีวัตถุหนักกดทับอยู่อุปมาเหมือนชีวิตท่าน ถูกกดดันตลอดเวลาด้วย ถ้าจะเป็นการสมควร ควรจัดหาพานขนาดพอเหมาะแก่ดวงชะตารองรับ และวางไว้ข้างฐานพระบูชาประจำบ้าน หรือบนหิ้งพระบูชา ถ้าเกรงว่าลมจะพัดปลิว ให้นำเหรียญเงินเหรียญทอง 9 เหรียญ ขนาดพอเหมาะโปรยไว้ด้านบน หรือถ้าสามารถนำไปใส่กรอบ แล้วตั้งไว้บนที่อันควรก็เป็นการดี หากในสถานที่นั้น ไม่มีโต๊ะหมู่บูชาพระ หรือหิ้งพระบูชา ก็ให้หาสถานที่จัดวางไว้บนที่สูงและไม่ปะปนกับสิ่งไม่สมควรต่างๆ หรือ จัดใส่กรอบแล้วแขวนไว้ ในที่สมควรก็ได้
    คาถาบูชาดวงพิชัยสงคราม(ตั้งนะโม 3 จบ) นะโม เม สัพพะเทวานัง สัพพะคะระหะ จะ เทวานัง สุริยัญจะ ปะมุญจะถะ สะสิ ภุมโม จะ เทวานัง วุโธ ลาภัง ภะวิสสะติ ชีโว สุกะโร จะ มะหาลาภัง โสโร ราหูเกตุ จะ มะหาลาภัง สัพพะ ภะยัง วินาสสันติ สัพพะทุกขัง วินาสสันติ สัพพะโรคัง วินาสสันติ ลักขะณา อะหัง วันทามิ สัพพะทา สัพเพเทวา มัง ปาละยันตุ สัพพะทา เอเตนะ มังคะละเตเชนะ สัพพะโสตถี ภะวันตุ เมฯ
    รูปแบบยันต์พิชัยสงคราม มีหลายรูปแบบ อาจขึ้นอยู่กับสำนักและครูบาอาจารย์ โดยรวมพอสรุปเป็นรูปแบบมาตรฐาน หรือองค์ประกอบที่คล้ายๆกัน ได้ดังนี้
    1. ด้านบนสุดของยันต์พิชัยสงคราม จะเป็นพระพุทธฉาย (รูปพระ)
    2. ใต้พระพุทธฉาย เป็น ยันต์พิชัยสงคราม ยันต์พระอิติปิโสย่างตาม้า ตรงกลางยันต์บรรจุ ดวงราศีจักร พร้อมลัคนากำเนิดเจ้าของดวงชะตา
    3. ใต้ยันต์พิชัยสงคราม จัดเป็นยันต์รูปบัลลังก์ หรือตารางลดหลั่นกันลงมา 5 ชั้น ภายในบรรจุ สมผุสพระเคราะห์ ฤกษ์ และมัธยมพระเคราะห์ ตลอดจนอัตตา เกณฑ์การคำนวณต่างๆ โดยคำนวณตามคัมภีร์สุริยยาตร์ คัมภีร์มานัตต์
    ในส่วนนี้ใช้วันเดือนปี เวลาเกิดเฉพาะบุคคล ผลการคำนวณที่ได้ แต่ละคนจะแตกต่างกัน
    4. ด้านซ้ายและขวายันต์รูปบัลลังก์ เป็นหลัก อินทภาส บาทจันทร์ โดยด้านซ้ายเป็นหลักอินทภาส ด้านขวาของยันต์เป็นหลักบาทจันทร์ ซึ่งหลักทั้งสองนี้โบราณยกย่องว่ามีความสำคัญสูงท่านจึง ให้สถิตย์ภายใต้เศวตฉัตร
    5. กรอบนอกของดวงพิชัยสงครามได้บรรจุ สิ่งศักสิทธิ์ป้องกันภัยพิบัติไว้ทั้งแปดทิศด้วยกันซึ่งก็ คือ ยันต์พระคาถาอิติปิโสแปดทิศ เป็นต้น

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 450 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260115_224312.jpg
     
  16. Karoonsur

    Karoonsur เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กรกฎาคม 2018
    โพสต์:
    425
    ค่าพลัง:
    +259
    จองครับ
     

แชร์หน้านี้

Loading...